เวลาครึ่งชั่วยาม คนเช่นอานหยางที่มิได้มีวรยุทธ์แต่เหตุใดถึงสามารถสังหารหมิงลิ่วได้?
วรยุทธ์ของหมิงลิ่วนับว่าดีที่สุดในบรรดาองครักษ์ลับตระกูลหมิงเขาถูกส่งมาเป็นองครักษ์เพื่อดูแลความปลอดภัยของเยี่ยนเจาเจาโดยเฉพาะ ในช่วงเวลาสั้นๆกลับสามารถสังหารหมิงลิ่วได้ แน่นอนว่าคนผู้นั้นจะต้องมีวรยุทธ์สูงกว่าหมิงลิ่ว
คนผู้นี้ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดมาเป็นเวลานานเป็นผู้ที่เข้าใจความเคยชินและกิจวัตรของเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหออย่างชัดเจนถึงได้ใช้ช่วงเวลาในวันนี้ที่หนานหมิงเหออยู่กับท่านอาจารย์ใช้ช่องโหว่ลงมือตอนที่หนานหมิงเหอมิอาจพบหน้ากับองครักษ์ลับได้ดังนั้นเยี่ยนเจาเจาถึงได้ถูกจับตัวไป
เขาต้องการจับตัวเยี่ยนเจาเจา ซึ่งไม่น่าจะเป็นความคิดอันโง่เง่าของอานหยางแรกเริ่มที่อานหยางมาเรียนที่สถานศึกษาตระกูลหยวน ก็ไม่ได้มาเพื่อแย่งชิงสลักกุญแจเชียนจี
เขาตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องคว้าตัวเยี่ยนเจาเจามาให้ได้ดังนั้นในช่วงหลังเขาจึงไม่มีการลงมือใด... ตอนนั้นที่เขาลงมือ ก็เป็นเพียงการทดสอบประสิทธิภาพของหนานหมิงเหอและเยี่ยนเจาเจาเท่านั้น
เขาไม่ได้มองสลักกุญแจเชียนจีอยู่ในสายตาที่กล้าชิงตัวเยี่ยนเจาเจา เกรงว่าคงรู้สถานะตัวตนที่แท้จริงของเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอมาตั้งแต่ต้นแล้ว
ไม่แปลกใจเลยที่ปีก่อนฮ่องเต้หญิงบอกว่าเมืองซูโจวไม่ปลอดภัยอีกแล้วตอนนั้นเขายังไม่รู้ว่าหลี่ฮ้วนมาพร้อมจุดประสงค์เรื่องสลักกุญแจเชียนจีจึงไม่ได้พุ่งเป้าไปที่มันยามนี้จึงทำให้เยี่ยนเจาเจาหายตัวไป!
ยามนี้หลี่ฮ้วนกล้าลงมือแน่นอนว่าเขาต้องเตรียมพร้อมมาอย่างเต็มที่แล้ว การที่รถม้ามุ่งไปทางเมืองหยางโจวนั้นมีความเป็นไปได้สูงแต่แม้คนของหนานหมิงเหอจะตามไปทัน ในรถม้าคันนั้นก็คงไม่มีเยี่ยนเจาเจาอยู่ มีเพียงอานหยางคนเดียว!
