เมื่อรู้ว่าเหมยหยงเข็นลูกสาวคนโตไปที่ใด พวกชาวบ้านที่มุงอยู่รอบๆพากันส่ายหน้าและถอนใจ ชีวิตของนางเหมยลําบากมาก มีแม่สามีใจร้ายเกรี้ยวกราด พี่สะใภ้ก็เห็นแก่ตัว หลังจากนางคลอดลูกชายคนเล็กนางก็ไม่ได้รับการพักฟื้นให้ดี ดังนั้นร่างกายของนางจึงเจ็บป่วยง่าย แต่แม่สามีก็ยังสั่งให้นางทํานู่นทํานี่โดยไม่ให้นางได้พัก นี่แหละหนาลูกที่เก็บมาเลี้ยงจะรักเท่าลูกของตัวเองได้อย่างไร ถ้าป๋ายซานเป็ลูกแท้ๆของเฒ่าป๋ายกับนางหวังนางคงไม่ทำอย่างนี้เป็แน่
ถึงแม้นางเหมยจะคอยทำทุกอย่างตามที่แม่สามีสั่ง แต่แม่สามีก็ยังไม่พอใจในตัวนางและคอยหาเื่นางกับลูกๆเสมอ แม้ว่าสามีของนางจะสามารถหาเงินมาได้ แต่นางเหมยก็ไม่สามารถเก็บเอาเงินเอาไว้ทั้งหมดได้ เมื่อรับเงินมาแล้วพอคล้อยหลังสามีนางกลับไปล่าสัตว์นางหวังก็จะเข้ามารีดไถเงินจากนางเหมยไปมากกว่าครึ่ง ถ้านางเหมยไม่นำเงินออกมาให้นางก็จะถูกแม่สามีดุด่าทุบตีอย่างนี้เป็ประจำ นางหวังยกคำขู่ขึ้นมาสารพัด หากว่านางกล้าฟ้องสามี นางหวังขู่จะตบตีลูกๆของนางและไล่ออกจากบ้านไปทั้งหมด นางจึงไม่กล้าปริปากบอกสามีแม้ครึ่งคำ สามีของนางเป็คนกตัญญูหากนางขอให้เขาแยกบ้านเขาต้องไม่ยอมแน่ ตอนนี้นางอับจนหนทางเหลือเกิน
เงินเกือบทั้งหมดถูกนางหวังเก็บเอาไว้ ั้แ่เล็กเฟิ่งจิ่วเกิดมาก็อ่อนแอไม่สบาย เมื่อเจ็บป่วยเฟิ่งจิ่วมักไม่ค่อยได้ไปหาหมอ ได้แต่รักษาตามมีตามเกิดอยู่ที่บ้าน ใครๆก็ว่านางจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนัก ตอนนี้ยังได้รับาเ็อีก หัวใจของคนเป็แม่แทบแหลกสลาย
พอเข็นลูกสาวมาถึงบ้านท่านแม่ของนาง เหมยหยงก็ก้มลงหวังจะอุ้มลูกสาวขึ้นมา แต่น้องชายของนางออกมาพบเข้าพอดี เขาจึงอาสาอุ้มป๋ายเฟิ่งจิ่วขึ้นมาก่อน และพูดว่า
“ท่านพี่ ข้าอุ้มหลานให้เอง!”
