ณ หุบเขาไผ่หอม มีสำนักกระบี่ไร้ชื่อแห่งหนึ่งตั้งอยู่ แต่เพราะสถานที่ตั้งทำให้คนภายนอกขนานนามสถานที่แห่งนี้ว่าสำนักบ้านกระบี่ไผ่หอมคนที่อาศัยอยู่ในหุบเขาแห่งนี้กว่าครึ่งนั้นเคยเป็ผู้มีวรยุทธ์ ที่รักสงบและชาวบ้านธรรมดาที่หนีร้อนเข้ามาพึ่งพาท่านผู้เฒ่าไร้นามแห่งป่าไผ่สีเงินจนก่อร่างสร้างเป็หมู่บ้านกระทั่งหลงเหลือผู้คนอาศัยราวสิบกว่าหลังคาเรือน เหตุเพราะเกิดการนองเืขึ้นเมื่อหกปีก่อน
หลังจากเ้าบ้านกระบี่ไผ่หอมรุ่นสองท่องทั่วหล้าออกนอกด่านสาบสูญไม่ส่งข่าวนานสามปีแล้ว
“คิดแล้วว่าต้องออกมาในรูปนี้” เต้าจื่อส่ายหน้าช้าๆกับข้อความในจดหมายที่ผูกติดมากับขานกพิราบสื่อสาร
“ศิษย์พี่ใหญ่ไม่มีทางออกจากป่าไผ่สีเงินแล้วทิ้งอาจารย์อาไว้คนเดียวแน่”เหรินซูออกความเห็นบ้าง
“ถ้าอย่างนั้นก็เหลือแค่ข้า เ้าซุ่นไฉและก็เถียนเยวี่ย” เต้าจื่อชี้ไปยังชายหนุ่มที่นอนเอกเขนกอยู่บนคาคบไม้เหนือวงสนทนา
“ตัดข้าออกไปสักคนเถอะพี่รอง” ชายหนุ่มชุดเขียวใบไผ่้าคาคบไม้บอกน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายที่ศิษย์พี่ของเขาเห็นการเลือกเ้าบ้านคนใหม่เป็เื่สลักสำคัญหลังไร้ข่าวจากอาจารย์ของพวกเขาทั้งห้าล่วงเข้าปีที่สี่
“จะได้อย่างไร กฎบ้านมีต้องทำตามอาจารย์จากไปสามปีแล้วนะ เื่นี้ไม่เอาาุโมาวัด ตัดสินด้วยฝีมือหรือเ้าไม่อยากรู้ว่าในพวกเราสี่คนที่เหลือ ใครเหมาะสมที่สุด”
“ใครไม่มีเื่ต้องออกจากเขาก็คนนั้นแหละ”
“เ้าสี่!” เต้าจื่อขึ้นเสียงกับเหตุผลง่ายๆของเถียนเยวี่ย เต้าจื่อคือชายหนุ่มหน้าจืด ท่าทางเรียบร้อยคงแก่เรียนทำให้ศิษย์น้องทั้งสามต่างลงความเห็นกันว่าเป็ตาแก่ขี้บ่น
“เถอะน่าพี่รอง เราสามคนแอบลงความเห็นกันแล้วท่านเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ที่สุด” ซุ่นไฉเปิดเผยข้อตกลงของเขาและพี่น้องสองคนที่เหลือ“หนึ่งคือท่านมีครอบครัวแล้ว สองคือท่านรักสงบชอบอยู่แต่ในหุบเขากี่ปีๆ พวกเราก็ไม่เคยเห็นท่านจะออกไปไหน ลงจากเขาก็ได้พี่สะใภ้กลับมาหลานสาวของพวกเราก็ยังเล็กภายในห้าปีนี้ท่านไม่มีทางทิ้งนางทั้งสองคนไปไหนแน่อยู่แล้วใช่หรือไม่”
สิ้นคำของซุ่นไฉ เถียนเยวี่ยก็พลิกกายะโลงมายืนบนพื้นแล้วกล่าวสรุปรวดเร็วว่า “ฉะนั้นท่านเหมาะสมจะรับ่ดูแลสำนักแทนท่านอาจารย์ที่สุดไว้ท่านคิดจะจากไป นั่นเราค่อยมาคิดกันใหม่อีกที”
“ไม่ได้...ไม่ได้ตำแหน่งเ้าบ้านมีไว้สำหรับผู้ชนะการประลองเพลงกระบี่เท่านั้นจำไม่ได้แล้วหรือว่าอาจารย์ของพวกเราได้ตำแหน่งนี้มาอย่างไร”
เถียนเยวี่ย เหรินซูและซุ่นไฉสบตากันไปมาก่อนพ่นลมหายใจแล้วร้อง...เฮ้อ! ออกมาพร้อมกัน
“ในเมื่อศิษย์พี่ใหญ่ยังไม่สนใจจะประลองแล้วทำไมพวกเราสามคนจะทำแบบเขาไม่ได้บ้างเล่า!” เหรินซูที่ร่างสูงใหญ่บึกบึนราวหมีป่ากล่าว ชายหนุ่มเดินทางมาถึงหมู่บ้านเป็คนสุดท้ายตามกำหนดการของพี่น้องซึ่งตกลงว่าจะกลับมารวมตัวกันในฤดูชุนเฟิน[1]ของทุกปีเพราะนอกจากเต้าจื่อก็มีเพียงเถียนเยวี่ยเท่านั้นที่เข้าออกวนเวียนอยู่ใกล้หุบเขาไผ่หอมมิได้ห่างหายไปในที่ไกลๆ
“เห็นจะมีแต่ศิษย์หลานท่านผู้เฒ่าป่าไผ่สีเงินกระมังที่แย่งกันไม่รับตำแหน่งเ้าบ้าน!”เต้าจื่อร้องออกมา
หนึ่งเสียงหรือจะสู้สามเสียงท้ายที่สุดแล้วชายหนุ่มที่พี่น้องทั้งห้าต่างรู้ดีว่าเพลงกระบี่เป็รองแค่เถียนเยวี่ยก็ยอมรับตำแหน่งเ้าสำนักบ้านกระบี่ไผ่หอมคนใหม่
สามวันต่อจากนั้นจึงมีงานเลี้ยงเล็กๆในหมู่บ้านเพื่อบอกกล่าวถึงตำแหน่งและหน้าที่ของเ้าบ้านรุ่นที่สามเมื่อเต้าจื่อรับตำแหน่งนี้แล้ว จะมีการรับศิษย์ใหม่เข้ามาอีกหรือไม่รับเป็จำนวนเท่าใด ก็แล้วแต่ความเห็นชอบของเต้าจื่อนั่นเอง...
ลมูเาพายพัด หอบเอาไอเย็นปลายเหมันต์ผ่านมา
หลังจากอิ่มท้องกับอาหารเที่ยงฝีมือนางซุ่น เถียนเยวี่ยก็เอนตัวนอนลงบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ร่มหลิวที่ผลิใบอ่อนใกล้สวนผักซึ่งผักจำนวนกว่าครึ่งนั้นถูกแปรสภาพเป็อาหารของเขาและพี่น้องตลอดระยะเวลาร่วมครึ่งเดือนที่รั้งตัวอยู่บ้านกระบี่ไผ่หอม
“บางครั้งข้านึกอยากให้อาไฉกับเ้าอยู่ที่นี่แบบท่านเ้าบ้านเต้า”จากที่เคยเรียกสนิทปากว่า 'จื่อเอ๋อร์'มาแต่เล็กแต่น้อย นางซุ่นเปลี่ยนมาเรียกเต้าจื่อตามฐานะเ้าบ้านรุ่นที่สาม
“เสี่ยวเถียนอกตัญญูแล้วที่ทอดทิ้งท่านให้เหงา” ฝ่ามือใหญ่ทว่านุ่มนวลราวคนมิได้เคยจับกระบี่ฝึกปรือยื่นมากุมบนหลังมือเหี่ยวย่นของหญิงสูงวัยซึ่งคราครั้งเมื่อยังเยาว์เขาได้อาศัยดื่มกินน้ำนมจากอกนางซึ่งสูญเสียลูกน้อยคนแรกเพราะไข้ป่าระหว่างเดินทางมาอาศัยที่หุบเขาไผ่หอม
นางซุ่นส่ายหน้าเชื่องช้า รอยยิ้มอ่อนโยนฉายชัดบนใบหน้านางเข้าใจถึงวิถีชีวิตของบุรุษดี เพราะนางก็เป็สตรีที่เกิดในสำนักคุ้มภัยญาติพี่น้องผู้ชายล้วนเติบโตและตกตายด้วยเื่ของหน้าที่การงานชาติบุรุษน้อยนักจะเติบโตสงบเสงี่ยมอยู่แต่ในบ้าน
นางซุ่นใช้ฝ่ามืออีกข้างตบเบาๆ บนหลังมือของชายหนุ่ม “ความเหงาอยู่กับข้าไม่นานหรอก ไม่มีพวกเ้า ก็ยังมีเสี่ยวเหมยเสี่ยวเชียนและแม่ของพวกนางเป็เพื่อนข้า”
“กลับมาคราวหน้า ไม่แน่น้องห้าอาจจะพาสะใภ้มาให้ท่าน”
“เชื่อหรือไม่ใจจริงแล้วหญิงชราอย่างข้ารอสะใภ้จากเ้าเสียมากกว่า” แม้นความจริงแล้วซุ่นไฉคือลูกคนที่สองของนางกับสามีแต่ด้วยความรู้สึกผูกพันนางซุ่นคิดเสมอว่าชายหนุ่มรูปงามที่เอกเขนกนอนอยู่ข้างกายคือบุตรชายอีกคน
“เอาอย่างเ้าบ้านเต้าเสียก็ดีออกจากเขาคราวนี้ก็หานางในดวงใจกลับมาให้ข้าดูตัวสักคน”
“เห็นทีเื่นี้ท่านต้องกำชับซุ่นไฉเป็มั่นเหมาะ”
“ข้ากำชับทั้งสองคน”
ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มกว้างเปิดเผยดั่งตะวันเปล่งแสงเจิดจ้ากลางนภาตะกอนของถ้อยคำที่ว่า 'เสี่ยวจูจะเป็เ้าสาวของท่าน' เห่อฟุ้งขึ้นมาในห้วงความคิดให้หวนระลึกถึงใครบางคนขึ้นมาอีกครั้ง
เพราะเป็ผู้ฝึกยุทธ์ การรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวรอบกายจึงไวกว่านางซุ่น
“ได้ยินชัดแล้วใช่ไหมเสี่ยวไฉ” เถียนเยวี่ยถามแกมสั่งก่อนที่เงาร่างของชายชุดเทาจะปรากฏขึ้นข้างกายเขา “ข้ายกตำแหน่งลูกกตัญญูให้กับเ้ารีบหาสะใภ้ให้มารดาเ้าสักคนเถอะ”
ซุ่นไฉไม่ตอบความ เพียงแต่หัวเราะน้อยๆ ในลำคอ
สองวันให้หลังบุรุษทั้งสามของสำนักบ้านกระบี่ไผ่หอมก็ออกจากหุบเขาอีกครั้ง
เมื่อเหรินซูและซุ่นไฉได้เดินทางจากไปแล้ว หน้าศิลาซึ่งสลักอักษรหย่งและเซี่ยว[2]บริเวณเชิงเขาหลงเหลือเพียงเ้าของร่างสูงโปร่งภายใต้อาภรณ์ชุดเขียวใบไผ่ตัวโคร่งยืนอยู่ระหว่างนั้นมีหมูป่าตัวหนึ่งวิ่งผ่านหน้าเข้าไปในพงหญ้าข้างทางเถียนเยวี่ยที่บ่อยครั้งปล่อยชีวิตล่องลอยไปตามเส้นทางที่เบื้องบนชี้นำจนได้ประสบกับเหตุการณ์ทั้งดีและร้ายแย้มระบายรอยยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง
“เสี่ยวจู” ชื่อของคนผู้หนึ่งลอดออกมาจากรอยยิ้มนั่นภาพของเด็กหญิงตัวกลมอ้วนปุ๊กผิวขาวราวมุกเนื้อดีสมชื่อผุดพรายในห้วงมโนของความคิด
สองปีแล้วสินะที่เขาไม่ได้แวะไปเยี่ยมเยียนท่านหมอที่ฉุดลมหายใจของเขาออกจากเงื้อมมือเทพเ้าแห่งความตาย
จู่ๆ ก็ชักอยากจะรู้ขึ้นมา เด็กหญิงไข่มุกทอ้วนราวหมูตัวน้อย[3] ที่เคยร้องไห้โยเยจะขอติดตามเขาให้ได้ตอนนี้เป็อย่างไรแล้ว...
[1] ่กลางฤดูใบไม้ผลิ ประมาณวันที่ ๒๐ – ๒๒ของเดือนมีนาคม
[2]勇 หย่ง แปลว่าความกล้า 孝 เซี่ยว แปลว่า กตัญญู
[3]珠จู แปลว่า ไข่มุกพ้องเสียงกับคำว่า 猪 จู แปลว่า หมู