ประกาศิตที่3 : ท่านหญิงน้อยปริศนา
“องค์จักรพรรดิเสด็จแล้ว!”
ปึง!
“หงเทียนยิ่งใหญ่มิปราชัยขอองค์จักรพรรดิทรงเจริญชั่วกาลนาน”
“หงเทียนยิ่งใหญ่มิปราชัยขอองค์จักรพรรดิทรงเจริญชั่วกาลนาน”
“หงเทียนยิ่งใหญ่มิปราชัยขอองค์จักรพรรดิทรงเจริญชั่วกาลนาน”ภายในท้องพระโรงมีขุนนางยืนแบ่งกันเป็สองฝั่งซ้ายและขวาเมื่อหงเทียนิอวี้เดินเข้าหลังจากการประกาศเทพทั้งหมดภายในท้องพระโรงคุกเข่าซ้ายลงพื้น ค้อมศีรษะใช้มือซ้ายแตะที่อกขวาทำความเคารพ พร้อมเอ่ยวลีถวายพระพรอย่างกึกก้องสามครั้ง
ทุกย่างก้าวของนางหนักอึ้งอย่างแปลกประหลาด เื้ัที่ดูธรรมดาของบุรุษผู้กล่าวอ้างว่าเป็บิดานั้นกลับยิ่งใหญ่สูงส่งจนนางมิอาจััได้ราวกับนางเป็มุสิกตัวเล็กที่หลบอาศัยอยู่ใต้ร่มเงาของเขา นางสูดหายใจเข้าอกอย่างแ่เบาเพื่อปัดเป่าไล่ความกังวลและเพิ่มขวัญกำลังใจให้กับตน เทพธิดาตัวน้อยยืดหลังตรงเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดีพลางเดินตามหงเทียนิอวี้ไปด้วยความสง่าสงาม
หงเทียนิอวี้เวลาเดินนั้นไร้เสียงเพื่อลบตัวตน หากแต่เทพธิดาตัวน้อยยังเยาว์วัยนักจึงมิอาจลบััได้จังหวะการเดินของนางจึงแจ่มชัดเข้าโสตประสาทของการระวังภัยของทวยเทพทุกตนที่อยู่ในท้องพระโรง
“ลุกขึ้นได้”หงทียนิอวี้เดินขึ้นบันไดแล้วนั่งอยู่ตรงกลางบัลลังก์ นางทำหน้านิ่งแต่ในใจกรีดร้องเพราะไม่รู้ว่าต้องพาตนเองไปไว้ที่ไหนเนื่องจากร่างของนางกำลังยืนอยู่ระดับเดียวกับบัลลังก์ทวยเทวาอย่างโดดเด่นสายตาทุกคู่ของเหล่าเทวาล้วนมองมาที่นาง หงเทียนิอวี้ยิ้มละไมเขาสบสายตาของเทพธิดาตัวน้อยแล้วลากสายตาไปที่ข้างบัลลังก์นางย่อกายถอนสายบัวอย่างชดช้อย แล้วค้อมศีรษะเดินถอยร่างไปที่ข้างบัลลังก์หลังจากนั้นจึงยืดหลังตรงใช้มือประสานที่หน้าท้องมองไปทางประตูท้องพระโรงที่ถูกปิดด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง หงเทียนิอวี้ยิ้มเมื่อเห็นท่าทางของบุตรสาวแล้วหันไปกล่าวกับขุนนางเบื้องล่างด้วยท่าทีเรียบง่าย
“เงียบทำไม รายงานเื่งานที่เราสั่งมาได้แล้ว”
“อ่ะ...”เป็ขุนนางผู้หนึ่งน่าจะวัยชราเขาอยู่เบื้องหน้าสุดของฝ่ายซ้ายเขาสะดุ้งแล้วก้าวออกมาเบื้องหน้าใช้มือซ้ายแตะอกแล้วโค้งลง
“ข้าแต่ฝ่าพระบาทกระหม่อมซิงฮั่นกวงได้ทำการจัดงานเตรียมที่รับรองเพื่อต้อนรับองค์จักรพรรดิอีกสี่อาณาจักรแล้วพะย่ะค่ะ”
“สถานที่เล่า”หงเทียนเอ่ยถาม
“สถานที่รับรององค์จักรพรรดิทั้งสี่กระหม่อมได้ใช้ตำหนักรับรองจตุรเมฆาพะย่ะค่ะ องค์จักรพรรดิเจี่ยนหลิงอยู่ตำหนักซ้ายสุดถัดมาเป็องค์จักรพรรดิหนิงฝูลู่หลาน และม่านหลง”
“ตำหนักรับรองจตุรเมฆาที่เ้าส่งเื่มาให้ข้าเมื่อวานน่ะหรือ”
“พะย่ะค่ะ”ซิงฮั่นกวงตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม หงเทียนิอวี้พยักหน้าแล้วสะบัดมือไล่ชายชราค้อมศีรษะลงอีกครั้งแล้วถอยหลังกลับ
“ข้าแต่ฝ่าพระบาทกระหม่อมถู่หยางไท่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเื่งานประลองและการป้องกันภัย”คราวนี้เป็คนทางด้านขวาเดินขึ้นหน้าแล้วทำความเคารพก่อนเช่นเดียวกันแต่ที่น่าแปลกที่เขาไม่ดูแก่เหมือนซิงฮั่นกวง ท่าทางดูยังหนุ่มนัก
“เป็เช่นไรบ้าง”
“กระหม่อมได้วางกำลังองครักษ์ตามจุดอันตรายต่างๆส่วนงานประลองยุทธ์กระหม่อมได้ใช้ลานพราวดาราเป็สถานที่จัดงานพะย่ะค่ะ”
“เรียบร้อยหรือไม่”
“ทูลฝ่าาเรียบร้อยดีพะย่ะค่ะกระหม่อมได้ร่ายมนต์ป้องกันระดับสูงที่สุดไว้แล้วพะย่ะค่ะ”หงเทียนิอวี้พยักหน้ารับถู่หยางไท่ทำความเคารพแล้วกลับเข้าที่ของตนหงเทียนิอวี้กวาดสายตาไปรอบๆแล้วขมวดคิ้ว
“เ้ากรมโยธาอยู่ที่ใด?”เทพฝ่ายซ้ายผู้หนึ่งสะดุ้งตัวสั่นระริกจนสังเกตเห็นอย่างได้ชัดเมื่อเหลือบมองฝั่งขวานางเห็นบางคนแอบยิ้มมุมปากคล้ายรอเื่สนุก
“เ้าที่สะดุ้งออกมานี่”หงเทียนิอวี้พูดด้วยน้ำเสียงติดดุขึ้นเทพตนนั้นตัวสั่นทำใจเดินออกมาอยู่ตรงกลางระหว่างฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาเขาทำความเคารพเ้าเหนือหัวแล้วกล่าว
“ข้าแต่ฝ่าพระบาทกระหม่อมฉางกงผิงพะย่ะค่ะ”แม้พยายามทำน้ำเสียงให้เรียบนิ่งแต่อย่างไรก็มีน้ำเสียงกระตุกที่แสดงถึงความตื่นกลัวมาอยู่ดี
“เ้ากรมโยธาอยู่ที่ใด?”จักรพรรดิเทพย้ำคำถามเดิมน้ำเสียงกดลงบรรยากาศในท้องพระโรงที่ตอนแรกติดสบายๆกลับหนักอึ้งเหมือนมีหมอกดำมากดทับ
“เอ่อ....”ซิงฮั่นกวงหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อเห็นเทพของฝ่ายตนทำท่าอึกอักเขาผู้อยู่ข้างกายองค์จักรพรรดิมานานจึงรู้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวกำลังจะทำให้ฝ่าาพิโรธแล้ว
เป็อย่างที่ซิงฮั่นกวงคิดหงเทียนิอวี้ขมวดหัวคิ้วมุ่น ใบหน้างดงามเหนือโลกาทะมึนไปเสียครึ่งนึงชายหนุ่มแผ่รังสีกดดันไปทั่วทั้งท้องพระโรงเฟิ่งเยี่ยที่อยู่ใกล้แอบกลืนน้ำลายลงคอมองผู้ที่ทำให้หงเทียนิอวี้เริ่มโกรธแล้วคิดในใจ
เ้าบ้าเอ้ยพูดมาซักทีสิ ข้าชักจะหายใจไม่ออกแล้ว!!!!
