บทที่ 14 คัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัย
คัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยนั้นมีข้อได้เปรียบเหนือวรยุทธ์ฝึกร่างกายธรรมดาหลายประการด้วยกัน
ประการแรก วรยุทธ์ฝึกร่างกายทั่วไปต้องรอจนกระทั่งเติบใหญ่ ร่างกายเจริญเติบโตเต็มที่แล้วจึงจะสามารถฝึกฝนได้ สำหรับผู้แสวงหาอายุยืนแล้ว ่เวลาที่ขาดการปกป้องคุ้มครองนั้นยาวนานเกินไป
แต่คัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยสามารถเริ่มฝึกฝนได้ั้แ่ยังเป็ทารก ทำให้มีความสามารถในการปกป้องตนเองแล้วั้แ่ในวัยเยาว์
ประการที่สอง วรยุทธ์ฝึกร่างกายทั่วไปมัก้ายาลับและทรัพยากรเฉพาะ เช่น วรยุทธ์ฝึกร่างกายประเภทปราณโลหิต้าเนื้อและเืของสัตว์อสูร วรยุทธ์ฝึกร่างกายประเภทหินและโลหะ้าแร่ธาตุล้ำค่า วรยุทธ์ฝึกร่างกายประเภทพฤกษาก็้าไม้วิเศษอันล้ำค่า...
แม้แต่วรยุทธ์ฝึกร่างกายที่ใช้พลังิญญาล้วน ๆ ก็ยังต้องหาสถานที่ที่มีเส้นพลังิญญาเข้มข้นจึงจะสามารถฝึกฝนได้
เนื่องจากมีปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้น เทพเต๋าว่านโซ่วจึงได้ดัดแปลงคัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยให้กลายเป็วรยุทธ์ฝึกร่างกายที่ใช้ได้กับทุกสิ่ง ไม่ว่าจะใช้วัตถุใดก็ตาม คัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยก็สามารถดูดซับสารสำคัญจากสิ่งนั้นมาใช้หล่อหลอมร่างสมบัติได้
แม้แต่การหยิบก้อนหินขึ้นมาจากพื้นสุ่ม ๆ ตราบใดที่มีเวลามากพอ ก็ย่อมจะสามารถบีบคั้นเอาพลังฝึกร่างออกมาได้บ้างไม่มากก็น้อย
ประการที่สาม เนื่องจากเป็วรยุทธ์ที่ใช้ได้กับทุกสิ่ง ร่างสมบัติผ่านทุกข์ภัยที่ฝึกด้วยคัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยจึงไม่ค่อยถูกโจมตีจุดอ่อนได้ง่าย
ยกตัวอย่างเช่น ร่างกายที่หล่อหลอมด้วยพลังิญญาจะถูกกดทับอย่างหนักในพื้นที่ไร้พลัง ร่างสมบัติที่ใช้ปราณโลหิตในร่างกายมนุษย์จะอ่อนพลังลงมากเมื่อปราณโลหิตเหือดแห้ง ร่างกายที่หล่อหลอมด้วยเพลิงแท้จะถูกเวทมนตร์ธาตุน้ำคุกคาม ร่างสมบัติประเภทโลหะและหินจะถูกพลังแม่เหล็กธาตุครอบงำ...
