เกาหยวนหูไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้วฉะนั้นเขาจึงไม่ปิดบังตัวตนของตัวเอง แม้จนถึงตอนนี้เขายังไม่เข้าใจก็ตามว่า ทำไมตระกูลเกาถึงมาอยู่ในจุดนี้ได้? เริ่มตั้งแต่บรรพชนของตระกูลเกาพวกเขาใช้เวลาหลายร้อยปีในการสร้างตำแหน่งและความสัมพันธ์ในแผ่นดิน ทำไมจู่ ๆทุกอย่างก็พังลงอย่างง่ายดาย? ยิ่งไปกว่านั้นยังมาถึงจุดที่ต้องปลงพระชนม์ราชา ต่อให้เขาจะทำสำเร็จและก้าวผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไปได้แต่ยังจะทนต่อไปได้อีกนานเท่าไหร่กัน?
ไทเฮาทรงไม่มีทางปล่อยให้ตระกูลเกาอยู่ต่อแน่
แต่จนถึงตอนนี้พวกเขาก็มีเพียงทางเลือกเดียวแล้ว
ก่อนพวกเขาจะออกมา ฮูหยินผู้เฒ่าบอกกับเขาว่าไม่ว่าคนของเราจะต้องตายมากเท่าไหร่ก็ต้องปลงพระชนม์ราชาให้ได้ จากนั้นก็ถอนรากฐานของตระกูลออกจากเมืองฟางกู้กิจการทิ้งไปก็สร้างขึ้นมาใหม่ได้ แต่หากโลภมากไม่ยอมปล่อยวาง อย่างนั้นตระกูลเกาก็จะไม่มีทางฟื้นคืนได้อีกแล้ว
เกาหยวนหูถามก่อนจากมาว่าทำไมพวกเขาไม่กระจายหนีไปก่อนที่คนอื่นจะมาฆ่าพวกเขา?
ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มด้วยความเศร้าใจพร้อมพูด...เจ้าคิดว่าหลังจากตัวเองจากไปแล้วคนของไทเฮาจะปล่อยเราไปหรือ?
เกาหยวนหูรู้สึกเจ็บปวดเขาเหมือนทหารเมื่อหลายปีก่อน ทหารที่พาผู้ติดตามจากแคว้นเยี่ยนเพื่อไปสังหารราชาแห่งแคว้นโยว
แต่ชื่อของเขาจะถูกจารึกไว้ในตำราประวัติศาสตร์หรือไม่?
ต้องไม่อยู่แล้ว เขาต้องถูกไทเฮาทอดทิ้ง
เขาไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว ปลงพระชนม์ราชาจากนั้นก็ย้ายถิ่นฐาน นั่นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ชายชุดดำที่เขาพามากำลังพุ่งไปยังด้านหน้า จากนั้นก็ล้มลงเพราะลูกธนูของเหล่าองครักษ์เกาหยวนหูรู้สึกโมโหนัก ไหนใครบอกว่าราชาเป็นเพียงหุ่นเชิดไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงมีตัวตายตัวแทนมากเช่นนี้?
แต่ตอนนี้เขาไม่อาจถอยกลับได้แล้วจึงทำได้เพียงพุ่งไปด้านหน้าเท่านั้น
อีกอย่างชายชุดดำเหล่านั้นก็เป็นแค่ตัวตายตัวแทนต่อให้จะตายมากเท่าไหร่เกาหยวนหูก็ไม่รู้สึกปวดใจ ใช้ความตายของตัวตายตัวแทนเหล่านี้เพื่อล่ออำนาจของราชาที่ซ่อนอยู่ไม่ถือว่าเสียเปรียบ คนที่เดินตามเขาเข้าตำหนักวิหารสวรรค์คนหลายสิบคนนี้ถึงจะเป็นผู้มีพลังวัตรสูงส่งจริง ๆคนพวกนี้เป็นยอดฝีมือในตระกูลเกา เป็นอำนาจที่พวกเขาสามารถใช้งานได้ และแน่นอนว่า นอกจากเขาแล้วยังมีขบวนจากตระกูลเกาอีกหนึ่งขบวนซึ่งกำลังรอโอกาสในการเข้ามาโจมตี
เมื่อพูดอีกอย่าง ชายชุดดำที่อยู่แถวหน้าเป็นตัวตายตัวแทนของการลอบสังหารในครั้งนี้ส่วนเกาหยวนหูเองก็ไม่ต่างไปจากพวกเขา เกาหยวนหูพอจะรู้มาบ้างแล้วว่า ไทเฮาทรงใช้อำนาจบีบให้เขาต้องปลงพระชนม์ราชาเขาจึงต้องเป็นคนอยู่แถวหน้าสุด