“เอ่อ...เ้ากรมโยธาได้ไปตรวจสอบการสร้างเขื่อนที่เมืองโอบวารีพะย่ะค่ะ”
“ตรวจสอบการสร้างเขื่อน”หงเทียนิอวี้คลายหัวคิ้วเหยียดยิ้มฉางกงผิงลอบถอนหายใจแ่เบา รอดตายแล้ว
ปัง!!!
เฮือก!!
จักรพรรดิผู้สูงส่งยกมือตบที่วางแขนใบหน้าอันงดงามของเขาขมวดขึ้ง
“ข้ายังไม่เคยอนุมัติให้มีการสร้างเขื่อน”องค์จักรพรรดิหนุ่มเค้นเสียงตวาดลั่น“แล้วเ้ากรมโยธาจะไปตรวจสอบการสร้างเขื่อนได้อย่างไร!!!!”ฉางกงผิงสะดุ้งเฮือกแต่ยังกลั้นใจตอบ
“กระหม่อมไม่ทราบพะย่ะค่ะเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วเขาเพียงบอกกระหม่อมว่าจะไปตรวจสอบการสร้างเขื่อนที่เมืองโอบวารีจนบัดนี้...ก็ยังไม่กลับมาพะย่ะค่ะ”เขาตอบด้วยน้ำเสียงสั่นใบหน้าของเขาซีดเผือดเนื่องจากบรรยากาศที่หนักอึ้งราวกับมีคนเอาก้อนหินหนักมาทับอก
“ไม่ทราบ?”องค์จักรพรรดิแค่นเสียงหัวเราะ“หรือเ้าไม่บอกข้ากันแน่?”
“ทูลฝ่าากระหม่อมภักดีต่อฝ่าาอย่างแท้จริงกระหม่อมหาได้โป้ปดแม้แต่น้อย”ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ช่างเถิดตอนนี้เขายังอยู่ในอาณาจักร กลับมาเมื่อไหร่เราจะพิพากษาความผิดของเขาตามสมควรเ้ากลับไปได้แล้ว”
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะฝ่าพระบาท”ฉางกงผิงทำความเคารพแล้วเดินกลับเข้าที่ใบหน้านุ่มนวลยังซีดขาวไม่หาย หงเทียนิอวี้ถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย เ้ากรมโยธานั้นเป็ปฏิปกษ์กับเขาโดยเท้เอาเถิดกลับมาเมื่อไหร่จะถอดทั้งยศปลดอำนาจเสียให้หมด
“ข้าแต่ฝ่าพระบาท”หงเทียนิอวี้เบนสายตาไปที่ร่างของเทพผู้หนึ่งที่เอ่ยขึ้นมา
“กระหม่อมซิงฮั่นกวงมีข้อสงสัยพะย่ะค่ะ”องค์จักรพรรดิเหยียดยิ้มเมื่อเห็นปลาตัวใหญ่ะโงับเหยื่อที่อุตส่าห์วางล่อไว้
“เื่อันใด”
“ขอประทานอภัยที่กระหม่อมเสียมารยาทเทพธิดาตัวน้อยผู้นั้นคือใครหรือพะย่ะค่ะ”เขาถามด้วยน้ำเสียงนอบน้อม หากแต่ดวงตาของชายชราจ้องที่หยกกุหลาบจันทราที่ห้อยไว้ข้างเอวของนางด้วยสายตาลึกล้ำมือที่วางข้างลำตัวสั่นระริก
“ถามทำไม?”
“ข้าแต่ฝ่าพระบาทกระหม่อมเฟิงหลัวขอเป็ตัวแทนของคนทั้งท้องพระโรง”จู่ๆก็มีชายหนุ่มผมสีน้ำตาลแดงโพล่งพูดพร้อมเดินก้าวออกมาเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาทำให้เฟิ่งเยี่ยเบิกตากว้าง
เหมือน....เขาเหมือนท่านแม่เฟิงจื่อหยาของนางไม่ผิดเลย
“กระหม่อมเชื่ออย่างสุดหัวใจว่าฝ่าาเป็ผู้มีเหตุผลท้องพระโรงอันศักดิ์สิทธิ์นี้ผู้จะเข้าได้ ต้องรับอนุญาตจากพระองค์ก่อนเท่านั้น”เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใสใบหน้าหล่อเหลาดูขี้เล่น ผิดจากซิงฮั่นกวงชายชราผู้ทำหน้าตาอมทุกข์
“แล้วเทพธิดาตัวน้อยที่เดินตามหลังพระองค์มานั้นเป็ใครหรือพะย่ะค่ะ”เขาถามพลางค้อมร่างทำความเคารพนาง เฟิ่งเยี่ยเบิกตากว้างรีบถอนสายบัวรับแทบไม่ทัน เฟิงหลัวยิ้มละไม หากแต่ดวงตากลับสั่นระริกไปหมดดวงตาเคลื่อนมองที่จุดเดียวกับซิงฮั่นกวง ข้างเอวซ้ายของนางผูกหยกไว้สองชิ้นอันหนึ่งเป็สีแดงอมม่วงอันหนึ่งเป็สีฟ้า
หยกนั่น...หยกที่ข้างเอวของเทพธิดาตัวน้อยผู้นั้นหยกธาราเหมันต์สีฟ้าที่มีกระแสน้ำภายในหยกนั่นวาววับเป็ประกาย
“นั่นสินะ”จักรพรรดิเอ่ยพลางหัวเราะเบาๆ “นางเป็ใครกัน?”
