เย็นวันนั้นแม่และข้าวหอมเดินมาส่งลู่เหอที่หน้าบ้านหรือจะเรียกว่าคฤหาสน์เลยก็ว่าได้ พร้อมๆกับพี่เลี้ยงที่ตามมาดูแลคุณหนูของพวกเขาอีกด้วย ในความคิดของลู่เหออาหารเย็นมื้อนี้มันช่างมีความสุขและมีสีสรรค์มากกว่าทุกวันที่เขาต้องนั่งกินข้าวเพียงลำพังกับแม่เพียงสองคนแม่ลูก จะมีก็แค่เหล่าบอดี้การ์ดฝีมือดีคอยรุมล้อมพวกเขาเท่านั้น เพราะว่าพ่อของเขาเป็นักธุรกิจนำเข้าและส่งออกสินค้าจากประเทศจีนรายใหญ่ที่ทุกคนต้องจักในนามเ้าสัวหวัง และเขาก็ทุ่มเทกับงานจนหามรุ่งหามค่ำจนขยายกิจการได้ใหญ่โตโดยใช้เวลาไม่นาน เงินทองมีที่มากมายไม่ได้ทำให้เด็กชายรู้สึกมีความสุขกับมันเลยแม้แต่น้อย ช่างแตกต่างกับบ้านของข้ามหอมมากนักที่ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้ร่ำรวยเท่ากับครอบครัวของเขา แต่ทั้งพ่อและแม่กลับมีเวลาให้กับลูกๆ จนไม่ต้องแปลกในเลยว่าทำไมข้าวหอมถึงได้เป็เด็กที่น่ารักและมีกริยาที่ดีแบบนี้
“บ๊ายบายนะลู่เหอ แล้วพรุ่งนี้เจอกันใหม่ที่โรงเรียนนะ”
“แล้วเจอกันนะ ขอบคุณมากนะครับคุณน้าสำหรับอาหารเย็น”
ลู่เหอหันไปขอบคุณแม่ของข้าวหอมอีกครั้ง วันนี้เขามีความสุขมากจริงๆ ไม่รู้ว่าเพราะไม่ััการกินข้าวแบบพร้อมหน้าพร้อมตาหรือเพราะได้อยู่ใกล้ๆกับข้าวหอม เด็กหญิงที่สดใสร่าเริงไม่ว่าใครที่อยู่ใกล้ก็ต้องรู้สึกดีกันทั้งนั้น
หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นความสัมพันธ์ของเด็กน้อยทั้งคู่จากเพื่อนก็เริ่มพัฒนาแปลเปลี่ยนเป็ความรักตามกาลเวลาที่ผ่านพ้นไป ตอนนี้พวกเขาทั้งคู่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในห้องเดียวกันและวางแผนที่จะศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่เดียวกันอีกด้วย ทั้งคู่คบกันมานานและเป็ที่รู้จักของคนทั้งโรงเรียนเนื่องจากใบหน้าที่ทั้งหล่อและสวย แถมพ่วงด้วยดีกรีดาวและเดือนของโรงเรียนอีก ไม่ว่าใครเห็นก็ต่างชื่นชมในความเหมาะสมของทั้งลู่เหอและข้าวหอม และทั้งหมดนี้ก็คือความทรงจำที่แสนมีความสุขของฉัน ลู่เหอคือเ้าชายขี่ม้าขาวของฉันอย่างแท้จริงเลยแหละ ฉันรักเขาที่สุดเลยยย ^ ^
“ตี๋น้อยวันนี้ไปกินข้าวที่บ้านเค้านะ วันนี้วันวาเลนไทน์คุณพ่อจะมีเซอร์ไพร์ให้คุณแม่ด้วยแหละ”
ข้าวหอมพูดพลางเขย่าแขนลู่เหอที่ตอนนี้ตัวสูงกว่าเธอมาก เธอคงอยู่ได้แค่หัวไหล่ของเขาเท่านั้นเอง
“ไปสิตัวเล็ก ยังไงวันนี้ที่บ้านตี๋พ่อกับแม่ก็ไม่มีใครอยู่อยู่แล้ว”