ทว่าจุดอ่อนเหล่านี้แทบไม่มีผลกับร่างสมบัติผ่านทุกข์ภัยเลย เท่ากับว่าไม่ว่าจะในสภาพแวดล้อมสุดขั้วใด ๆ ก็ยังมี ‘ความสามารถขั้นต่ำ’ คงอยู่
แน่นอนว่าวรยุทธ์ฝึกร่างกายนี้ก็มิได้ปราศจากข้อบกพร่อง
ประการแรก เพราะเป็วิชาที่ผสมผสานหลายอย่างเข้าด้วยกัน ทำให้ร่างสมบัติผ่านทุกข์ภัยไม่มีจุดเด่นพิเศษในด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็พละกำลัง ความแข็งแกร่ง ความสามารถในการฟื้นฟู หรือความเร็ว ทุกอย่างมีความสมดุลอย่างเท่าเทียมกัน หากจะกล่าวให้เข้าใจง่าย ๆ คือไม่มีจุดที่โดดเด่นเป็พิเศษนั่นเอง
แม้ว่าปัญหาเหล่านี้ก็ได้รับการแก้ไขหลังจากที่เทพเต๋าว่านโซ่วขึ้นสู่ตำแหน่งเซียน โดยได้ทำการปรับปรุงคัมภีร์ทั้งหมดใหม่ไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถเทียบชั้นกับวรยุทธ์ฝึกร่างในตำนานที่โด่งดังไปทั่วหล้าได้
ประการที่สอง วรยุทธ์ฝึกร่างกายของคัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยแตกต่างจากวรยุทธ์ฝึกร่างกายทั่วไปอย่างมาก ทำให้หาก้าจะเปลี่ยนไปฝึกวิชาอื่นในภายหลังจะไม่สามารถทำได้ เท่ากับว่าต้องเดินหน้าต่อไปในเส้นทางนี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น เพราะร่างสมบัติผ่านทุกข์ภัยมีความสามารถในการปรับตัวและการรักษาสภาพที่แข็งแกร่งเกินไป แม้จะการล้างพลังและวรยุทธ์ทั้งหมดเพื่อเริ่มต้นฝึกวรยุทธ์ใหม่ก็ไม่สามารถล้างออกได้หมดจด
อย่างไรก็ตาม เทพเต๋าว่านโซ่วก็ได้ตระหนักถึงจุดนี้ในภายหลัง คัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยในฐานะที่เป็วิชาที่ทำให้ตัวเขาบรรลุธรรมย่อมเหมาะสมกับตัวเขาที่สุด แต่อาจไม่เหมาะกับผู้ฝึกรุ่นหลังทั้งหมด ดังนั้นในการปรับปรุงคัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยครั้งต่อมา เขาจึงให้ความสำคัญกับการ 'เว้นที่ว่าง' เป็อย่างมาก ทำให้คัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยกลายเป็กรอบการฝึกที่เปิดกว้าง
แม้ว่าจะไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างสมบูรณ์ แต่ก็สามารถเติมเต็มลักษณะเฉพาะของตนเองลงในกรอบที่เปิดกว้างนี้ได้
เช่นนั้นแล้ววรยุทธ์นี้จึงมีช่องว่างให้ปรับเปลี่ยนได้มาก หากเป็ผู้ที่มีพร์ล้ำเลิศ ก็ไม่แน่ว่าอาจสามารถดัดแปลงให้กลายเป็ ‘คัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัย’ ที่เหมาะสมกับตนเองโดยเฉพาะได้
และสุดท้ายคือจุดที่อันตรายที่สุด ความเร็วในการฝึกฝนคัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยเมื่อเทียบกับวิชาบำเพ็ญร่างกายทั่วไปแล้ว ถือว่าช้าอย่างน่าใจหาย
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าวัตถุดิบ์และสมบัติล้ำค่าจากธรรมชาติส่วนใหญ่จะสามารถช่วยเสริมการฝึกฝนคัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยได้ แต่ข้อจำกัดก็คือประสิทธิภาพในการดูดซึมและแปรสภาพนั้นด้อยกว่าวิชาบำเพ็ญร่างกายอื่น ๆ ไปมากนัก ยาสำหรับบำเพ็ญร่างกายสมบัติชนิดเดียวกัน เมื่อนำมาใช้ฝึกฝนคัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยจะได้ประโยชน์เพียงครึ่งเดียวของสรรพคุณดั้งเดิมเท่านั้น
ข้อดีและข้อเสียที่กล่าวไปข้างต้นนั้นยังไม่เพียงพอที่จะทำให้คัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยกลายเป็วิชาบำเพ็ญร่างกายอันดับหนึ่งสำหรับผู้บำเพ็ญอายุยืน สิ่งที่สำคัญที่สุดยังคงเป็เซียนธรรมหลักที่จะเกิดขึ้นหลังจากเริ่มต้นฝึกฝนวิชานี้—