คำถามซึ่งไร้คำตอบ ใบหน้างดงามเหนือโลกาเปื้อนรอยยิ้มทำให้ใบหน้าดูน่ามองขึ้นหลายส่วน เทพทุกตนเงียบมิกล้าพูดหากแต่ยังเ้าเทพธิดาตัวน้อยที่ยืนอยู่ข้างบัลลังก์ด้วยความสงสัย
“นางมีผมสีทองสุกปลั่ง ดวงตาของนางเป็สีประกายรุ้งพวกเ้าว่านางเป็ใครกัน?”หงเทียนิอวี้หยิบจุดเด่นอันเป็ลักษณะเฉพาะขึ้นพูด ทั้งหมดล้วนเข้าใจพวกเขาสูดหายใจเข้าอกจนได้ยินเสียงตามๆกันเฟิ่งเยี่ยตีหน้านิ่งไม่กล้าทำอะไรนอกเหนือจากยืนเป็ตอไม้ข้างบัลลังก์
แอ๊ด
ประตูท้องพระโรงเปิดออก ปรากฏเป็ร่างของชายในชุดขันทีสีม่วงเข้มเขาเดินถือสิ่งหนึ่งมาด้วย ท่าทางดูหวงแหนมันนักจนกระทั่งชายในชุดม่วงเดินถึงขั้นบันไดล่างสุดเขายกอ่างสุคนธ์เมฆาขึ้นเหนือหัวก้มหน้าลง หงเทียน
ิอวี้ใช้พลังช้อนอ่างสุคนธ์เมฆาให้ลอยขึ้นอยู่เบื้องหน้า
“กริชล่ะเฉินกงกง”เขาเอ่ยถามผู้ที่อยู่เบื้องล่าง
“อยู่นี่พะย่ะค่ะฝ่าา”เฉินกงกงตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลก่อนแบมือออกปรากฏเป็กริชสีเงินยวง ด้ามจับทำจากหยกดำ หงเทียนิอวี้พยักหน้ารับกริชที่อยู่ในมือของเฉินกงกงมาปรากฏในมือของเขาแทน
“เฟิ่งเยี่ยมานี่สิ”เทพธิดาตัวน้อยสะดุ้งไปครู่หนึ่งแล้วเดินไปหาผู้เรียกอย่างรวดเร็วหากแต่ก็แฝงสง่างามไว้หงเทียนิอวี้ทอดสายตาอ่อนลงเมื่อเห็นท่าทีหวาดหวั่นของนาง พลางลากสายตามองเหล่าขุนนางในท้องพระโรงสายตาของเทพทุกตนมองมาที่หงส์ตัวน้อยของเขาอย่างตื่นตะลึง
ร่างน้อยบอบบางสวมชุดอาภรณ์งดงามสีฟ้าเข้มเส้นเกศาสีทองสุกปลั่งถูกเกล้าขึ้นแล้วปักปิ่นอย่างประณีตดวงตาสีเงินประกายรุ้งวาววามเรืองอำนาจทั้งที่ยังเยาว์วัยการเดินที่แฝงความสง่าสงามราวกับเทพธิดาผู้พ้นโลกีย์ใบหน้างดงามละม้ายฝ่าาเรียบนิ่งไร้ความรู้สึก ซิงฮั่นกวงและเฟิงหลัวมองตามร่างนั้นไม่ลดละ
“ตัวข้ามั่นใจแล้วว่านางเป็ธิดาของข้าแต่ที่ข้าพานางมาที่นี่ก็เพราะเพื่อไม่ให้มีข้อกังขาในมอบตำแหน่งให้นาง”หงเทียนิอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง“จงเงยหน้าขึ้นแล้วมองการทดสอบโลหิตนี้ให้ดี”ทวยเทพทั้งหมดเงยหน้าขึ้นมองอ่างสุคนธ์เมฆาด้วยแววตาตื่นเต้น
อ่างสุคนธ์เมฆานั้นทำจากหยกวิสุทธิ์โดยผู้สร้างคือหงเทียนหยางเยี่ยพระองค์กล่าวไว้ว่าวันใดที่มีการสงสัยว่าเด็กที่เกิดนั้นมีเชื้อสายของราชวงศ์หงเทียนหรือไม่ให้ใช้อ่างสุคนธ์เมฆาเป็ที่ทดสอบเนื่องจากอ่างสุคนธ์เมฆาเชื่อมต่อกับน้ำตกโลกาพิสุทธิ์ โดยน้ำในน้ำตกโลกาพิสุทธิ์คือโลหิตของราชวงศ์หงเทียนทุกพระองค์ เมื่อมีการถือกำเนิดใหม่เมื่อใดจะต้องทำพิธีทดสอบโลหิตที่แห่งนี้แต่อ่างสุคนธ์เมฆาใช้ในกรณีสงสัยในเชื้อสายโดยตรงหรือไม่หากโลหิตของทารกกับบุรุษหงเทียนผสมผสานเป็เนื้อเดียวจากนั้นตกสู่อ่างสุคนธ์เมฆาบังเกิดแสงสว่างขึ้นมาชั่วขณะหนึ่งพวกเขาทั้งสองย่อมเป็บุตรบิดากัน แต่ถ้าหากไม่ใช่พ่อลูกกันแต่เชื้อสายเดียวกันหยาดโลหิตจะหลอมรวมเป็หนึ่งเท่านั้น
เฟิ่งเยี่ยเดินไปหยุดอยู่ข้างหงเทียนิอวี้ นางเงยหน้ามองเขาราวกับสงสัยว่าต้องทำอันใดจักรพรรดิเทพใช้กริชเฉือนนิ้วของตนพลางยื่นไปที่อ่านสุคนธ์เมฆาโลหิตสีทองซึมออกจากนิ้วเรียวงามราวกับดอกบัวเฟิ่งเยี่ยเบิกตากว้างเผลอถอยหลังไปโลหิตขององค์จักรพรรดิลอยอยู่เหนืออ่างสุคนธ์เมฆาหงเทียนิอวี้หันร่างมาหาลูกสาวแล้วยื่นมือเพื่อขอมือน้อยๆของนาง
“มาเถิด...”องค์จักรพรรดิกล่าวเร่งใบหน้างดงามเหนือโลกายกยิ้มอย่างอ่อนโยน เทพธิดาน้อยกัดปากแน่นก่อนยื่นมือน้อยๆไปวางที่ฝ่ามือเรียว
เอาเถอะ!เจ็บมากกว่าก็ทนมาได้ แค่โดนกริชจิ้มนิดคงไม่เป็ไรหรอก
ชายหนุ่มยกมือนางขึ้นสูงแล้วใช้กริชที่อยู่ในมืออีกข้างกดลบนนิ้วบอบบางของนางอย่างรวดเร็วโลหิตที่ซึมออกมาเป็สีทองเช่นเดียวกับหงเทียนหมิอวี้หากแต่ส่งกลิ่นหอมแปลกประหลาดฟุ้งกำจายทั่วท้องพระโรง
เฟิ่งเยี่ยทำหน้าเคร่งเครียดพูดไม่ถูกอ่า...งานนี้ท่านแม่เล่นนางเละแน่ ต่างจากถู่หยางไท่หรี่ตาลงเมื่อได้กลิ่นหอมที่คุ้นเคย
กลิ่นหอมเช่นนี้เหมือนกับ...
หงเทียนิอวี้ใช้เวทให้โลหิตขอเทพธิดาตัวน้อยลอยขึ้นไปอยู่จุดเดียวกับของเขาเอง พลางใช้เวทรักษาาแของนางอย่างรวดเร็วเฟิ่งเยี่ยผ่อนหายใจของนางออกมาอย่างแ่เบา
“ดูนั่นสิ...”เสียงของเทพตนหนึ่งพึมพำออกมาอย่างแ่เบาเฟิ่งเยี่ยเงยหน้ามองอ่างสุคนธ์เมฆาแล้วขมวดคิ้ว เืของนางกับหงเทียนิอวี้เปล่งประกายระยิบระยับก่อนจะเคลื่อนเข้าหากันอย่างนุ่มนวล
“ฝ่าากับเทพธิดาน้อยมีสายโลหิตเดียวกัน...”มินานนักโลหิตที่ลอยอยู่เหนืออ่างนั่นก็ตกสู่อ่างสุคนธ์เมฆาในอ่างนั่นทอแสงสีทองนุ่มนวลก่อนจะสว่างจ้าจนนางต้องหยีตา หากแต่ลืมตามามันกลับไม่มีอะไรเลย
อะไรเนี่ย?
“พวกเ้าคิดเห็นว่าเช่นไร?”พลันแสงทั้งหมดค่อยคลายความสว่างลง หงเทียนิอวี้จากที่อยู่กลับไปนั่งบนบัลลังก์ด้วยท่าทางงดงามทิ้งให้นางยืนอยู่หน้าบัลลังก์เพียงผู้เดียว
ปึง!!!!