ป๋ายเฟิ่งจิ่วกระพริบตามองชายร่างผอมสูงคนนี้อย่างสงสัย เขาเป็ชายหนุ่มทีี่มีรูปร่างผอมแห้งแค่ลมพัดคงปลิวแล้วยังจะมีแรงอุ้มนางขึ้นมาอีกหรือนางเคยเป็หญิงสาวอายุสามสิบปีมาก่อนพอมาถูกชายหนุ่มอุ้มแบบนี้ก็ทําให้รู้สึกเขินอายเล็กน้อย
ชายหนุ่มคนนั้นยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยนและถามว่า
“จิ่วเอ๋อร์จำน้ารองได้ไหม”
จ้าวจงอีถามขึ้นเมื่อเห็นหลานสาวมีสีหน้ากระอักกระอ่วน
พอถูกถามขึ้นป๋ายเฟิ่งจิ่วก็หลับตาลงค่อยๆนึกถึงภาพที่ไหลวนอยู่ในหัวของนางั้แ่นางฟื้นขึ้นมาในร่างนี้
“จะ จำได้ค่ะ”
ป๋ายเฟิ่งจิ่วพยักหน้า การเคลื่อนไหวของนางทําให้าแะเืจนต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บป่วย
“อะ โอ๊ย เจ็บจังเลย”
“จิ่วเอ๋อร์ลูกอย่างเพิ่งขยับเลยนะเดี๋ยวจะเจ็บแผลเอาอีก”
นางเหมยรีบเอ่ยเตือนลูกสาว
“เ้าค่ะท่านแม่”
ป๋ายเฟิ่งจิ่วตอบรับเพียงสั้นๆก่อนจะซุกหน้าเข้ากับอกผอมแห้งของผู้เป็น้า
จ้างจงอีเร่งฝีเท้าและอุ้มนางตรงไปที่ห้องๆหนึ่งในบ้าน ป๋ายเฟิ่งจิ่วอยากเดินด้วยตัวเองแต่นางเสียเืมากเกินไปจึงเวียนหัวและอ่อนแอมาก ดังนั้นนางจึงทําได้แค่พักอยู่ในอ้อมแขนของน้ารองนิ่งๆ และคอยเตือนตัวเองอยู่ตลอดว่า
‘ตอนนี้ข้าเป็เด็ก ตอนนี้ข้าเป็แค่เด็ก……’
เพราะถึงน้ารองของนางจะผอมแห้งแต่หน้าตาของเขาก็หล่อเหล่าหมดจดเหมือนบัณฑิตตกยากผู้หนึ่ง นางในฐานะหญิิงสาวที่ยังไม่เคยมีแฟนย่อมต้องหวั่นไหวบ้างเป็ธรรมดา
นางพยามละความสนใจจากน้ารองของนาง นางจึงหันมาสอดส่ายมองดูรอบๆบ้านอย่างละเอียดแทนและเข้าใจสภาพแวดล้อมรอบของที่นี่ทันที ที่นีี่คือหมู่บ้านชนบทเล็กๆที่อยู่ติดูเา และแม่น้ำลำธาร บ้านในหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็บ้านฟางเก่าๆ และบ้านที่สร้างขึ้นจากดินเหนียว บ้านนี้เป็บ้านของท่านยายนาง เป็บ้านดินเหนียวมุงแฝกหลังไม่ใหญ่นักใกล้ผุพังเต็มทน มีสองห้องนอน หนึ่งห้องครัวพร้อมด้วยลานบ้าน น่าจะนับได้ว่าเป็ครอบครัวที่มีสภาพความเป็อยู่ระดับปานกลางในหมู่บ้านนี้แล้ว น้ารองอุ้มนางผ่านลานหน้าบ้านไปยังด้านในบ้านแล้ววางนางลงที่ห้องๆหนึ่ง ซึ่งเคยเป็ห้องเก่าของท่านแม่นาง ที่ตอนนี้กลายเป็ห้องของน้ารองไปเรียบร้อยแล้ว
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมจิ๋วเอ๋อร์ถึงกลายเป็แบบนี้ไปได้!!”
หญิงชราผมสีขาว ใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่นเดินออกมาจากห้องครัว เมื่อนางเห็นลูกชายคนรองอุ้มหลานสาวในสภาพาเ็เข้ามา
นางขมวดคิ้วก่อนจะร้องไห้รีบวิ่งเข้าไปดูหลานสาวในห้องทันที
“อาหยง ทำไมจิ๋วเอ๋อร์ถึงหัวเจ็บแบบนั้น พานางไปหาหมอรึยัง อาอีรีบไปตามหมอซุนมาเร็วเข้า!!”
“ท่านแม่ใจเย็นๆก่อนเ้าค่ะ จิ่วเอ๋อร์ได้รับการรักษาจากหมอซุนแล้ว”
“อย่างนั้นเรอะ เล่าให้แม่ฟังซิว่าหลานแม่ไปโดนอะไรมา”
“นางเป็ลมแดดเลยล้มหัวฟาดคันนาเ้าค่ะท่านแม่”
“อะไรกัน ก็รู้ว่านางร่างกายอ่อนแอมาั้แ่เด็ก ยังให้นางไปถอนกล้าดำนากลางแดดอีกหรืออาหยง”
“ท่านแม่ คือ คือว่า….”
“เป็คำสั่งของนางหวังแม่ผัวใจร้ายของเ้าใช่ไหม หนอย….ข้าจะไปด่านางให้รู้สำนึกเดี๋ยวนี้”
“ทะ ท่านแม่ อย่าไปเลยนะเ้าคะ ไม่อย่างนั้นข้ากับลูกจะโดนหนักกว่านี้”
“อาหยงเอ้ย นี่มันเวรกรรมอะไรของเ้า อยู่ไม่ได้ก็กลับบ้านเราเถอะลูก”
“ท่านแม่ข้าทิ้งอาซานมาไม่ได้หรอกเ้าค่ะ เขาดีกับข้าและลูกๆมาก เื่นี้เขาไม่ได้ผิดอะไรเลย”
“ผิดซิ ผิดที่เขากตัญญูอย่างโง่ๆอย่างไรล่ะ ั้แ่เล็กจนโตเขาก็ถูกเฒ่าป๋ายกับนางหวังใช้งานทุบตีมาั้แ่เด็ก เขาก็ยังยึดเอาความกตัญญูเป็หลักทำงานหาเงินเลี้ยงคนทั้งบ้านงกๆๆ เขาไม่เคยคิดเลยเรอะว่าลับหลังเขาลูกเมียจะโดนอะไรบ้าง”
“ท่านแม่ เื่นี้ข้าจะค่อยๆหาทางบอกเขาเองนะเ้าคะ”
“เหอะ ค่อยๆหาทางบอก เ้าพูดอย่างนี้มากี่ครั้งแล้ว หวังว่าคงไม่รอให้หลานๆของข้าต้องตายก่อนหรอกนะ”
รอยย่นบนใบหน้าของหญิงชรายิ่งลึกขึ้นจากการขมวดคิ้ว ยิ่งได้เห็นความลำบากของลูกสาวนางหยางยิ่งดูแแก่ลงอีกหลายปี
สายตาหม่นหมองของนางมองไปยังร่างเล็กบอบบางบนเตียงอย่างสุดแสนเวทนา นางเดินไปนั่งลงที่ข้างเตียงแล้วลูบแก้มผอมแห้งของหลานสาวเบาๆ
หลังจากนั้นไม่นานก็มีเสียงเด็กร้องไห้วิ่งเข้ามา ป๋ายลู่มองพี่สาวที่นอนอยู่บนเตียงแล้วร้องไห้ไม่หยุดจนนางเหมยต้องเข้ามาปลอบ
“อาลู่ไม่ร้องนะลูก พี่ใหญ่ของเ้าไม่เป็อะไรแล้ว”
“แต่พี่ใหญ่เืออกเต็มเสื้อผ้าเลย อาลู่กลัวพี่ใหญ่จะทิ้งอาลู่ไป”
ป๋ายเฟิ่งจิ่วมองเด็กชายตัวน้อยด้วยสายตาว่างเปล่าเงียบๆ ใบหน้าเล็กๆซูบผอมของเขาแทบไม่มีเนื้ออยู่เลย ทําให้ดวงตาของเขาดูลึกโบ๋จนน่ากลัว ลูกตาดําของเขาใหญ่เกือบเต็มทั้งตา ใบหน้าก็เปื้อนคราบดินคราบน้ำตา นางแทบมองเค้าหน้าของเขาไม่ออกเลย
ป๋ายลู่สวมกอดมารดาแน่น เสียงสะอื้นค่อยๆเบาลง เขาไม่กล้ามองพี่สาวอีกเพราะกลัวจะร้องไห้ออกมา เขาซุกหน้าลงในอ้อมกอดของแม่ จากนั้นก็ล้วงหยิบไข่ไก่ต้มหนึ่งฟองออกมาจากอกเสื้อ
“อาลู่ไปช่วยลุงเหมาตักน้ำรดผักมาขอรับท่านแม่ ลุงเหมาให้ไข่ไก่ต้มข้ามากินหนึ่งฟอง ข้ายกให้พี่ใหญ่นะขอรับ พี่ใหญ่กินไข่ต้มแล้วจะได้หายไวๆ”
ทุกคนในห้องหันมามองเด็กชายตัวน้อยอย่างซาบซึ้งใจ นางเหมยพลันน้ำตาไหลออกมา
ป๋ายเฟิ่งจิ่วอดะเืใจไม่ได้ เด็กตัวเล็กแค่นี้ยังคิดห่วงใยนาง
“อาลู่เ้าเก็บไข่ใบนี้ไว้กินเองเถอะ พี่ใหญ่ไม่กินหรอก”
“แต่พี่ใหญ่หัวแตก ท่านปู่ผู้ใหญ่บ้านเคยสอนข้าว่าคนป่วยต้องกินไข่บำรุงเยอะๆจะได้หายไวๆ พอกินไข่แล้วพี่ใหญ่จะได้เืไม่ออกอีก พี่ใหญ่ก็จะไม่เจ็บหัวด้วย”
“โถ่น้องเล็ก ก็ได้ อย่างนั้น ไข่ต้มใบนี้เรามาแบ่งกันสามส่วนดีไหม พี่รองของเ้าก็ไม่ค่อยสบายเช่นกัน”
“ดีขอรับพี่ใหญ่”
“ไม่ดีหรอก อาจิ๋ว อาลู่ ข้าสบายดีพวกเ้าแบ่งแค่สองส่วนก็พอ”
“อาเฉียนเ้าอย่าดื้อนักเลยไม่อย่างนั้นข้าก็จะไม่ยอมกินไข่ใบนี้เหมือนกัน”
ป๋ายเฟิ่งจิ่วพูดต่อรองเมื่อเห็นว่าทุกคนจะยกให้นางกินไข่ใบนี้คนเดียว
นางเหมย และทุกคนในที่นั้นต่างพากันน้ำตาซึม ตัดพ้อในความยากจนข้นแค้นของตัวเอง
พอพูดจบเด็กชายตัวน้อยก็วิ่งเข้าไปในครัวแล้วใช้มีดผ่าไข่ต้มเป็สามส่วน แล้ววิ่งกลับมายังห้องที่พี่สาวของเขานอนอยู่แล้วยื่นไข่ต้มไปที่ปากของนางราวกับว่ากําลังมอบอาหารสุดแสนลํ้ำค่าให้อย่างไรอย่างนั้น
ความรู้สึกแปลกประหลาดก่อตัวขึ้นในจิตใจของป๋ายเฟิ่งจิ่ว นางหยิบไข่ต้มชิ้นเล็กๆนั้นเข้าปาก เคี้ยวไปพลาง
พูดขึ้นว่า
“อืม ไข่ต้มชิ้นนี้อร่อยที่สุดเลย”
“อือ อร่อยใช่ไหมล่ะพี่ใหญ่อาลู่บอกแล้ว อาลู่เห็นท่านย่าต้มไข่ให้พี่ย่าจุนกินทุกวัน อาลู่ยังคิดอยู่ว่ารสชาติไข่ต้มเป็ยังไง อาลู่ไม่ได้กินไข่ต้มนานจนจำรสขาติของมันไม่ได้แล้ว”
เด็กตัวน้อยพูดความคิดของตัวเองออกมาอย่างไร้เดียงสา แล้วหยิบไข่ที่เหลืออีกนิดหน่อยขึ้นมา
กัดกินคําเล็กๆอย่างเสียดาย
“อร่อยจังเลย!”
เมื่อเห็นดังนั้นป๋ายเฟิ่งจิ๋วและป๋ายเฉียนจึงมอบไข่ไก่อีกเสี้ยวที่เหลือของตนเองให้น้องชาย
“อะ….อืม ไข่ต้มอร่อยนะ! แต่มันแห้งไปหน่อย มันติดคอน่ะ พี่กินไม่หมดหรอก ลู่เอ๋อร์ช่วยพี่กินหน่อยนะ”
ป๋ายเฟิ่งจิ่วพูดขึ้นพร้อมกับขยิบตาให้ป๋ายเฉีียนอย่างรู้กัน
“อือ ได้สิ”
เด็กตัวน้อยรับคําอย่างเชื่อฟัง ก่อนรับไข่ต้มทั้งสองเสี้ยวขึ้นมากิน
“อือ ยิ่งกินก็ยิ่งอร่อยจังเลย”
“คอยๆกินนะอาลู่ นี่น้ำจิบสักหน่อยสิไข่จะได้ไม่ติดคอ”
“ขอบคุณขอรับท่านยาย”
เห็นท่าทีพึงพอใจของเด็กชายตัวน้อยแล้ว ทุกคนก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ รอยยิ้มนั้นทําให้บ้านหลังเล็กๆทรุดโทรม
หลังนี้พลันสว่างไสวขึ้นทันตา