แสงผ่านทุกข์ภัย
หลังจากเริ่มฝึกคัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยแล้ว ร่างสมบัติผ่านทุกข์ภัยจะสร้างวิชาเทพแสงผ่านทุกข์ภัยขึ้นมา ซึ่งเป็วิชาเทพเพียงหนึ่งเดียวในวิชานี้
แท้จริงแล้วคัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยฉบับดั้งเดิมมีวิชาเทพมากมาย แต่เพราะเทพเต๋าว่านโซ่ว้าดัดแปลงวิชานี้ให้เป็กรอบที่เปิดกว้าง จึงได้ลบวิชาเทพอื่น ๆ ออกหรือหลอมรวมเข้ากับแสงผ่านทุกข์ภัย จนเหลือเพียงวิชาเทพหลักนี้ไว้ เพื่อให้นักพรตอายุยืนรุ่นหลังสามารถดัดแปลงได้
แสงวิเศษนี้ครอบคลุมทั้งการป้องกัน การโจมตี การหลบใต้ดิน และการกลบพลัง
ในยามปกติสามารถเคลือบแสงไว้บนร่างกายเพื่อสร้างแผ่นป้องกัน ซึ่งสามารถลดทอนการโจมตีได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถปล่อยแสงนี้ออกไปทำร้ายศัตรู นับเป็วิธีโจมตีระยะไกลเพียงอย่างเดียวของร่างสมบัติผ่านทุกข์ภัย
แม้ว่าพลังทำลายล้างนั้นจะมีอานุภาพใกล้เคียงกับเวทมนตร์ทั่วไปในระดับเดียวกัน หรืออาจเรียกได่ว่าเป็เพียงพลังทำลายล้างธรรมดา แต่ข้อดีคือสามารถใช้ได้ในทันที และมีประสิทธิภาพพิเศษต่อเวทป้องกันประเภทดินและหิน
ทั้งยังสามารถใช้เป็แสงสำหรับเคลื่อนย้ายได้ แม้จะบินได้ไม่เร็วนักในอากาศ แต่สามารถแทรกซึมผ่านดินและหินได้ นับเป็วิชาล่องหนใต้ดินที่เป็หนึ่งในบรรดาดินแดนนับหมื่น
นอกจากนี้แสงผ่านทุกข์ภัยยังสามารถกดทับพลังลมปราณและปิดกั้นจิตััได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตราบใดที่ความแตกต่างของระดับวรยุทธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายไม่ห่างกันมากนัก ก็จะยากที่จะถูกค้นพบ
เมื่อเห็นถึงตรงนี้ จิงอวี่ก็เข้าใจกระจ่างแจ้งถึงเจตนาที่เทพเต๋าว่านโซ่วถ่ายทอดวิชา ‘ไร้ประโยชน์’ นี้
เมื่อเริ่มฝึกคัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยขั้นต้น นักพรตอายุยืนก็สามารถใช้แสงผ่านทุกข์ภัยเข้าไปในใต้ดินได้ทันที แล้วใช้แสงผ่านทุกข์ภัยห่อหุ้มร่างกายเพื่อกดทับพลังลมปราณ อาศัยคุณสมบัติพิเศษที่สามารถฝึกร่างกายด้วยสรรพสิ่งหลบซ่อนอยู่ในถ้ำใต้ดินได้จนกว่าฟ้าดินจะมลาย!
และเมื่อระดับการฝึกวรยุทธ์สูงขึ้น แสงผ่านทุกข์ภัยก็ยิ่งมหัศจรรย์มากขึ้น สามารถเข้าไปในชั้นหินได้ลึกขึ้นเรื่อย ๆ ยากที่แม้แต่นักพรตขั้นสูงจะค้นพบ
ยิ่งเมื่อฝึกร่างสมบัติผ่านทุกข์ภัยจนถึงระดับหยวนอิ่นหรือหัวหน้าเซียน จะมีที่ใดในใต้หล้าที่ไปไม่ถึง?
จิงอวี่รู้สึกว่าวิธีปฏิบัติเช่นนี้ช่างสิ้นเปลืองเวลาเหลือเกิน... น่าสงสัยนักว่าเหตุใดเทพเต๋าว่านโซ่วผู้นี้ถึงได้หมกตัวอยู่ในโลกมนุษย์นานนับสิบล้านปี บางทีตอนที่จะล่องลอยขึ้น์ อาจจะไม่เคยติดต่อกับนักพรตในภพนั้นสักกี่ครั้ง!
เทพเต๋าว่านโซ่วผู้นี้ ดูท่าคงเป็ผู้ก่อตั้งสายหลีกหนีโลกแห่งวิหารฉางเซิงกระมัง สมกับเป็ผู้หลีกหนีโลกจริง ๆ
แม้จิงอวี่จะรู้สึกว่าวรยุทธ์นี้เหมาะกับตนเอง แต่ก็ไม่คิดจะทำเฉกเช่นเดียวกับเทพเต๋าว่านโซ่วที่หลบซ่อนตัวอยู่ใต้ดินนานนับสิบล้านปี
เขาจำได้แม่นว่าก่อนหน้านี้เสวียนชิงจื่อเคยกล่าวถึงดินแดนเซียนโจวไว้ว่า ที่นี่เคยเกิดมหันตภัยแห่งกัลป์ที่กวาดล้างทั่วทั้งอาณาเขต จนทำให้สรรพชีวิตนับโกฏิต้องพินาศ ส่งผลให้อารยธรรมการบำเพ็ญเซียนทั้งอาณาเขตขาด่ไป… แล้วผู้ใดเล่าจะรู้ว่าต่อไปจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก?