“หงเทียนยิ่งใหญ่มิปราชัยขอองค์หญิงทรงเจริญพระชันษาด้วยความงดงาม”เสียงถวายพระพรต่อหน้าดังกึกก้องทวยเทวาทั้งหมดงค้อมศีรษะทำความเคารพ เทพธิดาตัวน้อยเบิกตากว้างทำอะไรไม่ถูกได้แต่หันใบหน้าไปขอความช่วยเหลือจากผู้เป็บิดา หงเทียนิอวี้จึงขยับปากบอกอย่างไรเสียงว่า“ย่อกายเสีย”
เช่นนั้นแล้วนางจึงยิ้มรับแล้วย่อกายถอนสายบัวรับคำขอบคุณนั้นด้วยท่าทีเปี่ยมมารยาท
“อันที่จริงแล้วนางยังไม่ได้เข้าพิธีทดสอบโลหิตที่น้ำตกโลกาพิสุทธิ์”เขาชะงักคำ“ให้เรียกนางว่าท่านหญิงเฟิ่งเยี่ยไปก่อน”เขากล่าวยิ้มๆ
“ข้าแต่ฝ่าพระบาทแล้วพิธีทดสอบโลหิตเล่าพะย่ะค่ะ”ผู้เอ่ยถามคือถู่หยางไท่เขามองหน้าของหงเทียนเฟิ่งเยี่ยด้วยแววตามีเลศนัยแต่เทพธิดาน้อยถือคติผู้ใดจ้องมาข้าจ้องกลับมานางหันหน้าไปสบสายตาแล้วยกยิ้มให้อย่างน่ารักถู่หยางไท่เบิกตาเล็กน้อยก่อนจะกระแอมเสียงเบาๆ
“หลังจากงานประชุมห้าอาณาจักรซักสามวันจึงจัดพิธีได้ส่วนตำหนักของนางก็สร้างที่เกาะบุปผาหลังอุทยานหลวง”เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งมองร่างใบหน้าขึ้นสีของถู่หยางไท่อัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวาแล้วหรี่ตาลง
“อ่า....ตอนนี้เ้ากรมโยธาไม่อยู่มอบหน้าที่ให้รองเ้ากรมโยธาเป็ผู้ทำ แต่วาดแบบแปลนของตำหนักมาให้เราดูก่อน”
“พะย่ะค่ะ”
“ข้าแต่ฝ่าพระบาทกระหม่อมซิงฮั่นกวง ในเมื่อมีท่านหญิงเพิ่มมาเช่นนี้ทรงให้กระหม่อมเพิ่มที่ประทับของท่านหญิงด้วยหรือไม่พะย่ะค่ะ”
““ตอนนี้กลุ่มแรกที่รู้คือพวกเ้าทั้งเทียนฮองเฮา และสี่เทียนเฟยยังไม่รู้ว่ามีนางขืนให้นางเข้าร่วมการเลี้ยงฉลองด้วยคงต้องมีคำถามทั้งจากพวกนาง สี่จักรพรรดิรวมถึงเหล่าองค์ชายอีก เอาเป็ว่าไม่ต้องเพิ่มหรอกมีเช่นไรให้เป็เช่นเดิม”ท่านอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายซิงฮั่นกวงค้อมศีรษะรับ
“อาจจะใไปเสียหน่อยที่มีนาง เทพธิดาในราชวงศ์บุรุษล้วนเช่นนี้”เขากล่าวพลางทอดสายตามองแผ่นหลังเล็กๆของลูกสาวอย่างอ่อนโยน
“หากประกาศให้ราษฎรรู้จะต้องเป็เื่ที่น่ายินดีเป็อย่างมากพะย่ะค่ะฝ่าา”เฟิงหลัวกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใสเช่นเดิมใบหน้าหล่อเหลาติดขี้เล่นมองร่างน้อยในอาภรณ์สีฟ้าเข้มอย่างอ่อนโยน
“ข้าคิดว่าพวกเ้าทั้งสองคงมีเื่อยากสอบถามนางจะถามนางก็ได้เราอนุญาต”สองคนที่หมายถึงคือซิงฮั่น กวงและเฟิงหลัว เทพทั้งสองโค้งตัวกล่าวขอบพระทัยแล้วเงยหน้ามองใบหน้างดงามของเทพธิดาวัยเยาว์
“กระหม่อมเฟิงหลัวมีคำถามต่อท่านหญิง”
“กระหม่อมซิงฮั่นกวงมีคำถามต่อท่านหญิง”เฟิ่งเยี่ยขมวดคิ้วกระพริบตาใส่พวกเขาปริบๆถามพร้อมกัน แล้วข้าจะทำอย่างไร
“ถามมาเลยก็ได้ข้าจะได้ตอบพวกท่านทีเดียว”
“หยกที่ห้อยอยู่ข้างกายท่านหญิงนั้นเป็ของผู้ใดหรือขอรับ”
“หยกที่ห้อยอยู่ข้างกายท่านหญิงนั้นเป็ของผู้ใดหรือกระหม่อม”พวกเขาถามคำถามเดียวกันอีกแล้วเฟิงหลัวและซิงฮั่นกวงลอบมองหน้ากันแล้วขมวดคิ้วเฟิ่งเยี่ยก้มมองหยกที่ข้างตัวแล้วเงยหน้าตอบใช้มือน้อยช้อนหยกทั้งสองข้างเอวขึ้นมา
“หยกกุหลาบจันทราเป็ของท่านแม่เหมยฮวา”
“ท่านแม่เหมยฮวา?”ซิงฮั่นกวงเอ่ยพลางขมวดคิ้ว
“ท่านแม่ซิงเหมยฮวา”
เฮือกกกก
ซิงฮั่นกวงเบิกตากว้างมือสั่นระริก รวมถึงเทพทั้งหมดในท้องพระโรง มารดาของท่านหญิงคือซิงเหมยฮวาอดีตเทียนฮองเฮา
“ส่วนหยกธาราเหมันต์เป็ของท่านแม่เฟิงจื่อหยา”หลังจากซิงฮั่นกวงก็เป็เฟิงหลัวที่เบิกตากว้าง ั์ตาสีฟ้าทะเลของเขาสั่นระริกหากแต่ทุกคนขมวดคิ้ว
“ท่านแม่ซิงเหมยฮวาท่านแม่เฟิงจื่อหยา เหตุใด...”เป็ถู่หยางไท่ที่กล่าวถามใบหน้าหล่อเหลาของเขาขมวดคิ้ว
“พวกนางเป็มารดาบุญธรรมของข้ามารดาที่ให้กำเนิดข้ามาคือเทพบุปผาหลี่ฉางอัน”นางตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งราวกับเป็เื่สามัญหากแต่ในใจของเทพทั้งหมดล้วนปั่นป่วน
มารดาเลี้ยงคืออดีตเทียนฮองเฮาซิงเหมยฮวา และ อดีตเทียนเสียนเฟย เฟิงจื่อหยา อีกทั้งผู้เป็บิดาของสตรีสูงศักดิ์ทั้งสองนั้นยังดำรงอยู่ในตำแหน่งเดิม
ซิงฮั่นกวงอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย ที่คอยคานอำนาจกับอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวา
เฟิงหลัว เ้ากรมคลัง แม้ดูเป็ตำแหน่งเพียงเ้ากรมหากแต่ควบคุมการจ่ายเบี้ยหวัดและเก็บเงินภาษีเงินหลวง
“มีอะไรข้าอีกหรือไม่เ้าคะ”ข้าเอ่ยถามไปอีกครั้งเมื่อเห็นพวกเขาทั้งสองเงียบกริบก่อนจะขมวดคิ้ว ซิงฮั่นกวง...ซิงเหมยฮวา เฟิงหลัว....เฟิงงจื่อหยา
ระ....หรือว่า!
“นาง....”
“พวกท่านทั้งสองเป็ตระกูลเดียวกับท่านแม่ของข้าใช่หรือไม่”นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นพลางเดินลงจากบัลลังก์เพื่อไปหาเทพทั้งสอง พวกเขามองนางด้วยความใถู่หยางไท่ขมวดคิ้วเอ่ยปากเตือน
“ท่านหญิงท่านมิควร...”
หมับ!
