บทที่15 กับดักหนูั์ ขวากเหล็ก
กลับมาถึงบ้าน หลี่ฉางอันเตรียมที่จะถมหลุมเมื่อคืน
"พี่สะใภ้ อิฐที่กองอยู่ที่ริมกำแพงด้านนอกนั่น เป็ของบ้านเราหรือ"
"อืม ใช่" หลิ่วจืออินกำลังต้มสุราอยู่ เช็ดเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ บนหน้าผากแล้วโผล่หน้าออกมาพูด
หลี่ฉางอันเดินเข้าไปใกล้กองอิฐ พบว่าบนนั้นมีรอยเท้า และดูเหมือนว่าเพิ่งมีคนเหยียบขึ้นไปเมื่อไม่นานมานี้
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย เดินวนรอบกำแพง ในใจเริ่มมีการคาดเดาบางอย่าง
หลี่ฉางอันอุ้มอิฐเข้ามาในลานบ้าน หลิ่วจืออินพึมพำบ่นเบา ๆ
"ข้าเพิ่งไปดูที่ตลาดมา วันนี้ไม่มีผลซานจาขาย เสี่ยวหลานก็บอกว่าสวนผลไม้นอกเมืองก็ไม่ขายผลซานจา พวกพ่อค้าใจดำจริง ๆ ขึ้นราคาก็แล้วไป นี่ยังไม่ยอมขายออกมาอีก ไม่รู้ว่าจะขึ้นราคาถึงขนาดไหน"
หลี่ฉางอันจมูกกระดิก อะไรกัน พี่สะใภ้ของข้า เ้านี่ด่าแม้กระทั่งน้องชายสามีเ้าไปด้วย
"พี่สะใภ้ ข้าเอามาสิบชั่งแล้ว พวกเราไม่ขาดผลซานจาหรอก"
หลิ่วจืออินกะพริบตาด้วยความประหลาดใจ น้ำเสียงสูงขึ้นเล็กน้อย
"หือ? เ้าไปซื้อมาจากไหนกัน"
"พรุ่งนี้พี่สะใภ้ก็จะรู้แล้ว" หลี่ฉางอันยิ้มพลางวางอิฐลง ก่อนจะเดินไปขนต่อ
"ได้ รู้แล้ว" หลิ่วจืออินกลอกตาใส่หลี่ฉางอัน เดินออกมาจากห้องครัว หิ้วผลซานจามาเริ่มล้างทำความสะอาด
"อีกอย่างนะพี่สะใภ้ เดี๋ยวพอพี่เสี่ยวหลานกับพี่เสี่ยวฟางมาถึง เ้าก็บอกพวกนางว่าพวกผลซานจาเหล่านี้เป็ของที่ซื้อมาแล้วเหลือ"
หลี่ฉางอันหาพลั่วได้แล้ว เตรียมตักดินกลบหลุม
"หา?" หลิ่วจืออินหันหน้ามาด้วยความไม่อยากเชื่อ "ผลซานจาถ้าวันนี้ขายไม่หมด วันพรุ่งนี้ก็ต้องไม่สดแล้ว เสี่ยวหลานกับเสี่ยวฟางพวกนางคงไม่เชื่อหรอกนะ"
หลี่ฉางอันหัวเราะพลางกล่าว
"เอาผลซานจาฝังไว้ในทรายให้ดี แล้วเทน้ำให้เต็ม เก็บได้สองวันไม่มีปัญหา ฝังในโคลนก็คงพอ ๆ กัน พี่สะใภ้แค่บอกวิธีโดยตรงให้พี่เสี่ยวหลานและพี่เสี่ยวฟาง ถ้ามีคนถามก็ให้พวกนางไม่ต้องปิดบัง ตอบทุกคำถามที่ถาม"
หลิ่วจืออินมองไปที่หลี่ฉางอันด้วยความสงสัย รู้สึกว่าความคิดของน้องสามีช่างแปลกประหลาด นางเองก็คิดตามไม่ทันเลย เหมือนกับการดูหนังสือ์ที่มีเมฆและหมอกปกคลุม มองไม่ชัดเจน