ใช่ ฉันรู้ว่าเขากำลังเศร้าเพราะว่าพ่อและแม่ของเขาแทบจะไม่กลับมาบ้านกันเลยใน่เดือนหลังๆที่ผ่านมา ซึ่งปกติแล้วแม่ของลู่เหอจะอยู่บ้านเป็ประจำ พักหลังลู่เหอจึงมาบ้านฉันบ่อยมากจนกลายเป็บ้านหลังที่สองไปแล้วหละ เขามาฝากท้องที่บ้านฉันแทบจะทุกวันเลยทีเดียว จะมีแค่่ที่ฉันขึ้นมอปลายที่พ่อของลู่เหอได้กลับมาบ้านหลังจากที่ไม่ได้กลับมานาน และพวกเราได้มากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งสองครอบครัวที่บ้านของฉันเป็ครั้งแรก เมื่อพ่อของลู่เหอเห็นหน้าแม่ของฉันเขาดูมีสีหน้าใและเรียกแม่ฉันว่า ‘กิ่งแก้ว’ ซึ่งนั่นเป็ชื่อของน้าสาวฝาแฝดของแม่ฉันเอง ฉันเองยังอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมพ่อของลู่เหอถึงได้รู้จักน้าของฉันด้วย ยิ่งไปกว่านั้นแม่ของลู่เหอเองก็หันมามองหน้าแม่ฉันด้วยความใเช่นกัน แต่พ่อของลู่เหอก็ตัดบทด้วยการชวนทุกคนมานั่งลงกินข้าวโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ และหลังจากนั้นครอบครัวเราก็สนิทกันมากขึ้นโดยที่พวกท่านก็ต่างทราบถึงความสัมพันธ์ของฉันและลู่เหอ ซึ่งพวกท่านก็ต่างสนับสนุนกับความรักครั้งนี้เพราะฉันกับลู่เหอสนิทและรู้จักกันมานาน และยังส่งผลดีกับธุรกิจของเราทั้งสองตระกูลอีกด้วย แต่สิ่งที่แปลกไปจากเดิมคือพ่อของลู่เหอดูจะกลับบ้านบ่อยขึ้นและจะมากินข้าวที่บ้านฉันทุกครั้ง ซึ่งฉันรับรู้ได้เลยว่าลู่เหอดูจะมีความสุขเอามากๆ
“คิดอะไรอยู่ตัวเล็กเห็นเงียบไปนานเลย” เขาพูดพร้อมขยี้หัวฉันจนฟูไปหมด
“ตี๋น้อยโอเคใช่มั้ย”
“โอเคสิ ทำไมจะไม่โอเคหละ” เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะหันมาตอบด้วยรอยยิ้มตามสไตล์ของเขา แค่ได้เห็นรอยยิ้มของเขามันก็ทำให้โลกของฉันสว่างไสวขึ้นมาทุกครั้ง ฉันหลงรักเขามากขึ้นๆทุกวันจริงๆ เราสองคนตัวติดกันแทบจะตลอดเวลา บ้านอยู่ข้างกัน ไปเรียนก็ไปด้วยกัน แถมยังเรียนห้องเดียวกันอีกด้วย ใครๆก็มองว่าคู่ของเรามันแสนเพอร์เฟค ซึ่งฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ><
“แม่เค้าสั่งให้แม่บ้านทำไก่อบน้ำผึ้งของโปรดตี๋น้อยไว้เอาใจลูกเขยด้วยน้า”
“ฮ่าๆ เดี๋ยวนี้เลื่อนขั้นให้ตี๋เป็ลูกเขยแล้วหรอตัวเล็ก”
“ถึงตอนนี้ยังไม่ใช่ แต่ต่อไปยังไงก็ต้องใช่ หรือว่าตี๋น้อยจะไม่มาสู่ขอเค้าหรอห๊ะ” ฉันหันไปทำหน้าดุใส่เขาแต่เขากลับหัวเราะออกมานี่มันยังไงกันนะ น่าหมั่นไส้ที่สุด
พวกเราสองคนคุยหยอกล้อกันไปเรื่อยๆระหว่างรอคุณลุงคนขับรถของบ้านลู่เหอมารับท่ามกลางสายตาของรุ่นน้องและเพื่อนๆในโรงเรียนที่มองมายังพวกเรา แต่ฉันคิดว่าพวกเขาคงเห็นภาพแบบนี้กันจนชินแล้วนะ และไม่นานคุณลุงก็มาถึงหน้าโรงเรียนพอดี
ในระหว่างนั่งรถลู่เหอก็ช่วยติวคณิตศาสตร์ให้ฉันไปด้วย เนื่องจากฉันมันโง่เื่คำนวนมาแต่ไหนแต่ไรลงเรียนพิเศษหมดไปไม่รู้กี่ครอสก็ยังสอบได้ปลายแถวอยู่เป็ประจำ แล้วนี่ก็เข้าใกล้การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเข้าไปทุกที ทั้งทางบ้านของฉันและลู่เหอก็ต่างหวังเอาไว้มากเนื่องจากเราทั้งสองคนเป็ลูกคนเดียวของตระกูลกันทั้งคู่ ทางฝ่ายของลู่เหอรายนี้เก่งทุกวิชาจึงรับหน้าที่เป็ติวเตอร์คนเก่งของฉันมาโดยตลอด