“ท่านรู้จักบิดาของท่านแม่ของข้าหรือไม่เ้าคะ”นางเมินเสียงเตือนแล้วเอื้อมมือจับมือของชายชราและชายหนุ่มที่ชื่อเฟิงหลัวพลางเงยหน้ามองด้วยสายตาออดอ้อนไม่รู้ตัว ซิงฮั่นกวงและเฟิงหลัวชะงักค้างพูดไม่ถูก นางอมลมแก้มป่องแล้วกล่าว
“มารดาทั้งสองของข้าแม้ไม่ค่อยแสดงอะไรมากหากแต่พวกนางมักมองหยกขอตัวเองแล้วถอนหายใจบ่อยๆแสดงว่าพวกนางต้องคิดถึงความหลังเกี่ยวกับหยกนี้แน่ๆข้าลองคิดๆดูว่านางอาจจะคิดถึงผู้ให้หยกนี้ก็ได้อีกอย่างผู้ให้หยกประจำตัวจะต้องเป็บิดาหรือไม่ก็มารดา ข้าเลยอยากฝากพวกท่านบอกแก่บิดาและมารดาของพวกนางทั้งสองว่าพวกนางทั้งสองสบายดีไม่ต้องเป็ห่วง”นางกล่าวอย่างจริงใจมอบรอยยิ้มอันไร้เดียงสาให้แก่บุรุษทั้งสองที่มีแซ่เหมือนกับมารดาของนาง
“พวกนางสบายดีหรือขอรับ...”เป็เฟิงหลัวกล่าวออกมา เขาชันเข่าลงข้างหนึ่งเพื่อให้ร่างอยู่ระดับเดียวกับท่านหญิงตัวน้อยซิงฮั่นกวงเห็นเป็เช่นนั้นจึงชันเข่าเหมือนกัน เฟิงหลัวบีบมือของนางเบาๆมือของท่านหญิงตัวน้อยนุ่มนิ่มราวกับสำลีขาว ใบหน้างดงามของนางใสซื่อบริสุทธิ์นางเอียงคอจนเครื่องประดับบนศีรษะส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง
“ใช่เ้าค่ะท่านแม่เพียงแค่เหงานิดหน่อยตอนที่ข้าไม่อยู่”นางเอ่ยยิ้มๆซิงฮั่นกวงหรี่ตาใส่เฟิงหลัวที่อย่างบทพูดไปเสียหมด
“เหตุใดท่านหญิงถึงเรียกว่าบิดามารดาของท่านแม่ล่ะขอรับ”
“หืม”นางหันหน้ามามองซิงฮั่นกวงทำตาโตคล้ายไม่เข้าใจชายชรายิ้มละไมแล้วกล่าว
“ถ้าบิดามารดาของมารดาท่านหญิงต้องเรียกว่าท่านตาและท่านยายขอรับ”
“แต่ข้าไม่เคยพบพวกท่านทั้งสองนี่เ้าคะ”นางตอบกลับแล้วย่นจมูก มาดที่สร้างขึ้นค่อยๆกร่อนออก
“ท่านหญิงก็พบแล้วนี่ขอรับ”
“เอ๋”เฟิ่งเยี่ยเอียงคอด้วยความมึนงงชายชราใช้อีกมือที่ไม่ได้ถูกมือน้อยจับลูบหลังศีรษะด้วยความเอ็นดู
“กระหม่อมซิงฮั่นกวงเป็บิดาของซิงเหมยฮวาพะย่ะค่ะ”
“หา”นางอุทานแรงกระตุกของฝั่งเฟิงหลัวทำให้นางหันไปมองอย่าบอกนะว่า...
“ส่วนกระหม่อมเฟิงหลัวเป็บิดาของเฟิงจื่อหยาพะย่ะค่ะ”ดวงตากลมโตสีเงินประกายรุ้งเบิกตากว้างเช่นนั้นแล้ว…..
ซิงฮั่นกวงยกยิ้มใบหน้าชราของเขาจากแรกพบดูอมทุกข์บัดนี้สว่างสดใสราวกับความทุกข์ทนทั้งหมดได้สลายไปจนหมดสิ้น
แม้ไม่ใช่หลานแท้ๆ หากฮวาเอ๋อร์มอบหยกกุหลาบจันทราให้เช่นนี้แล้วคงรักหมดใจของนาง มีหรือเขาผู้เป็บิดาจะไม่รักท่านหญิงตัวน้อยผู้นี้ตามยามนางพูดจากับเขาดวงตาของนางจะติดประกายออดอ้อนอย่างไม่รู้ตัวท่าทางของนางล้วนเหมือนบุตรสาวของเขามิผิดเพี้ยน
วงหน้าหล่อเหลาติดเ้าเล่ห์ของเฟิงหลัวพลันอ่อนโยนลงมองใบหน้างดงามของท่านหญิงตัวน้อยด้วยความหลงรัก
หยาเอ๋อร์มอบหยกธาราเหมันต์ให้เช่นนี้คงรักท่านหญิงตัวน้อยนี่มาก เช่นเดียวกับเขาผู้เป็บิดาที่เห็นนางแวบแรกก็รู้สึกรักใคร่เอ็นดูขึ้นมาเสียอย่างนั้นยิ่งได้อยู่ใกล้พูดคุยกับนาง ความรู้สึกหวงแหนพลันท่วมทันขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด ความรู้สึกนี้มันตอนที่เขามีเฟิงจื่อหยาไม่มีผิด
ท่ามกลางความสุขสันต์มีบุรุษสองคนที่คิดแตกต่างกันไปหงเทียนิอวี้ขมวดคิ้วมุ่น หนอยแน่! จอมพยศอยู่กับเขาล่ะพูดห้วนเชิดหน้าใส่ ต่อยขาบ้าง งับบ้างที่อยู่กับตาแก่สองคนนั้นล่ะพูดจาออดอ้อนฉอเลาะเสียงหวาน
ถู่หยางไท่หรี่ตาลงดวงตาสีน้ำเงินคล้ายมหาสมุทรของเขาเป็ประกายลึกล้ำท่านหญิงงั้นหรือ....หากนางเข้าพิธีทดสอบโลหิตที่น้ำตกโลกาพิสุทธิ์คงเลื่อนตำแหน่งเป็องค์หญิงเป็แน่
องค์หญิง...
องค์หญิงพระองค์แรกในราชวงศ์บุรุษล้วนราชวงศ์หงเทียน...
ตอนนี้นางกำลังอยู่ในเกี้ยวขององค์จักรพรรดิเทพหรือ...เอ่อบิดานางนั่นแหละ ที่นางพูดไปว่าหาหลักฐานมาพิสูจน์ว่าเป็บิดาข้าจริงนั่นก็เป็เพราะแรงอารมณ์ล้วนๆ มิคาดว่าเขาจะหามาจนได้และเป็ความจริงเสียด้วย.....
อันที่จริงแล้วสิ่งที่สะกิดอารมณ์ของนางให้ะเิออกได้มีเพียงแต่เื่บิดาเท่านั้น นางเกิดมาเจ็ดร้อยปีโดยไม่รู้ว่าบิดาของนางเป็ผู้ใดแม้ว่านางจะเพียรถามมารดาทั้งสองเพียงใดก็ไม่เคยได้คำตอบเสียทีพวกนางต่างหลบเลี่ยงแล้วกล่าวว่า
มารดายังไม่ดีพอหรือจะถามถึงบิดาเ้าทำไมกัน
นั่นทำให้นางหยุดถาม มารดาทั้งสองเลี้ยงดูนางด้วยความรัก ทะนุถนอมเด็กกำพร้าผู้หนึ่งไว้ในฝ่ามือเล็กๆของพวกนางอย่างอ่อนโยน แล้วนางจะถามถึงบิดาที่มิเคยเห็นหน้าไม่เคยแม้แต่จะแยแสสนใจนางทำไม
คำถามว่าบิดาของลูกเป็ผู้ใดหรือเ้าคะ?ที่คอยเพียรถามถึงหกร้อยห้าสิบปียุติลง
มิคาดว่าห้าสิบปีต่อมานี้นางจะพบกับคำตอบของตนเองแล้ว
บิดาของข้าสูงส่งเหนือผู้ใดเทียบเทียมบิดาของข้า....
“จะกัดปากทำไมเฟิ่งเอ๋อร์”เสียงทุ้มนุ่มของเขากล่าวอย่างอ่อนโยนมือข้างหนึ่งลูบหัวข้าเบาๆ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งเชยคางข้างขึ้นมา ใบหน้าของเขาพร่าเลือนเนื่องจากน้ำตาของนางกำลังคลอหน่วงนิ้วเรียวยาวของบิดาไล้ปัดน้ำตาให้จนนางเห็นใบหน้าของเขาได้
ใบหน้าที่แสนห่วงใย...ท่านห่วงใยข้าหรือ?