ยอดฝีมือกว่าสิบคนเดินตามหลังเกาหยวนหูมาในแววตาของทุกคนต่างไม่สงบนิ่ง พวกเขาไม่กล้าเผยตัวตน นั่นเพราะพวกเขาไม่เหมือนเกาหยวนหูเกาหยวนหูเป็นคนดูแลตระกูลเกาอย่างเปิดเผย ไม่ว่าอย่างไรเกาหยวนหูก็หนีเรื่องนี้ไม่พ้นอยู่แล้ว แต่หากยอดฝีมือคนอื่นไม่เผยตัวตน หลังจากปลงพระชนม์ราชาในวันนี้พวกเขาก็สามารถโบยบินออกนอกเมืองฟางกู้ได้โดยไม่กลับมายังที่บ้า ๆ แบบนี้อีกและจะไม่มีใครล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา
ชายชุดดำตายมากจนน่ากลัวด้านนอกหอตงนวลมีแท่นสูงประมาณหนึ่งเมตรและเป็นพื้นที่ว่างเปล่า แต่ตอนนี้ศพที่กองเกลื่อนกลาดรวมกันบนพื้นสูงกว่าแท่นหน้าหอตงนวลแล้ว
ทางด้านองครักษ์ของตำหนักวิหารสวรรค์ก็สูญเสียคนไปมากเช่นกันแต่ความสามารถของพวกเขามากกว่าคนฝั่งตระกูลเกาอันเจิงสังเกตเห็นปัญหาหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว...ผู้ฝึกพลังวัตรที่ราชามู่ฉางเยียนทรงฝึกมองพระองค์เป็นดั่งเทวดาเพราะทรงสร้างสำนักฝึกสอนที่มีราชาเป็นเจ้าสำนัก แล้วล้างสมองคนเหล่านั้นให้มีแต่ความซื่อสัตย์ต่อราชาเพียงพระองค์เดียว
หลังจากชายชุดดำล้มลงเป็นจำนวนมาก คนร้ายที่ตามเข้ามาก็เริ่มรู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาที่กลางหลัง
ต้วนเยินเป็นผู้ดูแลและฝึกฝนคนในค่ายเต่าดำเขาเป็นชายหนุ่มที่มีไหวพริบยอดเยี่ยมที่ราชามู่ฉางเยียนทรงเคยให้ความสำคัญมาก เมื่อเขาเห็นว่าคนร้ายชุดดำกำลังจะถอยหนีจึงชูมีดในมือขึ้น “ตามฆ่ามัน!”
องครักษ์กว่าร้อยคนวิ่งตามมาด้านหลังแล้วเริ่มโจมตีชายชุดดำชายชุดดำมีจำนวนมากกว่าองครักษ์อย่างน้อยห้าเท่าแต่เมื่อพวกเขาต้องมาเผชิญหน้ากับผู้ฝึกพลังวัตรที่ไม่กลัวตายเช่นนี้ทำให้ชายชุดดำพ่ายแพ้ในเวลาอันสั้น
ต้วนเยินยกมีดขึ้นและฟันลง ทำให้ร่างชายชุดดำตรงหน้าขาดเป็นสองท่อนส่วนองครักษ์ที่ชำนาญการใช้ธนูก็แทงปลายธนูที่คมเหมือนดั่งปลายมีดออกไป ปลายธนูนั้นแทงเข้ากลางหัวใจของชายกำยำตรงหน้าไม่นานขบวนองครักษ์ก็เริ่มขยายแนวการต่อสู้แล้วพุ่งเข้าใส่ศัตรูอย่างบ้าคลั่งเพียงพริบตา ขบวนชายชุดดำก็ถูกบุกโจมตีจนแตกกระจุยกระจายแล้ว
เหล่าองครักษ์ฆ่าคนจนดวงตาแดงก่ำ พวกเขาฟันมีดออกไปอย่างต่อเนื่องแล้วก็มีคนตายอย่างต่อเนื่อง
ส่วนอีกด้าน เกาหยวนหูพายอดฝีมือกว่าสิบคนบุกเข้าหอตงนวลโดยไม่หันมามองการฆ่าฟันที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อยพวกเขาทำราวกับเป็นคนที่อยู่ในอีกมิติหนึ่งซึ่งมองไม่เห็นเลือดที่ไหลท่วมพื้นด้านนอก
ผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตกิเลสมารหลายสิบคนพร้อมกับผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตสุมารุพุ่งเข้าไปในหอตงนวลพวกเขาเดินตามเกาหยวนหูเข้าไปเป็นสองแถวที่มั่นคงและสงบนิ่งเมื่อเทียบกับการฆ่าฟันอย่างอึกทึกด้านนอกแล้วขบวนหลายสิบคนที่เดินเข้ามาเป็นไปอย่างเงียบเชียบ
“พวกเจ้าต่างเป็นกบฏ” หัวหน้าองครักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในตำหนักวิหารสวรรค์พูดด้วยเสียงที่เย็นยะเยือก
เกาหยวนหูโบกมือ “ฆ่าให้หมด”
ผู้ฝึกพลังวัตรที่อยู่ด้านหลังเขาเพิ่มความเร็วมากขึ้น จากนั้นก็เริ่มลงมือ
แสงเปล่งประกายไปรอบด้าน