บ้านข้าวหอม
เมื่อรถเข้ามาจอดเรียบร้อยแล้ว ป้าสายใจก็รีบกุรีกุจอมารับกระเป๋าของพวกเราอย่างรวดเร็ว
“ไม่ต้องหรอกครับป้า เดี๋ยวของตัวเล็กผมถือเองครับ เบานิดเดียวเอง”
“เอาแบบนั้นก็ได้ค่ะคุณหนู งั้นป้ารีบไปตั้งโต๊ะรอดีกว่านะคะ คุณๆกลับจากโรงเรียนคงหิวกันแย่แล้ว”
“อ้าวว กลับมากันแล้วหรอลูก”
“สวัสดีครับ/สวัสดีค่ะคุณแม่” ฉันพุ่งตัวไปกอดคุณแม่เหมือนที่ทำทุกครั้งหลังจากกลับจากโรงเรียน
“ทำตัวเป็เด็กๆไปได้ยัยลูกคนนี้ โตจนจะเข้ามหาลัยแล้วนะลูก ไม่อายลู่เหอบ้างหรือไง”
“ผมว่าน่ารักดีนะครับ”
วันเวลาผ่านไปยิ่งใกล้วันสอบขึ้นมาทุกที ฉันและลู่เหอมีเป้าหมายคือมหาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ และฉันจะต้องสอบเข้าให้ได้เพราะฉันรู้ว่ายังไงซะลู่เหอต้องสอบเข้าได้อย่างแน่นอน ลู่เหอตั้งใจจะสอบเข้าคณะบริหารเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเข้ารับตำแหน่งท่านประธานต่อจากเ้าสัวหวังอย่างเต็มตัว ส่วนฉันถึงแม้อยากจะตามติดเขาเข้าไปเรียนยังคณะบริหารด้วยก็ตาม แต่ด้วยความที่ฉันไม่เอาไหนในเื่การคำนวณความฝันของฉันจึงต้องจบลงตรงนี้ ฉันจึงเลือกที่จะศึกษาต่อในคณะอักษรศาสตร์อย่างน้อยก็ยังได้เรียนเกี่ยวกับพวกภาษาที่ฉันชอบ
“อีกแค่ 3 วันก็จะสอบแล้วนะตี๋น้อย ไม่อ่านหนังสือหรอ ?”
“ตี๋ขี้เกลียดแล้วอ่ะตัวเล็ก ขอพักบ้างน้า”
ว่าแล้วเขาก็ล้มตัวลงนอนเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือบนตักของฉัน แล้วแบบนี้ฉันจะไปมีสมาธิอ่านหนังสือได้ยังไงกันเนี่ย
“ลุกเลยไอตี๋ เดี๋ยวพ่อกับแม่ข้าวเดินมาเห็นเขาก็ได้แซวกันอีก” ฉันตีแขนของเค้ารัวๆ เพราะกลัวว่าจะมีคนผ่านมาเห็น จริงๆแล้วพ่อกับแม่ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะท่านทั้งสองคนหัวสมัยใหม่มากและมองว่าพวกเราไม่ใช่คนอื่นคนไกลและโตเป็ผู้ใหญ่ที่สามารถรับผิดชอบตัวเองกันได้แล้วกันทั้งคู่ แต่ฉันกลัวจะโดนแซวมากกว่า
“ลุกทำไมอ่ะ ตักตัวเล็กนิ่มจะตาย”
ครืดดดดดดด
“สวัสดีครับคุณพ่อ” และก็เป็เสียงโทรศัพท์ของลู่เหอที่เป็เหมือนระฆังห้ามศึกระหว่างเขาและฉัน
“ครับๆ ได้ครับ แล้วผมจะบอกแม่ของข้ามหอมไว้ให้นะครับ”
หลังจากวางสายสีหน้าของลู่เหอดูมีความสุขได้อย่างเห็นได้ชัด ทำเอาฉันอมยิ้มตามเขาไปด้วย
“ตัวเล็กๆ เมื่อกี้พ่อโทรมาบอกว่าให้แม่ข้าวหอมทำกับกับข้าวเผื่อด้วยนะ วันนี้พ่อกับแม่ตี๋จะมาฝากท้องด้วย เห็นบอกว่ามีเื่สำคัญจะมาคุยกับพ่อแม่ตัวเล็กด้วยนะ”
“เื่สำคัญอะไรหรอ ?”