“จอมพยศร้องไห้แล้วหน้าตาน่าเกลียดยิ่ง”จากที่เศร้าๆอยู่นางแทบจะยกมือตะกุยหน้าบิดานางถลึงตาใส่อย่างโกรธเคืองน้ำตาที่คลออยู่ก็ไหลพรากเป็สายใช้สองมือทุบอกของเขาดังปั่ก ทุบไปก็สะอื้นไป
บุรุษก้อนน้ำแข็งหน้าเดียวเช่นเ้ามีสิทธิ์อันใดมาว่าข้า!!!
“โอ๋ๆๆไม่ร้องๆ บิดาอยู่นี่แล้วเด็กน้อย”หงเทียนิอวี้เมินแรงทุบตีของลูกสาวแล้วรวบตัวนางเข้ามากอดโยกตัวไปมา
ไม่ได้เศร้าไม่ได้อยากร้องนี่โกรธจนร้องไห้ต่างหากโว้ยยยยย
“โอ๊ะ”หงเทียนิอวี้ร้องอุทานก้มมองเทพธิดาตัวน้อยแล้วยกยิ้มแห้ง นางงับแขนของอาภรณ์ประจำพิธีการของเขางับแล้วเคี้ยว งับแล้วเคี้ยวจากสองแขนที่โอบกอดต้องผละมาข้างหนึ่งแล้วเคาะกลางศีรษะน้อยๆทีหนึ่ง
“อื้อออ”นางร้องผละปากออกอย่างรวดเร็วใช้สองมือกุมศีรษะที่โดนเคาะ
“ทำไม?”ผู้เป็บิดาเลิกคิ้วใส่
“ท่านเคาะหัวข้า!”
“เ้ากัดแขนข้าก่อน”
“ก็ท่านมาหาว่าข้าหน้าตาน่าเกลียดท่านน่ะแหละเริ่มก่อนบุรุษก้อนน้ำแข็ง!!!”นางโวยวายออกมาอย่างหงุดหงิด บ้าเอ๊ยแทนที่จะได้นั่งดราม่าเหมือนนางเอกมิวสิควิดีโอเสือกต้องโวยวายเหมือนผีบ้า
แม่โว้ยยเกลียดด
“เ้าเรียกข้าว่าไงนะ?”
“ท่านไง”หงเทียนเฟิ่งเยี่ยตอบพลางจะลุกออกจากตักของผู้เป็บิดามิคาดว่าเขากับกักตัวนางไว้แน่น นางกระพริบตาเพื่อไล่น้ำตาแล้วยิ้มหวานประจบ
“เ้าเป็ลูกข้าเ้าต้องเรียกข้าว่า ท่าน-พ่อ”เ้าตัวดีเลิกคิ้วกับใบหน้าเรียบนิ่งของบิดาที่เริ่มจริงจัง....นางหรี่ตาลงแล้วกล่าว
“ไม่!”พลางเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดีๆหึหึหึ ฝันไปเถอะว่าข้าจะเรียกเ้าเป็บิดา
ฝัน-ไป-เถอะ
“เฮ้ยยย”เทพธิดาน้อยแหกปากลั่นเบิกตากว้างเมื่อโจรหัวทองก้มลงมาฉกแก้มข้าอย่างรวดเร็ว
“จะเรียกไม่เรียก”
“มะ....”
ฟอดดดดด
“โอ๊ยยอมแล้วๆๆๆๆ”นางแหกปากอย่างจำยอมสองมือจากกุมศีรษะเปลี่ยนเป็สองแก้ม นางถลึงตาใส่อีกคราบุรุษก้อนน้ำแข็งตีหน้านิ่งแล้วก้มลงมาใกล้ นางขืนตัวหนีหากแต่บิดาผู้นี้เพียงเอาหน้าผากของเขามาทาบกับหน้าผากของนางเพียงเท่านั้นข้ากระพริบตาปริบๆมองดวงตาของเขา ราวกับแก้วมณีน้ำงามมันแวววาวราวมีละอองรุ้งลอยคว้างอยู่ภายในนั้น มองไปมาชักเริ่มมึนข้าผละหน้าออกแล้วสะบัดหัวไปมาด้วยความมึนหัว
“โถๆๆสะบัดหัวเป็ลูกสุนัขเชียว”ทว่าความปากเสียของบิดานางยังไม่จบสิ้น
“ถ้าข้าเป็ลูกสุนัขท่านก็เป็พ่อสุนัข”นางคำราม
“ฮะๆๆๆ”จู่ๆผู้เป็บิดาก็หัวเราะร่วนราวกับถูกใจอะไรนักหนา
“หัวเราะอันใด”นางถามพลางเงยหน้าหรี่ตามอง
“ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมหลวนไท่ถึงเปลี่ยนไป”
“ใครคือหลวนไท่อะไรคือเปลี่ยนไป”หงเทียนิอวี้มองใบหน้าน้อยๆ แล้วอดเคาะศีรษะของนางเสียมิได้
“เดี๋ยวเ้าก็รู้เองอัน-ธ-พาล-น้อย”นางอ้าปากค้าง บัดสบ!เหตุใดเขาถึงหาฉายามาให้ได้ทุกวี่ทุกวันนะ! นางหายใจเข้าออกฟึดฟัดด้วยความโกรธ
“เฟิ่งเอ๋อร์”
“อะไร..เ้าคะ”นางตอบกลับเสียงห้วนก่อนเติมหางเสียงไปท้ายประโยคขืนท่านแม่ได้ยินการพูดจาไร้มารยาทเช่นนี้คงต้องโดนคัดคัมภีร์กุลสตรีหงเทียนดีเด่นเป็พันจบแน่ คราวที่แล้วก็โดนไปห้าร้อยจบเอาเสียมือค้างมือหงิกจับกระบี่ไม่ได้เลยทีเดียว หงเทียนิอวี้ได้ยินดังนั้นจึงหมั่นเขี้ยวกอดนางแน่นเสียจนต้องกัดประท้วงองค์จักรพรรดิหนุ่มหัวเราะในลำคอแ่เบา
“วันพรุ่งนี้บิดาอาจไม่อยู่”เหมือนมีระฆังแห่งปัญญาตีข้างหูของนางท่านหญิงตัวน้อยพยักหน้ารับหากแต่ในใจวางแผนไปไกลสิบโยชน์ เขาไปงานประชุมอะไรนั่นนางก็จะแอบไปหามารดาทั้งสองแผนนี้ช่างเข้าท่านัก
“อย่าได้ซุกซนเป็อันขาดเข้าใจหรือไม่”นางแสร้งพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายในใจลิงโลดด้วยความสุข
“บิดาจะให้เฉินกงกงอยู่เป็เพื่อนเ้าหากอยากได้อันใดก็บอกเขา”ข้าเผลอขมวดคิ้วไปครู่หนึ่งพอเห็นแววตาสงสัยของผู้เป็บิดาจึงคลายออกแล้วคลี่ยิ้มประจบประแจง
“เ้าค่ะ”หงเทียนิอวี้แสร้งยิ้มพลางยกมือลูบศีรษะน้อยๆของนางอย่างแ่เบาแค่บิดาบอกว่าจะไม่อยู่ดวงตาของจอมพยศตัวน้อยพลันเรืองรองราวกับตื่นเต้น
เอาเถิดเห็นแก่ท่าทางสงบเสงี่ยมดีจะยอมหลับตาข้างหนึ่งให้นางซุกซนสักหน่อยเสียแล้วกัน
วันนี้ทั้งวันหงเทียนิอวี้อยู่กับบุตรสาวตลอดเวลากลั่นแกล้งนางเพื่อความสำราญบ้าง ง้องอนนางบ้างนับว่าเป็ประสบการณ์แปลกใหม่ที่เขาไม่คาดคิดว่าจะมีได้แม้แต่เหล่าองค์ชายเขายังไม่ยอมให้เล่นกับเขาขนาดนี้อาจเป็เพราะองค์ชายทั้งแปดถูกสอนให้กักเก็บอารมณ์เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาผู้เป็บิดาต่างจากเ้าตัวน้อยที่แสดงท่าทีพยศทันทีเมื่อได้ยินเขากล่าวว่าเป็บิดาของนาง น่าบีบเสียจริงๆ