"พรุ่งนี้เที่ยงพี่สะใภ้ออกนอกเมืองกับข้า ตอนนั้นข้าจะอธิบายให้พี่สะใภ้เข้าใจอย่างละเอียด" หลี่ฉางอันกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
"แล้วพรุ่งนี้ยังขายถังหูลู่อีกหรือไม่" หลิ่วจืออินถามออกไปโดยอัตโนมัติ
"จะขายสิ แต่ต้องเปลี่ยนรูปแบบใหม่ อีกทั้งพวกเราจำเป็ต้องทำธุรกิจอื่นบ้าง" หลี่ฉางอันตักดินใส่ลงไปในหลุมแล้วเหยียบให้แน่น
อาหารกลางวันเรียบง่ายมาก มีหมั่นโถวข้าวโพดร้อน ๆ สองลูก บวกกับจานเล็ก ๆ ของผักกาดดอง
หลังจากกินข้าวเสร็จ หลี่ฉางอันจัดการอะไรบางอย่างอยู่ในห้องหนังสือของเรือนเหนือประมาณครึ่งชั่วยามกว่า แล้วถือกระดาษออกไปข้างนอก
มาถึงโรงตีเหล็กอีกครั้ง
นายช่างเหล็กมองดูกระดาษสองแผ่นที่หลี่ฉางอันยื่นมาให้ บนใบหน้าปรากฏสีหน้าประหลาด
"นี่… เป็สิ่งของอะไรอีกรึ"
คราวที่แล้วทำหม้อประหลาดมาสองใบก็ช่างเถอะ แต่ทำไมคราวนี้ถึงได้ทำของแปลกประหลาดมาอีก
หลี่ฉางอันพูดอย่างจริงจัง
"ที่บ้านมีหนูรบกวน นี่เป็กับดักสำหรับจับหนูโดยเฉพาะ"
"เ้าแน่ใจหรือว่านี่เป็กับดักจับหนู" นายช่างเหล็กมีสีหน้าแปลกประหลาดยิ่งขึ้น ชี้ไปที่กับดักหนูั์บนกระดาษ "นี่ต้องยาวเกือบหนึ่งฉื่อเลยนะ หนูที่บ้านเ้าใหญ่กว่าสุนัขหรือไร"
หลี่ฉางอันพยักหน้าอย่างจริงจัง
นายช่างเหล็กอดกลอกตาไม่ได้ พร้อมถอนหายใจอย่างหมดแรงที่จะเย้ยหยัน
"แล้วนี่มันอะไรอีกล่ะ"
นายช่างเหล็กชี้ไปที่กระดาษขาวอีกแผ่นหนึ่ง บนนั้นมีสิ่งที่วาดไว้แปลกยิ่งกว่าเดิม ดูเหมือนตะปูสี่อันที่ส่วนท้ายหลอมรวมเข้าด้วยกัน ทั้งสี่ด้านเต็มไปด้วยหนามแหลมคม และไม่เรียบเลยด้วย ไม่ว่าจะวางอย่างไรก็จะมีตะปูหนึ่งอันตั้งชี้ขึ้นมา
"เป็เพียงของเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึง"
หลี่ฉางอันกล่าวพร้อมหัวเราะเบา ๆ
"ไม่มีทางเลือก โลกใบนี้ไม่มีขวากเหล็กได้แต่พูดเหลวไหล"
"ทำได้ แต่ความเร็วคงไม่มากนัก ความยากค่อนข้างสูง"
นายช่างเหล็กพึมพำตอบ ไอ้หนุ่มตรงหน้านี่ ไม่มีคำพูดใดที่เป็ความจริงเลยสักคำ
"กับดักหนูั์ทำสิบอัน ตะปูแบบนี้ก็เอามาสักหนึ่งร้อยอันแล้วกัน ข้าจะมารับตอนเย็น ท่านทำได้ใช่ไหม"
"ได้ แต่ต้องเสร็จก่อนยามอู่" นายช่างเหล็กถือกระดาษไว้ แล้วเรียกลูกน้องทุกคนในร้านออกมา
"เท่าไร"
"ห้าร้อยอีแปะ"
…
บนเส้นทางไปตลาดยามค่ำ
