เส้นทางสู่วิถีเซียน ข้าขอเป็นเซียน!

    บทที่ 29 มีแขกมาเยือน อาเก้าเลี้ยงอาหารหลิ่วซงซาน

    บทที่ 29 มีแขกมาเยือน อาเก้าเลี้ยงอาหารหลิ่วซงซาน


    หลังจากนั้นไม่นาน


    "เสร็จแล้ว จานสุดท้าย เนื้อแกะผัดเสร็จแล้ว!"


    สวี่ไท่ผิงตักเนื้อแกะผัดในหม้อใส่จาน แล้วถือไปที่ห้องโถง


    ขณะนี้บนโต๊ะอาหารในห้องโถงวางอาหารเต็มโต๊ะแล้ว ถึงแม้ส่วนใหญ่จะเป็๲เนื้อแกะ แต่วิธีทำกลับแตกต่างกันมาก แค่น้ำแกงก็มี "แกงหัวใจแกะ" "แกงไตแกะ" "แกงกระดูกแกะ" ส่วนเนื้อมี "เนื้อแกะผัด" "เนื้อแกะนึ่ง" "ขาแกะย่าง" "เนื้อแกะอบ" "เนื้อแกะต้มสุรา"


    เมนูเหล่านี้ล้วนเป็๲อาหารที่ปู่ของสวี่ไท่ผิงเคยกินตอนเดินทางไปทั่วทิศเหนือใต้ สวี่ไท่ผิงได้ยินท่านพูดถึงทุกวัน จนอดที่จะน้ำลายไหลไม่ได้ จึงขอให้ท่านสอนวิธีทำ ในอนาคตจะได้ลองทำกินเองบ้าง


    ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้ใช้จริง ๆ


    "อืม...หอมจริง ๆ...เจ็ดแต้มสำนักนี่คุ้มค่าจริง ๆ"


    อาเก้าเงยหน้าดมกลิ่น สีหน้าเปลี่ยนไปทันที อดไม่ได้ที่จะตบโต๊ะแรง ๆ


    "ถ้ารู้ว่าเ๽้ามีฝีมือขนาดนี้ ข้าคงมากินบ่อย ๆแล้ว!"


    ไป๋หงมองอาหารบนโต๊ะ ก็อดไม่ได้ที่จะอยากกิน


    "ลุงไป๋ ถ้าชอบ ต่อไปจะมากินบ่อย ๆ ก็ได้"


    สวี่ไท่ผิงตอบอย่างจริงจัง


    "เฮ่อเฮ่อ ข้าพูดเล่น จะกล้ามารบกวนเวลาฝึกฝนของเ๽้าได้ยังไง"


    ไป๋หงหัวเราะ พลางส่ายหน้าไปมา


    ส่วนอาเก้าที่ได้ยินคำเชิญของสวี่ไท่ผิง กลับอิจฉายิ่ง จึงแอบใช้ตะเกียบคีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ปาก แล้วถามลองใจสวี่ไท่ผิง


    "สวี่ไท่ผิง หลังจากมื้อนี้ พวกเราก็ถือว่าเป็๲สหายกันแล้วใช่ไหม"


    "แน่นอนว่าไม่ใช่"


    สวี่ไท่ผิงตอบด้วยสีหน้าจริงจัง


    "สวี่ไท่ผิง เ๽้าอย่าลำเอียงสินักเลย ดูสิ ข้าช่วยเ๽้าก่อไฟ เช็ดโต๊ะ พวกเราก็ควรเป็๲สหายกันแล้ว"


    อาเก้าได้ยินดังนั้น ก็อดรู้สึกผิดหวังไม่ได้


    ไป๋หงที่อยู่ข้างๆ พลันเหงื่อตกแทน ทว่าในใจกลับรู้สึกภูมิใจเล็กน้อย "ไม่คิดเลยว่าข้าไป๋หงผู้นี้จะมีวันเหนือกว่าเขาได้"


    "ปัง ปัง ปัง!..."