ท่ามกลางแสงสีแดงที่เปล่งประกายอาวุธวิเศษชิ้นหนึ่งเปล่งลำแสงสีแดงที่งดงาม งดงามอย่างไม่มีที่ติ
ผู้ฝึกพลังวัตรที่มีพลังในขอบเขตกิเลสมารสามารถเรียกได้ว่าเป็นยอดฝีมือแล้วในใต้หล้านี้ ผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตจุลภาคมีไม่มาก มีใครที่มีพลังในขอบเขตจุลภาคแล้วไม่ใช่คนมีพรสวรรค์? พวกเขาใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตในการบ่มเพาะอย่างยากลำบากถึงจะมีพลังในขอบเขตนี้ได้ สำหรับผู้ฝึกพลังวัตร...หากใครมีพลังในขอบเขตกิเลสมารก็สามารถออกไปเดินในเจียงหูได้โดยไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้วเพราะผู้ที่มีพลังในขอบเขตจุลภาคต่างก็เป็นเจ้าสำนักกันทั้งนั้นและพวกเขาก็ไม่เข่นฆ่าใครไปเรื่อยด้วย
ส่วนผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตมหภาคก็มักจะเก็บตัวไม่พบปะผู้คน
แต่ตอนนี้สงครามของทั้งสองฝั่งมีผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตกิเลสมารและขอบเขตสุมารุมากมายผ่านไปครู่หนึ่ง ตำหนักวิหารสวรรค์ก็เหมือนถูกพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ
หัวหน้าองครักษ์ที่ร่างเต็มไปด้วยเลือดชื่อเมิ่งไคซาน เขาเป็นองครักษ์ยามวิกาลของราชามู่ฉางเยียนตั้งแต่รุ่นปู่ของเขาก็เป็นองครักษ์ให้ราชาแห่งแคว้นเยี่ยนแล้วเพียงแค่ไม่เคยเจอเหตุการณ์ดังเช่นวันนี้มาก่อน เดิมทีเขาคิดว่าตัวเองก็จะเป็นเหมือนบิดาที่ผ่านชีวิตนี้ไปอย่างสงบและคงไม่มีเรื่องใหญ่โตอะไรเช่นนี้ อีกทั้งไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่ออยู่จนแก่ก็นำเงินก้อนโตไปจากตำหนักวิหารสวรรค์ ไปจากราชาและหาสถานที่ที่เงียบสงบอยู่จนตาย
แต่ทว่าเขาไม่ได้โชคดีเหมือนท่านพ่อและท่านปู่เพราะเขาเข้ามาในช่วงที่เลวร้ายที่สุด
เขาฉีกร่างคู่ต่อสู้ไปหนึ่งคนคู่ต่อสู้ก็คือผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตกิเลสมาร ในเมืองหลวงนี้ความจริงผู้ฝึกพลังวัตรระดับนี้ก็หาได้ยากแล้ว หรือในเวลาปกติพวกเขาอาจเป็นคนที่คุ้นเคยกันก็ได้เขาเหมือนองครักษ์ที่มั่นคงดุจหินผา ส่วนคนที่ตายก็เป็นคนที่มั่นคงในตระกูลเกาไม่แน่พวกเขาทั้งสองคนอาจเคยนั่งดื่มเหล้าด้วยกันมาก่อนแต่เพราะตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามคือใคร
ถึงแม้เขาจะฉีกร่างคู่ต่อสู้ออกเป็นสองชิ้นแต่เขาก็ไม่อยากเข้าไปเปิดผ้าปิดหน้าสีดำนั่นไม่อยากเห็นตัวตนที่แท้จริงของฝ่ายตรงข้ามเพราะฝ่ายตรงข้ามอาจเป็นคนที่เขาคุ้นเคยก็ได้ ฉะนั้นเขาเพียงแค่ต้องฆ่าคนตรงหน้าให้หมดแล้วรอดชีวิตกลับบ้าน
จากนั้นเขาก็เห็นเกาหยวนหู
“พวกเจ้าล้วนเป็นกบฏ”เมิ่งไคซานพูดขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เจือปนความเจ็บปวด
เกาหยวนหูพยักหน้า “ข้าเป็นกบฏ”
เขาเดินไปข้างหน้าจากนั้นเมิ่งไคซานก็เริ่มลงมือ
เขาปล่อยหมัดออกไปอย่างเรียบง่ายหมัดนี้ดูไม่มีความพิเศษใด ๆ เลยสักนิด แต่เมื่อระดับพลังเพิ่มขึ้นจนถึงจุดจุดหนึ่งหมัดนี้ก็จะทรงพลังอย่างน่าเหลือเชื่อ
ตูม!