หลิ่วจืออินเดินตามหลี่ฉางอันไป
"น้องรอง สิ่งของที่เ้าลากกลับมาบ้านเมื่อครู่คืออะไรหรือ ข้าไม่เคยเห็นมันมาก่อนเลย"
"ไม่กี่วันมานี้สุราของพวกเราขายได้ไม่เลว ข้ากังวลว่าจะมีคนริษยาอีก ก็เลยเตรียมการไว้ล่วงหน้าบ้าง"
หลี่ฉางอันอธิบายอย่างผิวเผิน และไม่ได้พูดถึงรอยเท้าบนกองอิฐนอกกำแพงออกมา
คืนนี้ตอนตลาดเย็นโชคดีไม่น้อย ได้เพิ่มร้านสุราอีกหนึ่งร้าน แต่ไม่ได้สั่งทีเดียวห้าสิบชั่ง แต่สั่งยี่สิบชั่งไปก่อนเพื่อทดลองดูสถานการณ์
กลับถึงบ้าน หลี่ฉางอันก็จัดวางกับดักหนูั์และขวากเหล็กไว้ใต้กำแพงรอบลานบ้าน
แล้วหลังจากนั้นก็โปรยเถ้าก้นเตาลงไปอีกชั้นหนึ่ง
"พี่สะใภ้ หลังจากนี้ก็อย่าได้มาที่นี่อีกเลย"
หลี่ฉางอันเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก
การโปรยขวากเหล็กไปรอบ ๆ ก็เพียงพอแล้ว แต่การจัดการกับกับดักหนูั์นั้นยากจริง ๆ โชคดีที่ตอนออกแบบได้เพิ่มคันงัดเข้าไปด้วย ไม่เช่นนั้นกับร่างกายที่อ่อนแอในตอนนี้ แม้แต่แผ่นหนีบก็คงยกไม่ไหว
ถึงแม้ว่าเพราะการเปลี่ยนแปลงผิดปกติครั้งก่อนนั้น ร่างกายของหลี่ฉางอันจะดีขึ้น แต่พื้นฐานก็ยังอ่อนแอเกินไป
หลิ่วจืออินได้เห็นกระบวนการทั้งหมดด้วยตาของตัวเอง รู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง สิ่งเหล่านี้ดูน่ากลัวไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ตาม
"น้องรอง การทำเช่นนี้จะไม่ทำให้มีคนตายหรือ"
"วางใจเถอะ มันแค่ทำให้าเ็เท่านั้น ไม่ถึงกับทำให้มีคนตายหรอก"
หลี่ฉางอันปิดประตู แล้ววางกับดักหนูั์ไว้ตรงประตูสองอัน จากนั้นก็โรยขวากเหล็กลงไปอีกหลายชิ้น แล้วทำเครื่องหมายไว้
ค่ำคืนเริ่มมืดลงทีละน้อย
เงาดำสายหนึ่งค่อย ๆ เคลื่อนเข้าใกล้กำแพงบ้านตระกูลหลี่ แล้วซ่อนตัวอย่างรวดเร็วเข้าไปในมุมมืด
"ไอ้โรคเรื้อนนี่ ่หลายวันนี้ขายเหล้าได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่ข้าก็ถูกแย่งลูกค้าไปไม่น้อย ข้าต้องดูให้รู้เื่ว่าในเหล้าของเ้ามีความลับอะไรซ่อนอยู่"
รอจนดึกสงัด โดยรอบเงียบกริบไร้เสียง มีเพียงเสียงสุนัขจากที่ไกล ๆ ที่เห่าตามลมเป็ครั้งคราว
เงาดำค่อย ๆ ออกมาจากมุมกำแพง แสงจันทร์อันพร่ามัวสาดส่องให้เห็นใบหน้าของคนผู้นั้น
ที่แท้ก็คือหวังเอ้อร์โก่ว!