    ขณะที่ทั้งสามคนกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย เสียงเคาะประตูลานเล็กก็ดังขึ้น


    "ไป๋หง เ๽้าเชิญข้ามา มีอะไรหรือ"


    เสียงชายชราดังจากนอกประตู


    "สวี่ไท่ผิง นอกจากอาเก้าแล้ว ข้ายังเชิญเพื่อนอีกสองสามคน เ๽้าดูซิว่าจะเพิ่มชามและตะเกียบได้อีกไหม"


    ไป๋หงไม่ได้ตอบคนข้างนอก แต่กลัยบวางชามตะเกียบลง แล้วหันไปถามสวี่ไท่ผิงที่นั่งตรงข้ามด้วยรอยยิ้ม


    "ในเมื่อเป็๲เพื่อนของลุงไป๋ ก็เชิญเขาเข้ามาเถอะ"


    สวี่ไท่ผิงพยักหน้าตอบรับ


    "อย่าลืมให้เขาจ่ายเงินนะ ข้าจ่ายไปถึงเจ็ดแต้มสำนักแล้วนะ!"


    อาเก้ามองไปที่ไป๋หงที่อยู่ข้าง ๆ ด้วยสายตาไม่พอใจ


    "นั่น...นั่นเป็๲เ๱ื่๵๹ธรรมดาอยู่แล้ว!"


    ไป๋หงพยักหน้ารัว ๆ แล้วลุกขึ้นไปเปิดประตู


    "ไป๋หง ท่านให้ข้ามาที่นี่ทำไมกัน ข้าไม่มีเวลาว่างมานั่งคุยเล่นกับท่านหรอกนะ!"


    ไม่นานนัก สวี่ไท่ผิงที่กำลังกัดกินซี่โครงแกะอยู่กับอาเก้าก็เห็นไป๋หงพาชายชราที่แต่งกายหรูหรา ผมเกล้าเรียบร้อยไม่มีปอยผมสักเส้นกำลังเดินเข้ามาที่ห้องโถง


    "พี่หลิว ไม่มีเ๱ื่๵๹อะไรหรอก พวกเราไม่ได้มารวมตัวกันเสียนาน จึงอยากจะกินข้าวด้วยกันกับท่าน"


    หลังจากมาถึงห้องโถง ไป๋หงก็ยิ้มพลางชี้ไปที่ชายชราที่กำลังกัดกินซี่โครงแกะอยู่ข้างโต๊ะ


    "พี่เก้า? พี่เก้าไหนกัน?"


    ชายชราที่ถูกไป๋หงเรียกว่าพี่หลิวมองไปที่โต๊ะและสบตากับอาเก้าพอดิบพอดี


    "ท่าน...ท่านทำไมถึง..."


    "พูดมากทำไม มากินข้าวสิ!"


    ในชั่วขณะที่สบตากับอาเก้า ดวงตาของชายชราแซ่หลิวมีแวว๻๠ใ๽ แต่ก็ถูกชายชราจ้องกลับไปทันที


    "ขอรับ...ขอรับ!"


    ชายชราแซ่หลิวรีบนั่งลงทันที


    "เอ๊ะ ท่านไม่ใช่หลิ่วซงซาน ประมุขของศาลาซีเฟิงหรอกหรือ?"


    สวี่ไท่ผิงจำชายชราที่เพิ่งเข้ามาได้ทันที


    ถ้าเขาจำไม่ผิด ชายชราคนนี้ก็คือประมุขแห่งศาลาซีเฟิง หลิวซ่งซาน ที่พี่หลิงหลงพาเขาไปพบตอนที่เพิ่งขึ้นเขามา


    "ข้ากำลังคุยกับอาจารย์...กับพี่ใหญ่ทั้งสอง จะมีส่วนให้เ๽้าพูดด้วยหรือ?"


    เมื่อเห็นสวี่ไท่ผิงพูดแทรก หลิ่วซงซานก็ทำหน้าไม่พอใจทันที พลันจ้องมองเขาอย่างดุดัน


    "หลิ่วซงซาน วรยุทธ์ของเ๽้าก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร แต่ทำท่าใหญ่โตจริงนะ?"


    ไม่ทันที่สวี่ไท่ผิงจะได้เปิดปาก อาเก้าก็วางตะเกียบลงทันที และยิ้มเยาะใส่หลิ่วซงซาน


    "อาจารย์...อาเก้า...ข้า..."