อีกอย่างการได้อยู่กับนางทั้งวันเขาจึงได้รู้ว่าอดีตภรรยาทั้งสองของเขาล้วนสอนสั่งเทพธิดาตัวน้อยได้อย่างมิขาดตกบกพร่องออกจะดีเกินควรเสียด้วยซ้ำ
มีอย่างที่ไหนอายุแค่เจ็ดร้อยปีสามารถใช้กระบี่ควบคู่มนตราใช้ในการต่อสู้ได้ ทั้งยังอ่านหนังสือวิชาได้อย่างแตกฉานแม้ไม่นับว่าเป็อัจฉริยะเท่าหงเทียนหยางชิงผู้เป็รัชทายาทอันดับหนึ่งโอรสองค์โตของเขา แต่ก็เฉลียวฉลาดเกินเด็กวัยเดียวกันมารยาทการวางตัวในสังคมของนางมองปราดเดียวก็รู้ว่าได้รับการสั่งสอนและฝึกมาอย่างเข้มงวด
ยิ่งการใช้มนตราของนางยิ่งแล้วใหญ่ ตัวนางนั้นสืบสายเืของเผ่าโลกาพิสุทธิ์อันสายเืของเทพสมัยามาจากเขาที่สามารถใช้ได้ทุกธาตุ รวมถึงความแข็งแรงทางกายภาพอันยอดเยี่ยม
“คืนนี้นอนตำหนักบิดานี่แหละ”เขาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเทพธิดาตัวน้อยของตนเดินเตาะแตะเข้ามาในห้องนอนด้วยใบหน้ามู่ทู่หงเทียนิอวี้เลิกคิ้ว ผู้ทำอันธพาลน้อยของเขาโมโหอีกเล่า
“อะไรนะ!!”นางร้องลั่นทำตาโตเขาพูดจบใบหน้าที่มู่ทู่อยู่แล้ว อาการหนักมากกว่าเดิมเสียจนน่าขันสงสัยผู้ที่ทำให้นางโมโหคงจะเป็ตัวเขาเอง
“มาๆนอนได้แล้วเ้านี่ช่างโวยวายยิ่งนัก”เขาเมินเสียงร้องของลูกเสือน้อยแล้วตวัดขาลงจากเตียงเดินไปหานางหากแต่ลูกเสือน้อยกลับถอยหลังแล้วหรี่ตาลงหงเทียนิอวี้หรี่ตาตามลูกสาวแล้วแสยะยิ้มใบหน้าที่มักเฉยเมยเป็นิจฉายแววเ้าเล่ห์ชั่วขณะ ดวงตาสีเงินประกายรุ้งสองคู่วาววับ
จะเล่นวิ่งไล่จับบิดาหรือ?
เหอะใครจะเล่นกับท่าน
ฉับพลันร่างน้อยก็อันตรธานหายไปจากที่เดิมหงเทียนิอวี้ส่ายหัวก่อนสะบัดมือแสงเทียนที่จุดให้ความสว่างยามค่ำคืนหายไป ห้องบรรทมทั้งห้องตกอยู่ในความมืดอันเงียบสงัดเสียงหายใจแ่ดังอยู่ข้างหลังของเขา เสียงจากโสตประสาทบอกว่านางกำลังเอื้อมมือมาจับขาหากแต่องค์จักรพรรดิกลับเบี่ยงกายไปอยู่ด้านหลังของบุตรสาวแทนให้นางจับได้ก็ไม่สนุกสิ ชายหนุ่มยกยิ้มเมื่อเห็นเ้าตัวน้อยขมวดคิ้วใช้มือไล่อากาศไปมาชายหนุ่มค่อยๆเอื้อมมือไปแตะไหล่ของนางอย่างแ่
ััเยือกเย็นที่ไหล่ทำให้ข้าเบิกตากว้าง.....ใดๆในโลกข้าไม่กลัวจะเสือสิงห์ พญาัก็เข้ามา
แต่อย่าทำลับๆล่อๆใจมันไม่ดี!
ฟู่ววว
“อ้ากกกกกก”เพียงแค่เป่าลมที่หลังต้นคอนางก็กรีดร้องสุดเสียงหากเขาไม่ดึงคอเสื้อนางไว้เกรงว่าเ้าตัวคงวิ่งไปยันหน้าตำหนักนางกวัดแกว่งแขนสะเปะสะปะพึมพำบทสวดบางอย่างที่เขาไม่รู้จัก
“นะโมตัสสะพุทธัง คัจฉามิ อย่าเข้ามานะ! มะยันภัณเต มหาการุณิโก...อะไรต่อวะ แม่งเอ้ยฉันนี่มันมารศาสนา”
“เฟิ่ง!”หงเทียนิอวี้เขย่าคอเสื้อจนนางสั่นไปทั้งร่างดวงตากลมโตสีเงินประกายรุ้งเบิกโพลงอย่างใ หยุดการดีดดิ้น บทสวดแปลกประหลาดของนางหยุดลง นางหันซ้ายขวาและเอี้ยวตัวมาหาเขาอีกครั้ง จักรพรรดิเทพกระตุกยิ้ม เมื่อเห็นใบหน้างดงามที่ซีดขาวกำลังแดงระเรื่อราวกับอับอาย
“ฮะ....”
“อย่าหัวเราะนะ”นางขู่คำรามแต่ไม่ทันแล้ว
“ฮ่าๆๆๆนี่เ้า ฮ่าๆๆ”
“อ้ากกกกบอกว่าอย่าขำไง”นางเขย่าตัวเขาราวกับเทพสิ้นสติ ใบหน้างดงามของเด็กน้อยแดงจัด
“ฮ่าๆๆๆๆ”
“ท่านพ่อ!”จักรพรรดิหนุ่มกลั้นขำหากแต่ก็หลุดมาอีกจนได้ เ้าตัวน้อยถลึงตาใส่แล้วยกมือทุบแขนเขาไปทีหนึ่ง
“ท่านพ่อขี้โกง!”
“โกงอะไรฮะๆ”
“ยังไม่หยุดหัวเราะอีกฮึ่ยยย”นางโวยวายอย่างหัวเสีย “แล้วทำไมเทียนถึงดับได้”
“ข้าเป็คนทำเอง”เมื่อเห็นนางคาดคั้นเอาจริงเอาจังผู้เป็บิดาจึงจำตอบตามความจริงหงเทียนิอวี้รวบตัวลูกสาวเข้าอ้อมกอดอีกครั้ง นางนั่งอยู่บนตักของเขาพลางกัดปากขมวดคิ้ว ท่าทางน่ารักยิ่ง
“ท่าน-โกง”
“แล้วเทพธิดาตัวน้อยผู้ใดกันใช้วิชาเลือนลักษณ์ทั้งๆที่ยังไม่เริ่มศึก”
“าไม่มีกฎเกณฑ์”นางตอบพลางยืดคอ หงเทียนิอวี้เลิกคิ้วกับคำตอบลูกสาว ช่าง....เหมือนเขานักไม่เอาด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล สู้โดยตรงไม่ได้ก็ลอบกัดเอา
“ในเมื่อไม่มีกฎเกณฑ์แล้วเ้าจะหาว่าบิดาโกงเ้าได้อย่างไรอันธพาลน้อย”โดนย้อนกลับไปเช่นนี้ได้แต่อ้าปากพะงาบๆคงหาคำเถียงไปถูก นางร้องฮึ่ยและสะบัดหน้าหนี หงเทียนิอวี้โยกตัวนางไปมานางอ้อมกอดคล้ายออกแรงแล้วจะหลับง่ายขึ้น นางทำตาปรือๆ คล้ายปิดลงได้ทุกเมื่อหงเทียนิอวี้ยิ้มอ่อนก่อนวางตัวนางลงบนเตียงอย่างทะนุถนอมเส้นผมสีทองสุกปลั่งยาวสยายเต็มหมอนใบหน้างดงามของเทพธิดาวัยเยาว์ไร้พิษสงใดๆ ร่างเพรียวบางนอนตะแคง ใช้แขนข้างหนึ่งท้าวศีรษะเพื่อจะได้มองผู้เป็ลูกสาวได้อย่างถนัดใบหน้าน้อยๆของนางถูหมอนของเขาก็จะพึมพำบางสิ่งบางอย่างที่เขามิอาจจับใจความได้
“เฟิ่งเอ๋อร์...”