"คงจะหลับไปแล้ว"
หวังเอ้อร์โก่วโผล่หัวออกมา ตั้งใจฟังอย่างระมัดระวัง เมื่อแน่ใจว่าหลี่ฉางอันและหลิ่วจืออินเข้านอนแล้ว เขาเหยียบกองอิฐดู พบว่ามันเตี้ยลงนิดหน่อย แต่ไม่เป็อุปสรรค จึงะโขึ้นไปบนกำแพงอย่างเบามือ แล้วะโลงไป
"อ๊ากกก..."
เสียงร้องอันน่าสะพรึงกลัวแหวกความเงียบของราตรี
หวังเอ้อร์โก่วถูกขวากเหล็กแทงทะลุเท้าทั้งสองข้าง เจ็บจนทั้งร่างสั่นระริก ถอยหลังไปสองก้าว
‘แกร๊ก!’
‘โครม!’
"อ๊ากกก!!!"
ความเ็ปโถมเข้ามาราวกับคลื่น เท้าขวาดูเหมือนจะหัก หวังเอ้อร์โก่วร้องโหยหวน
ที่เรือนเหนือ หลี่ฉางอันสะดุ้งตื่นอย่างแรงแล้วผุดลุกขึ้นทันที คว้าอิฐที่อยู่ข้างประตูแล้ววิ่งออกไป
ไฟในห้องทางทิศตะวันออกก็สว่างขึ้น
หลี่ฉางอันมือหนึ่งถือโคมไฟ มืออีกข้างกำอิฐแผ่น
เมื่อออกจากประตู เขาเห็นเพียงเงาดำร่างหนึ่งปีนข้ามกำแพงรั้วออกไปอย่างลำบาก จากนั้นก็ได้ยินเสียงคล้ายถุงผ้าตกลงมา
แต่ลักษณะของคนผู้นั้น เขาก็พอมองเห็นคร่าว ๆ
หลิ่วจืออินก็สวมเสื้อคลุมวิ่งออกมา ใบหน้างดงามซีดเผือด
"น้องรอง!" หลิ่วจืออินคว้าชายเสื้อของหลี่ฉางอันไว้ ไม่กล้าปล่อยมือ
"ไม่มีอะไรแล้ว พี่สะใภ้ หนูตัวใหญ่นั่นหนีไปแล้ว"
หลี่ฉางอันปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอบอุ่น แต่แววตากลับเ็ายิ่งนัก
ไอ้สุนัขหวังเอ้อร์โก่ว เ้ากล้าปีนกำแพงเข้ามาเชียวหรือ!
หลิ่วจืออินดูราวกับนกคุ่มที่ใกลัวหลบซ่อนอยู่ด้านหลังหลี่ฉางอัน ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
"พี่สะใภ้ ไปนอนเถิด พรุ่งนี้เช้าพวกเราจะไปส่งเหล้าด้วยกัน"
หลี่ฉางอันส่งหลิ่วจืออินกลับไปยังห้องตะวันออก
แต่หลิ่วจืออินยังคงหวาดกลัว เสียงสั่นเทา
"น้องรอง คนนั้นเป็ใครกัน เป็หวังเอ้อร์โก่วใช่ไหม"
"พี่สะใภ้อย่ากลัวไปเลย อย่าคิดมาก วางใจข้าเถิด พี่สะใภ้นอนให้สบาย ข้าจะเฝ้าอยู่ข้างนอกนี่..."