    "เอ่อ พี่หลิว พูดกันดี ๆ อาเก้าก็แค่เตือนให้ท่านพูดให้สุภาพหน่อย อาหารบนโต๊ะนี้ก็เป็๲น้องชายไท่ผิงผู้นี้ทำทั้งนั้น"


    เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของหลิ่วซงซานก็ซีดขาวเป็๲ไก่ต้ม ตัวสั่นเทิ้ม ตัวไถลเกือบตกเก้าอี้ โชคดีที่ไป๋หงรีบประคองเขาไว้ทัน


    "ใช่แล้ว พวกเราได้มารวมตัวกันในวันนี้ ก็เพราะน้องชายไท่ผิงนี่แหละ เ๽้าเด็กนี่นะ พอเจอหน้าก็สั่งโน่นสั่งนี่ใส่เขา ไม่มีมารยาทเสียเลย"


    อาเก้ายัดเนื้อเข้าปาก น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย


    "ใช่ ใช่ ๆ ๆ! อาเก้าพูดถูกต้องแล้ว..."


    พอได้ยินน้ำเสียงอาเก้าอ่อนลง หลิ่วซงซานก็เหมือนได้รับการอภัยโทษ จึงรีบพยักหน้ารับคำ


    "หลิ่วซงซาน ลองชิมฝีมือของน้องชายไท่ผิงดูสิ เมื่อครู่ท่านอาเก้าเพิ่งจะชมไม่ขาดปากเลย"


    ไป๋หงในตอนนี้หยิบชามและตะเกียบมาวางไว้ตรงหน้าหลิ่วซงซาน


    "ท่านอาเก้าชมไม่ขาดปาก รสชาติต้องดีแน่นอน"


    หลิ่วซงซานรับชามและตะเกียบมาพร้อมกับหัวเราะชอบใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มประจบประแจงต่อท่านอาเก้าผู้นั้น


    "เดี๋ยวก่อน!"


    ในตอนที่หลิ่วซงซานกำลังจะหยิบตะเกียบคีบอาหาร ทว่าอาเก้ากลับคว้าตะเกียบของเขาไว้ทันที 


    "จ่ายเงิน!"


    สวี่ไท่ผิงที่กำลังดูเ๱ื่๵๹สนุกอยู่ก็นึกขึ้นได้ จึงยื่นมือไปหาหลิ่วซงซานทันที


    "ท่านหลิว ท่านก็เหมือนกับอาเก้า มื้อนี้ต้องจ่ายเจ็ดแต้มสำนัก"


    เขารู้ว่าอาเก้าผู้นี้มีฐานะไม่ธรรมดา และทั้งสามคนนี้ไม่ได้มาที่นี่เพียงแค่กินข้าวอย่างเดียวแน่ แต่แต้มสำนักที่ได้มานี้เขาก็ไม่คิดจะปฏิเสธ ส่วนบรรดาผู้ใหญ่เหล่านี้จะเล่นอะไรกันอยู่ เขาก็ไม่อาจจัดการได้และไม่อยากจัดการด้วย


    ‘บางทีอาจจะแค่ผ่านมาจริง ๆ ก็ได้ ยังไงข้าก็แค่มองเป็๲การดูละคร’


    สวี่ไท่ผิงเดาในใจ


    ส่วนอาเก้าที่เห็นสวี่ไท่ผิงเก็บเงินได้อย่างไม่เกรงใจ ก็พยักหน้าอย่างพอใจทันที จากนั้นก็กินข้าวไปด้วย ถามคำถามหลิ่วซงซานไปด้วย


    "ใต้อำนาจของเ๽้า ตอนนี้ใครเป็๲ประมุขเลี่ยเฟิงถัง"


    "ตอนนี้ศิษย์รุ่นเยาว์อย่างสวีโหย่วจื้อเป็๲ประมุขเลี่ยเฟิงถัง"


    หลิ่วซงซานรีบวางตะเกียบในมือ และตอบอย่างจริงจัง


    "สวีโหย่วจื้อหรือ เมื่อก่อนอาจารย์ของเขาเคยพาเขามาพบข้า ก็นับว่าข้ากับเขาก็ถือว่ารู้จักกันอยู่ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ทำไมไม่ชวนเขามากินข้าวด้วยกันสักมื้อเล่า"


    อาเก้าตักน้ำแกงมาหนึ่งชาม จิบทีละน้อยอย่างเอร็ดอร่อย ไม่แม้แต่จะเหลือบมองหลิ่วซงซานสักนิด


    "ท่านอาเก้า...นี่...ไม่เหมาะสมกระมัง เลี่ยเฟิงถังห่างจากที่นี่...ไกลอยู่สักหน่อย"


    หลิ่วซงซานเหงื่อท่วมหน้าผาก