หมัดของเกาหยวนหูปะทะเข้ากับหมัดของเมิ่งไคซานพอดีจากนั้นเกาหยวนหูเพียงแค่หมุนข้อมืออย่างง่ายดาย กระดูกแขนของเมิ่งไคซานก็หักแล้ว กระดูกแหลมคมทิ่มแทงเนื้อที่แขนของเขาราวกับหอกจากนั้นกระดูกเหล่านั้นก็หลุดออกมาจากแขนของเขาแล้วลอยคว้างอยู่ด้านหน้า ตอนนี้สถานการณ์ทั้งหมดไม่ได้อยู่ในความควบคุมของเมิ่งไคซานแล้ว
กระดูกท่อนเล็ก ๆ ลอยไปมาอยู่กลางอากาศ
“ไปดีนะ”
เกาหยวนหูพูดขึ้นเสียงเบา ทันทีที่พูดจบ...กระดูกที่ลอยกลางอากาศก็พุ่งออกไปมันแทงเข้าด้านหลังของเมิ่งไคซานจนทะลุออกมาด้านหน้า ยามที่กระดูกนี้ออกมายังมีเศษเนื้อติดออกมาด้วย
เกาหยวนหูคลายกำปั้นแล้วร่างของเมิ่งไคซานก็ล้มลงบนพื้น เขานอนนิ่ง ก่อนตายยังเห็นลำแสงที่สว่างไสว
ยังดี...ที่ไม่ได้ขายหน้า
เมิ่งไคซานหลับตาลงจากนั้นมุมปากก็กระตุกขึ้น...ท่านพ่อ ข้าไม่ได้ทำให้ท่านผิดหวัง นับตั้งแต่วันแรกที่ข้าเข้ามาเป็นองครักษ์ของราชาข้าเคยสงสัยว่าหากวันหนึ่งราชาต้องทรงเผชิญหน้ากับอันตราย ข้าจะไม่มีความกล้าออกไปสู้หรือจะตกใจวิ่งหนีไปหรือไม่ยามนั้นข้าเพิ่งอายุยี่สิบแปดปี จนมาตอนนี้ข้าอายุห้าสิบหกปีแล้ว ในที่สุดก็ได้คำตอบว่า...ข้าไม่ได้วิ่งหนี
ผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตกิเลสมารเก้าคนและผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตสุมารุหกสิบกว่าคนตายอย่างราบคาบ
ฝั่งของเกาหยวนหูเหลือเพียงแค่สิบสองคนและส่วนใหญ่ก็ได้รับบาดเจ็บ
ขณะนี้ด้านนอกหอตงนวลมีผู้อาวุโสยืนอยู่สองท่านทั้งสองสวมชุดยาวสีขาว แต่ทว่าไม่เหมือนชุดที่นักพรตในสำนักไท่ซ่างเต้าใส่ชุดสีขาวประดุจหิมะทำให้พวกเขาดูเหมือนเทพเจ้าราวกับเป็นเทพเจ้าที่อยู่บนเทือกเขาอันสูงตระหง่าน
“บ่มเพาะพลังวัตรไม่ง่ายเลย”เกาหยวนหูหยุดลงแล้วพูดขึ้นหนึ่งประโยค
ผู้อาวุโสทั้งสองท่านนี้ ดูแล้วหน้าตาเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยนราวกับเป็นฝาแฝด ตอนนี้ดูไม่ออกว่าพวกเขาทั้งสองอายุเท่าไหร่ ภายนอกเหมือนคนอายุประมาณหกสิบถึงเจ็ดสิบปีแต่ความจริงอาจเป็นร้อยปีแล้วก็ได้ หลังจากฝึกพลังวัตรถึงขอบเขตจุลภาคแล้วรูปลักษณ์ก็จะไม่ค่อยเปลี่ยนไปมากนัก มีบางคนดูเหมือนอายุสามสิบกว่าปีเท่านั้นแต่ในความเป็นจริงเขาคือปีศาจอายุสองร้อยปีแล้ว ส่วนผู้อาวุโสทั้งสองท่านนี้ก็คือนักพรตและเป็นคนของราชานั่นเอง
พวกเขาทั้งสองสูงส่งมาก หากเปิดเผยตัวตนของเขาทั้งสองจริงๆ ละก็ อาจทำให้เกิดพายุลูกใหญ่เลยก็ว่าได้
ผู้อาวุโสหนึ่งในนั้นมองไปยังเกาหยวนหูจากนั้นก็พยักหน้า “บ่มเพาะพลังวัตรไม่ง่าย เป็นคนก็ไม่ง่ายและเป็นขุนนางยิ่งไม่ง่าย”
เกาหยวนหูถาม “จะหลีกทางให้หรือไม่?”