แม้เขาไม่รู้ว่ามหันตภัยแห่งกัลป์นี้คืออะไรกันแน่ แต่หากเป็มหันตภัยแห่งกัลป์ที่สามารถทำลายอารยธรรมการบำเพ็ญเซียนได้โดยตรง เกรงว่าการซ่อนตัวอยู่ใต้ดินคงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
แต่แนวทางหลักในการบำเพ็ญอย่างมั่นคงนั้นไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่สามารถออกสู่โลกภายนอกได้ตามความเหมาะสม ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องรับประกันความปลอดภัยของตนเองเท่านั้น
"อืม… นี่คืออะไรกัน?"
จิงอวี่พบว่าถัดจากคัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยยังมีวรยุทธ์ฝึกร่างกายที่มีชื่อว่าร่างปฐีศิลาอีกหนึ่งเล่ม
เขาเคยเห็นวิชานี้มาหลายครั้งใน่ห้าร้อยปีที่อยู่ในวิหารฉางเซิง ส่วนใหญ่มักวางขายอยู่ที่ชั้นหนึ่งของหอคัมภีร์ในตลาดหรือเมืองเซียน สามารถฝึกได้ถึงขั้นก่อปราณขั้นสูงสุด โดยทั่วไปมีราคาเพียงสองถึงสามก้อนหยก เป็ของธรรมดาที่สำนักทั่วไปไม่สนใจจะเก็บรวบรวมไว้ เมื่อเริ่มฝึกจะมีรัศมีสีเทาห่อหุ้มทั่วร่าง ซึ่งมีลักษณะภายนอกคล้ายคลึงกับแสงเซียนขจัดทุกข์
"เทพเต๋าจิ่วมิ่งผู้นี้ช่างทำเพื่อข้าถึงเพียงนี้จริง ๆ!"
จิงอวี่เข้าใจในทันทีว่าเหตุใดเทพเต๋าจิ่วมิ่งถึงได้มอบวรยุทธ์ส่วนนี้มาให้ นั่นก็เพื่อให้ตนเองมีข้ออ้างหากเผลอเปิดเผยร่างสมบัติขณะที่ยังอ่อนแอ!
เื่นี้ยิ่งทำให้จิงอวี่รู้สึกสงสัยมากขึ้น คนที่ทำอะไรรอบคอบเช่นเทพเต๋าจิ่วมิ่ง วรยุทธ์ที่บอกว่าจำเป็ต้องออกไปในโลกภายนอกถึงจะได้รับนั้นจะเป็วรยุทธ์อะไรกันแน่?
—
"ถึงเวลาให้นมองค์ชายหกแล้ว"
นางกำนัลร่างท้วมผู้นั้นเรียกแม่นมเข้ามา แล้วคอยกำกับดูแลขณะให้นมองค์ชายหก
"กลืก… กลืก..."
‘แม่นมในวังหลวงนี่ช่างมีน้ำนมอุดมจริง ๆ’ จิงอวี่คิดในใจ
เขาแอบฝึกคัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัย ย่อยสารอาหารในน้ำนมให้ไปหล่อหลอมร่างสมบัติผ่านทุกข์ภัย แม้จะมีการใช้พลังงานพิเศษเช่นนี้ ครู่ต่อมาก็ยังอดไม่ได้ที่จะเรอออกมาด้วยความอิ่ม
ในคัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยกล่าวไว้ว่าใน่วัยทารก น้ำนมมารดานั้นคือยาวิเศษอันล้ำค่าในการฝึกฝนร่างกาย
จิงอวี่จึงหมุนเวียนพลังตามคัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยหนึ่งรอบ และรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันน่าพิศวงในร่างกายที่ยังอ่อนแอนี้ ััได้ว่าความแข็งแกร่งของร่างกายเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย แตกต่างจากเมื่อครู่อย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้นจิงอวี่ที่อิ่มแล้วจึงแผดเสียงร้องดังขึ้นมาอีกครั้ง จนกระทั่งได้ดื่มน้ำนมอีกครั้ง จึงหรี่ตาลงด้วยความพึงพอใจ
นางกำนัลผู้ดูแลมองสายตาที่ขอความช่วยเหลือของแม่นมก็จึงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากว่า
"จัดหาแม่นมอีกคนให้องค์ชายหกเถิด!"