หลี่ฉางอันกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ปิดประตู แล้วนั่งลงบนก้อนหินนอกห้องทิศตะวันออก
แสงตะเกียงอันริบหรี่ในห้องทิศตะวันออกสั่นไหว พระจันทร์เสี้ยวบนท้องฟ้าค่อย ๆ เคลื่อนไปทางทิศตะวันตก
หลี่ฉางอันวางอิฐแผ่นลงข้างตัว
มีแต่คนที่เป็โจรได้พันวัน แต่จะมีที่ไหนที่คนสามารถป้องกันโจรได้พันวัน
จำเป็ต้องโจมตีเชิงรุกเสียแล้ว
หวังเอ้อร์โก่ว… พวกเราต้องคิดบัญชีกันให้ดี ๆ เสียแล้ว
สายลมเย็นพัดมาเป็ระยะ หลี่ฉางอันสั่นเพราะความหนาว
ประตูห้องด้านหลังเปิดออก มีเสียงเอี๊ยดเบา ๆ
กลิ่นหอมสดชื่นดั่งดอกมะลิลอยมา
หลิ่วจืออินกอดผ้าห่มไว้ เสียงจากปากของนางเบาราวเสียงยุง
"ไปเรือนเหนือ"
อะไรนะ…
หัวใจของหลี่ฉางอันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
หมายความว่าอย่างไร…
ในความมืด ใบหน้าของหลิ่วจืออินดูเหมือนจะแดงจัดราวกับทาชาดไว้ ความอายทำให้แก้มแดงเหมือนดอกท้อ
…
หลังจากความวุ่นวายมากมาย หลี่ฉางอันเบิกตากว้าง ดูสิ้นหวังราวกับไร้สิ่งใดเหลือให้มีชีวิตอยู่
กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยอวลมาเรื่อย ๆ แม้จะไม่ชัดเจนนัก แต่กลับดึงดูดจิตใจคนอย่างน่าประหลาด
พี่สะใภ้นอนอยู่ในห้องหนังสือที่เรือนเหนือ ระหว่างพวกเขาทั้งสองมีเพียงม่านกั้นไว้เท่านั้น
หลี่ฉางอันพลิกตัวไปมาบนเตียง ไม่อาจข่มตาหลับลงได้
ในห้วงความคิดของเขา ราวกับมีคนตัวเล็กสองคนกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด
"หลี่ฉางอันเอ๋ยหลี่ฉางอัน นางเป็พี่สะใภ้ของเ้านะ เ้ากำลังคิดบ้าอะไรอยู่!"
คนตัวเล็กสีขาวะโเสียงดัง
แต่คนตัวเล็กสีดำกลับกดคนตัวเล็กสีขาวลงกับพื้น
"เ้าก็คือเ้า ร่างก่อนก็คือร่างก่อน คิดมากทำไม นางงดงามดุจบุปผา..."
‘ปัง!’
หลี่ฉางอันตบศีรษะตัวเองอย่างแรง หวังจะตบคนตัวเล็กทั้งสองออกไป
"น้องรอง! เป็อะไรไป"
"ไม่... ไม่มีอะไร มียุง..."
พูดจบ หลี่ฉางอันก็รู้สึกว่าตัวเองโง่เง่า ตอนนี้ก็ปลายเดือนตุลาคมแล้ว จะมียุงมาจากที่ไหนกัน
ในห้องหนังสือข้าง ๆ หลิ่วจืออินซุกหัวเข้าไปในผ้าห่ม ใบหน้างามแดงก่ำ
ฤดูหนาวที่หนาวเย็น แต่กลับรู้สึกร้อนขึ้นมานิดหน่อย
หนึ่งคืนไม่ได้นอน
เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก หลี่ฉางอันมีรอยคล้ำใต้ตาเหมือนหมีแพนด้า พลางหาวหวอด
หลิ่วจืออินก็ลุกขึ้นเช่นกัน เมื่อเห็นสภาพของหลี่ฉางอันใบหน้าของนางก็แดงขึ้น นางรีบเร่งฝีเท้า อุ้มผ้าห่มวิ่งเหยาะ ๆ กลับไปยังห้องฝั่งตะวันออก
หลี่ฉางอันเดินเข้าไปในห้องหนังสือ มองม้านั่งที่วางเรียงต่อกัน
"ต้องหาเตียงมาวางที่นี่สักหลัง หรือจะก่อเตียงแบบเตาผิงดี พอถึงเดือนสุดท้ายของฤดูหนาวเย็น การนอนบนแคร่ก็จะสบายกว่ามาก..."