ผู้อาวุโสส่ายหน้า “ไม่เจ้าตายก็ข้าตาย”
เกาหยวนหูขานรับ “อย่างนั้นพวกเจ้าก็ตายซะ”
ตูม!
แท่นสูงหนึ่งเมตรที่ด้านนอกหอตงนวลหายวับไปกับตาพื้นดินด้านนอกทั้งหมดยุบเป็นหลุมใหญ่ เพียงชั่วพริบตา หอตงนวลก็คล้ายเป็นหอที่ตั้งริมหน้าผาเพราะหลุมใหญ่บนพื้นลึกกว่าสิบเมตร
ผู้อาวุโสทั้งสองคนยืนอยู่ในหลุมลึกตอนนี้พวกเขาไม่ได้ดูสง่างามอีกแล้ว เส้นผมและหนวดเคราเต็มไปด้วยฝุ่นชุดนักพรตสีขาวของพวกเขาฉีกขาดยับเยิน
เกาหยวนหูยืนอยู่ขอบหลุมจากนั้นก็กวาดตามองไปรอบด้าน
ยอดฝีมือหลายสิบคนที่มาพร้อมเขาตายหมดแล้ว ตอนนี้เหลือเขาเพียงคนเดียวและผู้อาวุโสทั้งสองคนก็เกือบจะต้านทานไม่ไหว ไม่มีใครเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมสภาพโดยรอบถึงได้กลายเป็นเช่นนี้ ร่างของยอดฝีมือในขอบเขตกิเลสมารสิบเอ็ดคนหายไปกับตาไม่เหลือแม้แต่เศษซาก
“ขอบเขตจุลภาคขั้นสาม”
เกาหยวนหูสูดหายใจเข้าลึก ๆจากนั้นก็ไอหลายครั้ง ก่อนที่เลือดจะไหลออกมาทางมุมปาก
“โชคดีที่ต่ำกว่าข้าหน่อย”
เขาหยิบตราประทับทลายฟ้าออกมาจากอกเสื้อจากนั้นก็โยนออกไป “ข้าเคยบอกแล้ว บ่มเพาะพลังวัตรมันไม่ง่ายโดยเฉพาะคนแก่อย่างพวกเจ้าที่เพิ่งมีพลังในขอบเขตจุลภาคขั้นสามตายไปก็ถือว่าน่าเสียดาย”
ตราประทับทลายฟ้าลอยขึ้น จากนั้นก็หล่นลง
มันมีขนาดเพียงหนึ่งนิ้วเท่านั้นแต่ทว่าสีหน้าของผู้อาวุโสทั้งสองคนก็เปลี่ยนไปทันที
เขาทั้งสองคนร่วมใจกัน ส่งพลังดาบและแส้หางม้าออกไปต้านทานเมื่อตราประทับทลายฟ้าหล่นลง ทันใดนั้น ดาบก็หัก แส้หางม้าขาดส่วนพวกเขาทั้งสองคนก็ตาย
ขณะที่ตราประทับทลายฟ้าหล่นลง ทั้งตำหนักก็แทบจะสลายไปทันทีเหลือเพียงแค่หอตงนวลเท่านั้น
เกาหยวนหูก้าวยาว ๆ เข้าไปในหอตงนวลจากนั้นก็โค้งตัว “เชิญฝ่าบาทเสด็จกลับสู่สวรรค์”