แน่นอนว่าเยี่ยนเจาเจาจะต้องโดนหลี่ฮ้วนจับตัวไปแล้ว
ดวงตาของหนานหมิงเหอลึกจนไร้ก้นบึ้งเขาโทษตัวเองที่ไม่รับการติดต่อโดยทันท่วงที ไม่อย่างนั้นคงไม่ปล่อยให้เยี่ยนเจาเจาถูกลักพาตัวไปอย่างง่ายดายเช่นนี้แน่
ยิ่งไปกว่านั้น หากตอนแรกเขาไม่เป็นคนเย่อหยิ่งอวดดีคิดว่าตนเองเก่งกาจจนคาดการณ์เป้าหมายของหลี่ฮ้วนผิดไป สถานการณ์ตอนนี้ก็คงไม่เป็นเช่นนี้
หนานหมิงเหอกระโดดลอยขึ้นไปบนหลังคาด้วยความรวดเร็วไม่ว่าเหล่าบรรดาบัณฑิตจะมองด้วยความประหลาดใจมากเพียงใดก็ตาม
ในเมื่อเมืองซูโจวไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไปหยวนชิงจ้าวและหยวนชิงชิว สถานะตัวตนทั้งสองนี้เกรงว่ามิอาจรักษาเอาไว้ได้อีกแล้วรักษาไว้ไม่ได้ก็ช่างมันปะไร
หนานหมิงเหอไม่ได้สนใจว่าผู้คนเหล่านั้นจะมองตนด้วยสายตาเช่นไรเขาเคลื่อนไหวรวดเร็วดั่งสายลมที่พัดผ่านชายคาไปด้วยความรุนแรง เพียงพริบตาเดียวก็ปรากฏตัวอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามไกลสุดตาในทันที
ท้องฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อยๆ ราวกับเป็นบรรยากาศของความกังวลที่แผ่ปกคลุมอยู่รอบตัวทุกคน
หนานหมิงเหอทะยานไปตามทางอย่างรวดเร็วมันเร็วจนน่าหวาดกลัว ในตอนที่เคลื่อนไหวผ่านกลุ่มคน ผู้คนเหล่านั้นต่างพากันหลีกหนีไปในทันที
เพียงแต่ความจริงเรื่องราวมันไม่ได้บังเอิญเช่นนี้ผู้ที่ไม่ถูกชะตากับหนานหมิงเหออย่างเฉินอี้เฟยที่มีตาแต่หามีแววไม่ ด้วยวรยุทธ์ที่ต่ำต้อยของตนไม่รู้ว่าไปเอาความกล้ามาจากไหนถึงได้เข้าไปขวางทางหนานหมิงเหอเอาไว้
มีคนรอดูอยู่แล้ว ครั้งที่แล้วหนานหมิงเหอปล่อยเฉินอี้เฟยไปแล้วรอบหนึ่งครั้งนี้เขาไม่มีทางปล่อยไปเป็นครั้งที่สองเป็นแน่
หนานหมิงเหอมีดวงตาที่งดงาม แต่มันกลับดูเย็นชาและไร้ความรู้สึกม่านตาของเขาทั้งลึกและมืดมน ในส่วนของตาขาวก็ขาวจนซีดเผือด เฉินอี้เฟยรู้สึกเพียงดวงตานี้มองมาที่ตนไม่ได้เห็นอย่างชัดเจนว่าหนานหมิงเหอลงมือเช่นไร มีเพียงลมที่จู่ๆ ก็พัดเข้ามาปะทะเข้าที่ใบหน้าของเขา
เฉินอี้เฟยยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องออกมาพลังฝ่ามือของหนานหมิงเหอแรงจนซัดร่างของเขาให้ลอยออกไป เหมือนกับกระสอบทรายที่กระแทกเข้ากับกำแพงอย่างจัง
การลงมือครั้งนี้รุนแรงมากกว่าตอนที่ลงมือกับลูกน้องที่อยู่ใต้บังคับบัญชาเสียอีกเฉินอี้เฟยจึงมิอาจมาขวางทางได้อีก หลังจากที่โดนซัดออกไป ศีรษะของเขากระแทก แค่ครู่เดียวเลือดก็เจิ่งนองไปทั่ว
ตึง!
กระเบื้องสีเขียวถูกย้อมไปด้วยเลือดสีแดงสดแต่ชุดสีขาวของหนานหมิงเหอกลับไม่แปดเปื้อนสีแดงของเลือดเลยสักหยด มีเพียงสะบัดปลิวเท่านั้น
ปกติแล้วชุดสีขาวของเขาแสดงถึงความสุภาพเรียบง่ายแต่ยามนี้ที่ชุดสีขาวโบกโบยอยู่กลางอากาศ มันแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงถึงการสังหารที่รุนแรง
แม้เหล่าบัณฑิตจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดหนานหมิงเหอที่ปกติเงียบขรึมมิพูดมิจาจู่ๆ ถึงได้แสดงการกระทำเช่นนั้นออกมาแต่ด้วยความกลัวก็ยังทำให้ผู้คนถึงกับต้องถอยกลับไปถึงสองก้าว
ไม่มีใครกล้าก้าวเข้ามาช่วยเหลือเฉินอี้เฟย
สภาพอากาศในเดือนสี่เดือนห้านั้นแปรปรวนเมื่อครู่แสงอาทิตย์ยังคงเจิดจ้า แต่จู่ๆ ท้องฟ้าก็มืดครึ้มลงครู่เดียวท้องฟ้าก็อึมครึม มวลเมฆดำค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามา
หลังจากนั้นท้องฟ้าก็ร้องคำรามทั้งใกล้ไกลมีเสียงดังลั่น จากนั้นแสงฟ้าแลบก็ปรากฏขึ้นราวกับจะแยกผืนฟ้าออกจากกันพายุฝนโหมกระหน่ำ ลมอุ่นๆ พัดผ่านเข้ามามันมิได้อบอุ่นเหมือนลมของเดือนสี่เดือนห้า แต่กลับทำให้ผู้คนรู้สึกขนหัวลุก
ฝนที่ตกลงมาค่อยๆรวมตัวกันเป็นแอ่งน้ำบนพื้นดิน บัณฑิตที่ผ่านมาล้วนพากันไปหลบฝนที่ใต้ชายคามีบางคนพูดถึงเรื่องราวของหนานหมิงเหอที่เพิ่งกระทำเมื่อสักครู่นี้
ในยามนี้นายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่เดินถือร่มเข้ามาช้าๆ
เขาไม่ได้มองสีหน้าของบัณฑิตเหล่านั้นแต่ค่อยๆ คลี่ม้วนผ้าไหมสีเหลืองสดออก “องครักษ์โอรสสวรรค์ปฏิบัติหน้าที่ หากผู้ใดกล้าขวางทาง สังหารได้โดยไร้ปรานี”
นายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่มีความใกล้ชิดกับราชวงศ์แห่งเมืองเซียงเฉิงเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เหล่าบัณฑิตต่างก็รู้ดี แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้...ในมือของนายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่มีราชโองการอยู่
นี่คือสิ่งที่ฮ่องเต้หญิงมอบเป็นรางวัลให้หนานหมิงเหอเดิมทีมันอยู่ในมือของนายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่ เมื่อรอจนหนานหมิงเหอสำเร็จการศึกษาก็จะมอบสิ่งนี้ให้เป็นรางวัล
เดิมทีนายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่ต้องการให้หนานหมิงเหออยู่ต่ออีกสักสองปีทว่าเมื่อเห็นเรื่องราวในวันนี้ ความปรารถนานั้นเกรงว่าคงมิอาจเป็นจริงแล้ว
นายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่ไม่ได้สนใจการถกเถียงพูดคุยกันระหว่างเหล่าบัณฑิตและยังไม่สนใจเกี่ยวกับการคาดเดาว่า เพราะเหตุใดหนานหมิงเหอจึงได้รับรางวัลจากองค์ฮ่องเต้หญิงเขายืดแผ่นหลังเหยียดตรงพร้อมกับกล่าวคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ตั้งแต่วันนี้ไปสถานศึกษาตระกูลหยวนจะปิดประตูหากมีผู้ใดลงเขาไปโดยมิได้รับอนุญาต ผู้ฝ่าฝืนจะถูกสังหารโดยไร้ความปรานี”
นี่มันต่างอะไรกับการห้ามออกจากเคหสถานยามค่ำคืนในช่วงสงครามกัน
เหล่าบัณฑิตต่างก็ไม่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มีความยิ่งใหญ่มากเพียงใดแม้จะได้ยินเรื่องราวความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเมืองเซียงเฉิง แต่ก็คิดไม่ถึงเลยว่าไฟแห่งสงครามจะไหม้ลามมาถึงเมืองซูโจวแห่งนี้แล้ว
แต่นายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่คาดเดาว่า การลักพาตัวเยี่ยนเจาเจาไปเป็นเหมือนสัญญาณอย่างหนึ่งเขาแก่แล้ว มิอาจอยู่แนวหน้าเพื่อสังหารศัตรูได้เช่นในอดีต แม้องค์ฮ่องเต้หญิงจะไม่กล่าวโทษเขาที่ปกป้องดูแลเมืองซูโจวได้ไม่ดีแต่เขาก็ยังต้องมีความรับผิดชอบต่อองค์ฮ่องเต้หญิง
ไม่ว่าจะเป็นตอนไหน ซูโจวก็ไม่ควรเป็นสถานที่ที่ทำให้องค์ฮ่องเต้หญิงต้องกังวลใจ
นายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่หันหลังเดินกลับไปร่างของเขาเป็นภาพเลือนรางท่ามกลางสายฝน เหล่าบัณฑิตมองหน้ากันอย่างทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดจู่ๆ ก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “พวกเจ้าได้ยินในเสียงฟ้าร้องหรือไม่ มันดังกึก...”
ทุกคนเงียบลงอย่างมิได้นัดหมายจากนั้นก็ค่อยๆ ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างที่ต่างออกไปจากเสียงของฟ้าร้อง
กึกกึกกึกกึก กึกกึกกึกกึก
เสียงกีบเท้าดังอย่างเป็นระเบียบของม้าผสมผสานกับเสียงของฝีเท้า
เหล่าบัณฑิตส่วนใหญ่มิได้คุ้นเคยเกี่ยวกับทหารแต่ก็มีกลุ่มของบัณฑิตที่ฟังออก
“ทหารเกราะทองคำของเมืองซูโจวไม่ว่าฟ้าดินจะเป็นอย่างไร ทหารเกราะทองคำของแคว้นต้าซีก็จะอยู่กับเมืองซูโจวเพื่อปกป้องราษฎรให้ปลอดภัย”
กัวซีฉือลุกขึ้นยืนกลางฝูงชนนางขึ้นไปบนยอดกำแพงอย่างรวดเร็ว เมื่อมองออกไปก็ได้เห็นมังกรสีทองลำตัวยาวกระจายอยู่ทั่วภูเขาแห่งนี้
กบฏเซียงเฉิงดำเนินมากว่าสามปีในที่สุดก็มาถึงส่วนสำคัญ แต่ผู้กุมชัยชนะที่อยู่หลังฉากจะเป็นผู้ใด ไม่มีผู้ใดล่วงรู้
เหล่าบัณฑิตยังคงรู้สึกประหลาดใจหลังจากหายประหลาดใจต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันออกไป แต่ละคนวิ่งกลับไปยังที่พักของตน กัวซีฉือกระโดดลงมาจากกำแพงสวนกับกระแสของผู้คนไล่ตามเงาของนายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่ไป
วิกฤตการณ์ทำให้เกิดวีรบุรุษในตอนนี้ถึงเวลาที่กัวซีฉือจะได้แสดงความสามารถของตนออกมาแล้ว
ภูเขามีความคดเคี้ยว ระหว่างหุบเขาแสดงให้เห็นทหารเกราะทองคำอย่างเลือนรางมันเหมือนกับการต่อสู้ของมังกรสองตัว ไม่รู้ว่าท้ายที่สุดผู้ใดจะได้รับชัยชนะ
เสียงฟ้าร้องยังคงดังอยู่เป็นระยะเสียงนั้นราวกับสามารถปกคลุมหัวใจของผู้คนเอาไว้ได้
ระหว่างทางหนานหมิงเหอได้ไตร่ตรองว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร
ฮ่องเต้หญิงน่าจะเตรียมความพร้อมสำหรับเมืองซูโจวเอาไว้แล้วแต่ก็คงคิดไม่ถึงว่าฝ่ายตรงข้ามจะเตรียมพร้อมเอาไว้อย่างดีเพียงนี้ รู้ว่าเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอเป็นใครอีกทั้งยังหาที่หลบซ่อนของทั้งสองคนได้อย่างแม่นยำอีกด้วย
แต่พวกเขาอยู่ที่ตระกูลหยวนแห่งนี้มาสามปีแล้วด้วยความสามารถของพวกเขา หากภายในระยะเวลาสามปียังมิอาจค้นพบเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอได้เช่นนั้นก็ไม่นับว่าเป็นชิงเหออ๋องและฝูอ๋องผู้เจ้าเล่ห์แล้ว
เรื่องนี้หากจะโทษก็โทษที่ตัวเองเคลื่อนไหวช้าจนเกินไปแต่จะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้แค่ครั้งเดียว และจะไม่มีครั้งที่สองเกิดขึ้นอีก
ผ่านความกังวลในช่วงแรกในตอนนี้หนานหมิงเหอมีท่าทีที่ดูสงบลง
แววตาของเขาแสดงถึงความสงบออกมาอีกครั้งทว่าในดวงตาก็ยังมีเปลวไฟลุกไหม้อยู่ เช่นเดียวกับฟองอากาศที่ลอยอยู่ในทะเล ความมืดมนที่แข็งแกร่งนั้นสามารถฆ่าคนได้...สามปีก่อนหนานหมิงเหอกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่หนานหมิงเหอในตอนนี้จะไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว
เกล็ดของมังกร หากสัมผัสย่อมได้รับความตาย
เขาไม่ได้ยิ่งใหญ่ ไม่ได้เกิดมาเพื่อราชวงศ์ต้าซีแต่ยามนี้เยี่ยนเจาเจาถูกลักพาตัวไป สัมผัสเกล็ดมังกรของเขา ด้านฮ่องเต้หญิงก็ต้องให้กำลังแก่เขามากยิ่งขึ้นแม้ว่ามันจะมิได้แข็งแกร่งมากพอ แต่มันก็พอจะสร้างปัญหาให้ฝ่ายตรงข้ามได้
หนานหมิงเหอกลับไปยังที่พักก็พบกับเงาของหวังชิงซานแต่หนานหมิงเหอในตอนนี้ไม่ได้มีเวลามากพอสำหรับสนใจหวังชิงซานแล้ว เขาผ่านหวังชิงซานไปอย่างเร่งรีบ
เดิมทีหวังชิงซานรอเขาอยู่เพราะมีเรื่องบางอย่างแต่เมื่อได้เห็นสีหน้าและอารมณ์ของสหายรักที่ต่างจากยามปกติโดยสิ้นเชิง อีกทั้งในแววตาคู่นั้นยังค่อยๆแสดงเจตนาของการสังหารออกมา ตอนที่อยากจะพูดออกไป ในใจพลันหยุดยั้งขึ้นมาทันที
ความจริงหวังชิงซานรู้ดีว่าตนและหนานหมิงเหอมิใช่คนประเภทเดียวกันการที่เขาใกล้ชิดหนานหมิงเหอ ก็เหมือนกับหิ่งห้อยที่มิอาจต้านทานแรงดึงดูดของแสงจันทร์ที่สดใสได้แต่ในยามนี้เพียงชั่วพริบตาได้ทำให้เขารู้ตัวแล้วว่าตนนั้นเล็กจ้อยมากเพียงใด
แสงของหิ่งห้อยมิอาจสู้กับแสงจันทร์ที่ส่องสว่างอยู่บนนภาได้
หวังชิงซานถอยกลับไปเงียบๆจากนั้นก็ได้ยินเสียงของหนานหมิงเหอ “หากมิอยากถูกก้าวล่วง เจ้าจงไปที่ใต้ทางเดินเสีย”
ก้าวล่วง?
การก้าวล่วงจากที่ใดกัน?
หวังชิงซานงุนงง แต่แล้วจู่ๆหูของเขาก็ได้ยินเสียงกึกกึกกึกดังก้องเข้ามา เขายังคงไม่เข้าใจจากนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของม้าที่ดังสม่ำเสมออยู่ด้านนอกเสียงกีบเท้าม้าดังชัดเจนขึ้นคนบนหลังม้ากว่าสิบคนขี่ม้าผ่านประตูเข้ามาเป็นแถวยาวเหยียดหลังจากนั้นก็หยุดลงที่ด้านหลังของหนานหมิงเหอ