“ตี๋ก็ไม่รู้ แต่คิดว่าน่าจะสำคัญจริงๆ เพราะพ่อลงทุนมาด้วยตัวเองเลย”
ฉันก็คิดว่าแบบนั้นเหมือนกัน เพราะพักหลังๆมานี้ทั้งพ่อและแม่ของลู่เหอไม่ค่อยจะกลับมาบ้านกันเลย แต่สำหรับพ่อของลู่เหอฉันไม่ค่อยแปลกใจที่ท่านไม่กลับมาบ้านเพราะถือเป็เื่ปกติ แต่ที่น่าแปลกคือเดี๋ยวนี้แม่ของลู่เหอก็มักบอกว่าติดธุระเช่นกัน แต่ฉันก็ไม่อยากไปเซ้าซี้ถามอะไรจากลู่เหอมากนักเพราะส่วนใหญ่เขาก็มาขลุกอยู่กับฉันทั้งวันเพื่อติวคณิตศาสตร์ให้ฉันได้พอสอบผ่านเกณฑ์กับเขาบ้าง
เมื่อเวลาผ่านไปจนถึง่เย็นพ่อและแม่ของลู่เหอก็เดินทางมาถึงบ้านของฉันโดยพวกผู้ใหญ่ก็ไปนั่งคุยกัน ส่วนฉันและลู่เหอก็กำลังนั่งเล่นเกมอย่างใจจดใจจ่อระหว่างรอป้าสายใจตั้งโต๊ะกินข้าว ซึ่งวันนี้แม่ของฉันก็จัดหนักจัดเต็มจนอาหารแทบจะล้นโต๊ะเลยทีเดียว
“ลู่เหอ ข้าวหอม มากินข้าวเร็วลูก” พ่อของลู่เหอะโเรียกพวกเราให้หลุดออกจากพวัง และแล้วว
“เย้ๆๆ เค้าชนะตี๋แล้ว”
และก็เป็ฉันที่เล่นเกมขับรถปาดหน้าเขาเข้าเส้นชัยไปอย่างฉิวเฉียด ก็คงจะมีแต่เื่เล่นเกมเท่านั้นแหละที่ฉันมีทางจะชนะเขาได้บ้าง
“ขี้โกงรึเปล่าเนี่ย”
“เขาเรียกว่าฝีมือจ่ะ ป่ะ..ไปกินข้าวกัน เค้าหิวจะแย่แล้วเนี่ย”
เมื่อทุกคนมาที่โต๊ะอาหารกันเรียบร้อยแล้ว ท่านเ้าสัวหวงจึงเริ่มเปิดประเด็นสำคัญที่เขาได้เกริ่นไว้กับลูกชายก่อนหน้านี้
“เอาหละ ในเมื่อมากันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้วผมก็ขอหมั้นหมายหนูข้าวหอมให้เ้าลูกชายตัวแสบของผมอย่างเป็ทางการนะครับ ไม่ทราบว่าทางฝั่งของคุณพ่อคุณแม่ข้าวหอมยินดีไหมครับ”
ฉันที่ได้ยินก็ถึงกับใและหน้าแดงขึ้นมาทันที นี่ฉันกับเข้าก็เข้าใกล้คำว่าครอบครัวเข้ามาทุกที
“อันนี้ผมว่าให้ข้าวหอมเขาเป็คนตอบเองดีกว่าครับ ฮ่าๆๆ”
พ่อของฉันหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี ต่างแต่ฉันที่ได้แต่ก้มหน้าซ่อนความเขินอายเอาไว้
“ทำไมเงียบหละ ไม่อยากหมั้นกับตี๋หรอ” ลู่เหอพูดออกมาพร้อมสีหน้าสลด
“แต่งสิ!! แต่งค่ะ ข้าวหอมอยากแต่งงานกับลู่เหอค่ะ” ฉันรีบตอบออกไปอย่างรวดเร็ว
“หมั้นลูกหมั้น เื่แต่งเอาไว้ก่อนนะลูก” แม่ของฉันตอบอย่างขำๆ
เพียงเท่านี้ก็เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนออกมาได้อย่างสนุกสนาน ส่วนฉันนี่สิเขินจนแทบจะมุดตัวไปใต้โต๊ะ ทุกคนได้ยินกันกัน ไหนจะเหล่าแม่บ้านและบอดี้การ์ดที่ยืนอยู่แถวนั้นอีก แต่ลู่เหอก็เอื้อมมือมาจับมือฉันและกุมมันเอาไว้ เพียงเท่านี้ก็ทำให้ฉันที่กำลังว้าวุ่นใจค่อยๆรู้สึกดีขึ้น เมื่อพ่อและแม่ของพวกเราเห็นแบบนั้นพวกท่านก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข