เวลาผันผ่านล่วงเลยไปผลการทดสอบของแปดกลุ่มแรกก็ถูกประกาศต่อสาธารณชน
ในบรรดาผู้คนเ่าั้ส่วนใหญ่มุ่งหมายจะแบกกระถางสำริดที่มีน้ำหนักไม่เกินห้าร้อยจินมีเพียงไม่กี่คนที่พยายามแบกกระถางสำริดที่มีน้ำหนักเกินห้าร้อยจินขึ้นไปแต่ก็ล้มเหลว
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่าผู้ฝึกยุทธ์กลุ่มที่เก้าก็ปรากฏกาย
ผู้ชมทั้งหมดในที่นี้ต่างก็ตื่นเต้นจับตาจ้องผู้ฝึกยุทธ์บนเวทีประลองด้วยความตั้งใจ
พวกเขารู้ดีว่าผู้ฝึกยุทธ์กลุ่มที่เก้านั้นน่าจับตามองที่สุด
เนื่องจากในกลุ่มนี้มีเหล่าผู้ฝึกยุทธ์มากฝีมือของการประเมินในครั้งนี้รวมตัวกันอยู่
ภายใต้สายตาที่จับจ้องผู้คนทั้งสิบคนในกลุ่มที่เก้าก็ทยอยเดินออกมา เพื่อทำการเลือกกระถาง
ในจำนวนนั้นมีสี่คนที่เลือกกระถางสำริดใบที่หก สามคนที่เลือกกระถางสำริดใบที่เจ็ด
ส่วนอีกสามคนที่เหลือ อันได้แก่ โอวหยางซวงต้วนเอ้อร์ และต้วนจื่อ ต่างก็เลือกกระถางสำริดใบที่สิบ
"โอวหยางซวงที่มีพลังขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับแปดกับต้วนเอ้อร์ที่เลือกกระถางสำริดใบที่สิบก็ยังพอว่าแต่การที่ต้วนจื่อมีพลังเพียงขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเจ็ดแต่กลับกล้าเลือกกระถางสำริดใบที่สิบด้วยนั้นเ้าหมอนั่นไม่อวดดีเกินไปหน่อยหรือ?" เศรษฐีคนหนึ่งเผยสีหน้าประหลาดเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความเย้ยหยัน
ผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างรับรู้ได้ถึงน้ำเสียงเยาะเย้ยแต่กลับไม่มีใครโต้แย้งหรือปกป้องต้วนจื่อ
อันที่จริง เกือบทุกคนคิดเห็นเช่นเดียวกัน
น้ำหนักของกระถางสำริดใบที่สิบนั้นหนักถึงพันจินความรู้สึกกดทับนั้นยากจะทานทน ยิ่งกว่าเก้าใบแรก หากพลาดพลั้งกำลังไม่ถึงอาจาเ็เพียงเล็กน้อย แต่หากร้ายแรงอาจถูกบดขยี้จนสิ้นลมหายใจ
ทั้งที่ยังไม่ถึงขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับแปดแท้ๆแต่กลับกล้าท้าทายเลือกกระถางสำริดใบที่สิบคงต้องบอกว่าต้วนจื่อนั้นประเมินความสามารถของตนเองสูงเกินไป
"เ้าเด็กนั่นอวดดีเกินไปแล้วไม่กลัวจะพลาดท่าเสียทีหรือไร?" ผู้ติดตามของเยี่ยนชุยเสวี่ยซึ่งนั่งอยู่ชั้นในขมวดคิ้ว
รอบที่สองนี้เพียงแค่ทำให้ได้ตามมาตรฐานรักษาระดับฝีมือให้อยู่ในห้าอันดับแรกของกลุ่มก็จะสามารถผ่านเข้าสู่รอบที่สามได้แล้ว
กล่าวคือต้วนจื่อไม่จำเป็ต้องฝืนเลือกกระถางสำริดใบที่สิบเขาสามารถลดระดับความท้าทายลงมาเลือกใบที่เก้าหรือแปดก็เพียงพอแล้ว
ทว่าเขากลับดึงดันเลือกกระถางสำริดใบที่สิบซึ่งเป็การท้าทายที่เกินความสามารถของผู้ฝึกตนขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเจ็ด
ช่างเหลวไหลสิ้นดี!
"นกกระจอกฤๅจะล่วงรู้ถึงปณิธานอันยิ่งใหญ่ของหงส์?"เยี่ยนชุยเสวี่ยส่ายหน้า แล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย "ข้ากลับคิดว่าที่เขาทำการเลือกเช่นนั้น เป็เพราะเขามั่นใจในตนเองมากพอ"
ผู้ติดตามของนางถึงกับอ้าปากค้างท่าทางลังเลเกินกว่าจะเอ่ยสิ่งใดต่อ
นายหญิงของตนคลั่งไคล้ในต้วนจื่อมากเกินไปแล้ว
ถึงแม้ว่าชายผู้นี้จะมีรูปร่างหน้าตาหรือมีภูมิหลังอย่างไรทว่าเขาก็ไม่มีอะไรคู่ควรกับเยี่ยนชุยเสวี่ยเลยแล้วเหตุใดคนผู้นี้จึงได้รับการชื่นชมจากนาง?
นี่มันสุดจะคาดเดา!
ภายในสนามโอวหยางซวงเดินไปยังหน้ากระถางสำริดใบที่สิบ
กระถางใบนี้ต่างจากเก้าใบก่อนหน้าโดยสิ้นเชิงสูงหนึ่งเมตรครึ่ง กว้างหนึ่งเมตร ลวดลายวิจิตรบรรจง อลังการน่าตระหนกหูทั้งสองข้างเด่นอยู่บนยอดกระถาง เสาทรงกระบอกทั้งสี่คอยรองรับตัวกระถางทอดร่างเป็ทรงสี่เหลี่ยม เมื่อยืนอยู่เบื้องหน้าผู้คนกลับดูเล็กกระจ้อยร่อย
"ยะ!"
โอวหยางซวงคำรามเสียงต่ำรวบรวมลมปราณทั้งหมดจากตันเถียนถ่ายเทพลังไปสู่มือทั้งสองจับหูหิ้วข้างหนึ่งของกระถางสำริดน้ำหนักพันจินเอาไว้ นางยกขึ้นมันอย่างช้าๆ
"พรึ่บ..."
พลังอันลึกล้ำปะทุออกมาแผ่กระจายไปทั่วบริเวณกระถาง ทำให้เกิดเสียงก้องกังวานอย่างต่อเนื่อง
ผู้คนมากกว่าครึ่งในสนามต่างตกตะลึงไม่อยากจะเชื่อว่าร่างที่บอบบางของโอวหยางซวงจะสามารถะเิพลังที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ออกมาได้นางสามารถแบกรับน้ำหนักพันจินได้จริงๆ
นี่เป็เด็กสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมีอายุไม่ถึงสิบหกปี!
เมื่อเทียบกันแล้วชายหนุ่มที่บรรลุนิติภาวะหลายคนกลับรู้สึกละอาย รู้สึกต่ำต้อยกว่า
"ยกได้ ใช่ว่าจะแบกได้ที่สำคัญคือหลังจากนี้" ผู้หนึ่งเอ่ยอย่างมีเหตุผล
บุคคลแรกในประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ว่าสามารถแบกกระถางสำริดนี้ได้คือฉินอู่หวัง ด้วยฝึกฝนวรยุทธ์มาแต่เยาว์วัย พลังกำลังจึงเหนือกว่าคนทั่วไป
ครั้นเมื่อขึ้นครองราชย์ ด้วยความคึกคะนองฉินอู่หวังจึงท้าประลองยกกระถางของราชวงศ์โจวกับเมิ่งซัว ขุนพลใต้บัญชาแม้ข้าราชบริพารจะทัดทานสุดกำลัง แต่ด้วยพลังกำลังที่เหนือกว่าคนทั่วไปทั้งยังอยู่ในฐานะโอรส์ จึงกำเริบเสิบสาน ปักใจเชื่อมั่นว่าจะสามารถยกกระถางสำริดหนักหลายจินนี้ได้
ใครจะรู้ว่าเมื่อเขาพยายามยกจริงๆกลับสามารถยกขึ้นได้ แต่เมื่อพยายามจะยกให้สูงกว่าศีรษะเขากลับไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้ ร่างกายอ่อนแรงทำให้กระถางหล่นทับร่างและถูกบดขยี้จนดับชีพ
ดังนั้นการที่ได้เห็นโอวหยางซวงยกกระถางสำริดหนักพันจินขึ้นมาได้จึงยังไม่ใช่บทสรุปต้องดูว่านางจะสามารถแบกมันไว้ได้ และสามารถเดินออกไปได้หรือไม่
"ฮึบ!" โอวหยางซวงคำรามเสียงต่ำรวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มี ยกกระถางสำริดหนักพันจินให้สูงขึ้นเหนือศีรษะ
ภาพที่ปรากฏต่อหน้าทำให้หลายคนถึงกับอ้าปากค้าง
"การที่สตรีแบกกระถางสำริดหนักพันจินได้โอวหยางซวงผู้นี้มิใช่คนธรรมดา"
ได้ยินมาว่านางเป็เพียงเด็กที่โอวหยางลาเฟิงเก็บมาเลี้ยงมิได้มีสายเืของตระกูลโอวหยางแต่กลับฉายแววพร์ในการฝึกวรยุทธ์มาั้แ่เยาว์วัย
"เพียงลูกเลี้ยงยังสามารถบรรลุถึงขั้นนี้ช่างน่าอับอายขายหน้ายิ่งนัก บุตรีแท้ๆของข้าฝึกฝนมาจนบัดนี้ยังคงอยู่ในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับสี่เมื่อเทียบกันแล้วช่างแตกต่างราวแสงหิ่งห้อยกับจันทรา"
.........
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังก้องกังวานไปทั่วลานประลองดังอื้ออึงเป็วงกว้าง
ในทวีปเทพยุทธ์โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็ผู้ชายที่แข็งแกร่งกว่าผู้หญิงภายใต้ขอบเขตพลังที่เท่าเทียมกัน ผู้ฝึกยุทธ์ชายมักจะแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกยุทธ์หญิงแต่นี่กลับมีผู้หญิงที่แข็งแกร่งอย่างโอวหยางซวงปรากฏตัวขึ้น
ต้วนเฉวียนเซินเอนกายลงบนเก้าอี้จ้องมองไปยังโอวหยางซวงที่แบกกระถางสำริดหนักพันจินแล้วเริ่มก้าวเดินพลางพยักหน้าเล็กน้อย
ถึงนางจะยังไม่ปรากฏตราเทพยุทธ์แต่คุณสมบัติอื่นๆ ของนางนั้นหาใครเทียบได้ยากอีกทั้งยังสามารถฝึกฝนและพัฒนาได้อีกไกล อนาคตย่อมรุ่งโรจน์
นี่คือเหตุผลที่เขาตกลงที่จะผูกสัมพันธ์กับตระกูลโอวหยาง!
ในชั่วพริบตาโอวหยางซวงก็แบกกระถางสำริดหนักพันจินเดินไปได้เกือบสิบก้าวเกินจำนวนห้าก้าวที่กำหนดไว้ถึงสองเท่า
ทุกครั้งที่ก้าวเท้าลงพื้นผืนดินก็จะสั่นะเืราวกับั์กำลังเคลื่อนกาย
จนกระทั่งเดินไปถึงก้าวที่สี่สิบนางจึงวางกระถางสำริดหนักพันจินลง กลับไปยังบริเวณจุดพักเพื่อพักผ่อน
ถัดจากนั้นก็เป็ ต้วนเอ้อร์ที่เดินออกมาแบกกระถาง
ในฐานะที่เป็อัจฉริยะอันดับสองแห่งตระกูลต้วนความสนใจที่ผู้คนมีต่อเขาจึงไม่ได้น้อยไปกว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งอย่างต้วนอีอีกทั้งยังมีผู้คนที่คอยให้กำลังใจเขาเป็พิเศษเนื่องจากเขามีรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลา
เมื่อถูกเหล่าสตรีจับจ้องด้วยสายตาที่หิวกระหายต้วนเอ้อร์ก็ดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัดทว่านั่นก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการแสดงความสามารถของเขา
เห็นเพียงเขาย่อตัวลงมือทั้งสองกำกระถางสำริดหนักพันจินเอาไว้ จากนั้นก็ะเิพลังออกมาในคราวเดียวยกกระถางขึ้นอย่างรวดเร็ว
ภาพที่เห็นทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ถึงกับสูดลมหายใจเย็นๆแสดงความชื่นชมไม่หยุดหย่อน
การแบกกระถางต้องเป็ไปอย่างค่อยเป็ค่อยไปเนื่องจากการรับน้ำหนักของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของคนเรานั้นแตกต่างกันหากถูกกดทับอย่างรุนแรงจนเกินไปก็อาจจะเกินขีดจำกัด ทำให้เกิดการาเ็ได้
แต่ต้วนเอ้อร์กลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามเขายกกระถางขึ้นในคราวเดียว โดยไม่มีท่าทางที่ลุกลี้ลุกลนอะไร
ขณะที่ผู้คนกำลังชื่นชมกับความแข็งแกร่งของเขาพวกเขาก็ตระหนักได้ว่ากายเนื้อของอีกฝ่ายแข็งแกร่งถึงเพียงใด
สองนาทีให้หลังต้วนเอ้อร์ก็วางกระถางสำริดหนักพันจินลง
เขาเดินไปได้แปดสิบก้าวเป็สองเท่าของจำนวนก้าวที่โอวหยางซวงเดินไปได้
ทว่าเื่นี้ก็ไม่ได้ทำให้โอวหยางซวงรู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด
เพราะนางเพิ่งก้าวเข้าสู่ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับแปดพลังย่อมไม่เท่ากับต้วนเอ้อร์ที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตนักรบเนื้อหนังระดับแปดมานานแล้ว
สิ่งที่นางให้ความสำคัญมิใช่ผลลัพธ์ของต้วนเอ้อร์แต่เป็การแบกกระถางของต้วนจื่อต่างหาก
ขณะที่ต้วนจื่อเดินผ่านไปโอวหยางซวงก็เอ่ยขึ้น "ท่านพี่ในที่สุดท่านก็กลับมาผงาดได้อีกครั้ง แต่การท้าทายกระถางสำริดใบที่สิบนั้นไม่สมควรเลย"
"หืม? แล้วเ้ามีเหตุผลอะไรเล่า?"ต้วนจื่อหยุดเท้า มองอีกฝ่ายด้วยหางตา
"ข้ามีเหตุผลของข้าท่านเองก็รู้ดีถึงเหตุผลนั้นแม้ข้าจะไม่เข้าใจว่าทำไมท่านถึงสามารถมีพลังฝีมือที่โดดเด่นเช่นนี้ได้ภายในระยะเวลาอันสั้นแต่การฝึกฝนนั้นต้องอาศัยรากฐานที่มั่นคงการที่ท่านมีพลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินไป จะทำให้รากฐานไม่มั่นคง และถึงแม้ว่าท่านจะมีพลังขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเจ็ดแต่ก็ไม่มีความสามารถในการควบคุมพลังอย่างสมบูรณ์แบบต่อให้เป็การประลองกับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับหกท่านก็ไม่อาจเอาชนะอีกฝ่ายได้" โอวหยางซวงกอดอกอธิบายอย่างมีเหตุผล
“เช่นเดียวกันพลังย่อมต้องอาศัยร่างกายเป็ภาชนะ บ่มเพาะและขัดเกลาอย่างต่อเนื่องจึงจะแหลมคมได้ด้วยพร์ของท่าน แม้จะเกิดใหม่ก็เป็เพียงการลับกระบี่ก่อนออกรบย่อมไม่อาจเทียบเคียงคนรุ่นเดียวกันการไปแบกกระถางสำริดพันจินมีแต่จะนำมาซึ่งความอัปยศ เหตุใดต้องทำเช่นนั้นด้วย?”
ต้วนจื่อได้ยินคำเ่าั้ก็มิได้โกรธเขากลับแย้มยิ้ม "น้องสาวการที่เ้าเป็สตรีที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ทำให้ข้าชื่นชมแต่ก็เป็จุดบอดของเ้าเช่นกันการที่เ้าเก่งกาจกว่าคนรุ่นเดียวกันส่วนใหญ่จะทำให้เ้าแยกตัวออกจากผู้อื่นและทำให้เ้ากลายเป็คนที่หยิ่งผยอง เข้าข้างตนเองและสุดท้ายก็จะเดินเข้าสู่เส้นทางแห่งความล้มเหลว"
"หึหรือว่านี่จะเป็คำแก้ตัวของคนที่ไม่รู้จักแพ้?" โอวหยางซวงถามเสียงเย็น"เ้าไม่เชื่อคำเตือนของข้าก็ไม่เป็ไรเพราะอย่างไรเสียเราก็มิได้อยู่ในโลกเดียวกัน แต่ข้าขอเตือนเ้าไว้ประโยคหนึ่งพวกที่ไม่เจียมตนและไม่ฟังคำเตือนของผู้อื่น มักจะมีชีวิตที่ไม่ยืนยาวนัก..."
"อืม ข้าก็คิดเช่นนั้น" ต้วนจื่อพยักหน้า แล้วเดินต่อไปยังหน้ากระถางสำริดลูกที่สิบ
ทุกสายตาพลันจับจ้องมาที่เขา
ผู้ที่กำลังแบกกระถางอยู่ในกลุ่มที่สิบก็ถูกละเลยไปไม่มีใครให้ความสนใจ
เมื่อเห็นต้วนจื่อเริ่มทำการทดสอบรอบที่สองในแววตาของเยี่ยนชุยเสวี่ยก็เริ่มส่องประกายทีละน้อย
ในที่สุดก็ถึง่เวลาสำคัญ!
นางอยากรู้ว่าต้วนจื่อจะสามารถแบกกระถางสำริดหนักพันจินและเดินไปยังจุดหมายได้หรือไม่
ไม่เพียงแต่นางเท่านั้น คนอื่นๆก็คิดเช่นเดียวกัน
การที่ผู้ฝึกตนขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเจ็ดคิดท้าทายกระถางสำริดพันจินนั้นมองเช่นไรก็ไม่ต่างจากหนูอยากลองดีกับแมว เขาหาเื่ตายชัดๆ!
หากพวกเขาเป็ต้วนจื่อพวกเขาคงไม่บุ่มบ่ามทำการเลือกที่สุ่มเสี่ยงถึงขนาดนั้น
ท้ายที่สุดแล้วการประเมินในครั้งนี้ก็เป็เพียง่หนึ่งในชีวิตเท่านั้นไม่จำเป็ต้องเอาอนาคตของตนเองมาทิ้งขว้าง
แต่การที่ต้องแบกรับน้ำหนักพันจินนั้นน่ากลัวถึงเพียงใดงั้นหรือ?
แม้แต่ต้วนเอ้อร์ที่มีร่างกายที่แข็งแกร่งซึ่งผ่านการฝึกฝนมาั้แ่ยังเด็กและมีพลังที่เข้าใกล้ขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเก้าแล้วก็ยังเดินได้เพียงแปดสิบก้าว!
ต้วนจื่อที่มีพลังเพิ่มขึ้นในเวลาอันรวดเร็วจะสามารถทำได้หรือไม่?
"หึ พลังเพิ่มขึ้นก็เท่านั้นสมองก็ยังทึบอยู่ดี" ต้วนเฉวียนเซินเย้ยหยันราวกับคาดการณ์ถึงความล้มเหลวของต้วนจื่อได้
โอวหยางลาเฟิงเองก็เห็นด้วยเป็อย่างยิ่ง
มันสมองเป็สิ่งล้ำค่าน่าเสียดายที่ต้วนจื่อขาดมันไป
ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องต้วนจื่อใช้มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋าส่วนมืออีกข้างก็จับเข้าที่หูหิ้วข้างหนึ่งของกระถางสำริดลูกที่สิบ ก่อนจะคลึงไปมา
"นี่เขาจะทำอะไร?"
ผู้คนโดยรอบมองด้วยความฉงนสนเท่ห์
ต้วนจื่อทำราวกับกำลังลวนลามกระถางสำริดอยู่!
[ติ๊ง!ขอแสดงความยินดีกับผู้ใช้ที่แสดงท่าทางให้เกิดความเข้าใจผิด ได้รับค่าเทียนซิ่ว +66!]
ใน่ที่ผู้คนกำลังสับสนอยู่นั้นเสียงอันกึกก้องก็ค่อยๆ ดังขึ้น
"ตู้ม!"
ต้วนจื่อกระทืบเท้าลงบนพื้นด้วยแรงทั้งหมดที่มีพลังปราณมหาศาลพลันทะลักออกมาจากฝ่าเท้าคลื่นพลังที่มองไม่เห็นก่อตัวขึ้นโดยมีเท้าเป็ศูนย์กลาง แผ่ขยายออกไปโดยรอบ
ในพริบตาพื้นดินก็รับแรงไม่ไหวเกิดรอยแตกคล้ายใยแมงมุม
ในเวลาเดียวกันนั้นเองขณะที่คลื่นพลังกำลังแผ่ขยายกระถางสำริดหนักพันจินก็ถูกยกขึ้นเหนือศีรษะของต้วนจื่อแล้ว
"ตู้ม!"
ตามมาด้วยเสียงกระถางที่ตกลงมากระทบพื้นอย่างหนักหน่วงทว่ากระถางสำริดหนักพันจินมิได้เอียงไปมามันกลับมั่นคงและสงบนิ่งอยู่บนฝ่ามือของต้วนจื่อ
เขายกมันด้วยมือเดียว!
ช่างน่าเกรงขามนัก!