“ฮืมมม”นางครางเสียงรับคล้ายละเมอ
“อยากให้บิดาสอนวิชาการต่อสู้เ้าหรือไม่”
“ข้าจะกินเป็ดย่าง”นางตอบเสียงแ่เบาแล้วพลิกร่างซุกเข้าหาแพงอก หงเทียนอวี้หัวเราะในลำคอแ่เบาก่อนจะกอดร่างน้อยตอบ
ไปแล้ว....เมื่อนางตื่นขึ้นมาท่านพ่อก็หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ เทพธิดาน้อยย่นจมูกลงพลางเอาหัวไถหมอนต่อด้วยความง่วงงุนปนหงุดหงิด
จะไปก็ไม่บอกซักคำเหอะ!
ก๊อกๆๆ
“ใครน่ะ”นางถามออกไปด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
“ข้าน้อยเฉินกงกงขอรับ”นางยันตัวเองขึ้นมานั่งบนเตียงดีๆแล้วสางเส้นผมแล้วกล่าวถามออกไป
“มีอะไรหรือเ้าคะ?”
“ฝ่าาได้สั่งกระหม่อมว่าหากท่านหญิงตื่นแล้วให้พาไปชำระกายและแต่งตัวเลยขอรับ”นางถอนหายใจแล้วตอบ
“เ้าค่ะ”
“ท่านหญิงทานเป็ดย่างสักหน่อยเถิดเพคะ”ตะเกียบเงินแกะสลักลายถูกคีบมาจ่อปากนางโดยสตรีนางหนึ่งสตรีผู้นั้นมีเส้นเกศาสีชมพูอ่อนเช่นเดียวกับมารดาของนางหากแต่ดวงตาเป็สีแดงดั่งทับทิมสีสด แม้สตรีผู้นี้ไม่งามเทียบเท่ามารดาของนางทั้งสองหากแต่เสน่ห์และความเย้ายวนกลบข้อด้อยเื่หน้าตาจนจมดินที่น่าสนใจคือใบหูสีขาวยาวเรียวราวกับกระต่ายที่ส่ายไปมายามนางเคลื่อนไหวร่างกาย
“อ่า”ข้าอ้าปากรับรับเนื้อเป็ดย่างเข้ามาและเคี้ยวอย่างเชื่องช้าดวงตายังคงจับจ้องใบหูสีขาวสะอาด น่าบีบจัง....จะนุ่มไหมนะ?
“น้ำชาเ้าค่ะ”
“อืม”
“เกี๊ยวเห็ดหอมเ้าค่ะ”
“ขอบคุณ”หากว่าท้องนางเป็อันใดไปให้โทษเทพกระต่ายผู้นี้ก็แล้วกัน มีอย่างที่ไหนจับนางอาบน้ำแต่งตัวอย่างรวดเร็วและลากมาทานอาหารเช้าที่บึงบัวหลังตำหนัก โดยมีขบวนขันทีสองแถวแถวละห้าคนยืนก้มหน้าประสานมือที่ทางเดินมาศาลา ส่วนกลางศาลาก็มีข้าและเทพกระต่ายนามจิ่วกู้เหยียน ข้าทานอาหารจนหมดแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับปาก
“ของหวานเ้าค่ะท่านหญิง”ข้าเงยหน้ามองนางแล้วขมวดคิ้วเทพกระต่ายยิ้มหวานหากแต่หูของนางข้างหนึ่งกลับเอียงลงคล้ายไม่แน่ใจ
“ท่านหญิงไม่โปรดหรือเ้าคะ”
“ข้าจะทานของหวานยามสาย”
“เ้าค่ะข้าน้อยจะจดจำไว้”นางย่อกายรับ พลางเรียกขันทีรับใช้
“กุ้ยกงกงหลิงกงกง พวกเ้ามายกของหวานเก็บไป”เมื่อขันทีทั้งสองคนนั้นมาเก็บของหวานออกไปแล้วหงเทียนเฟิ่งเยี่ยลุกขึ้นแล้วกวาดสายตามองเทพขันทีที่ยืนเรียงรายกันอยู่เบื้องหน้า นางเงียบไปชั่วอึดใจก่อนชี้ไปข้างหน้า
“เ้าคนนั้นน่ะ”
“คนไหนเ้าคะท่านหญิงน้อย”จิ่วกู้เหยียนเอียงหูหนึ่งข้างอย่างไม่แน่ใจเพราะตามอารมณ์อันรวดเร็วของเด็กสาวตัวน้อยไม่ทัน
“เ้านั่นแหละเทพขันทีที่อยู่หลังสุดผมสีดำผู้นั้นน่ะ”หงเทียนเฟิ่งเยี่ยกล่าวย้ำทำให้เทพขันทีผู้นั้นเดินออกมาค้อมเอวให้นางแล้ว
“ขอรับท่านหญิงน้อย”ดวงตาคู่งามประกายเป็สดใสรอยยิ้มอ่อนหวานแต่งแต้มบนใบหน้าราวกับบุปผาเบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิ
“ข้าอยากเดินเล่นกับเ้าขอยืมตัวเขานะท่านเทพจิ่วกู้เหยียน”สิ้นคำของท่านหญิงตัวน้อยเทพขันทีผู้มีผมสีดำผู้นั้นอึ้งอยู่กับที่จนท่านหญิงตัวน้อยเดินผ่านหน้าไปจึงได้ยินเสียงจิ่วกู้เหยียนกระทืบเท้าแล้วกล่าวเสียงใ
“รีบตามท่านหญิงน้อยไปเร็ว!!!”
เขามีนามว่าหลิงไป๋เทียนเป็เทพขันทีฝึกหัดที่ยังไม่ได้รับยาระงับปรารถนาเนื่องจากต้องมารับใช้ท่านหญิงผู้หนึ่ง ท่านหญิงปริศนาในตำหนักขององค์จักรพรรดิเทพเหล่าขันทีฝึกหัดสิบคนที่จะต้องมารับใช้เนื่องจากขันทีระดับสูงได้เข้าไปดูแลงานประชุมห้าอาณาจักรเสียหมดจึงไม่มีผู้ใดสามารถปลีกตัวมาดูแลท่านหญิงปริศนาผู้นี้ได้ แต่อย่างไรก็ตามแต่เทพธิดากระต่ายจิ่วกู้เหยียน นางกำนัลส่วนพระองค์ขององค์จักรพรรดิได้สอนสั่งและกำชับให้เหล่าขันทีฝึกหัดคอยรับใช้ท่านหญิงด้วยความนอบน้อมและเกรงอกเกรงใจเคารพนางเฉกเช่นเคารพองค์รัชทายาท
ราวกับนางเป็เชื้อพระวงศ์อย่างไรอย่างนั้นแหละ
เพราะการกำชับข้อความนี้ทุกเช่าสายบ่ายเย็นของเมื่อวานทำให้พวกเขาเหล่าขันทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อท่านหญิงปริศนาผู้นั้นอย่างสนุกสนาน
นางเป็ใครกันเหตุใดเราต้องเคารพนางเท่ากับองค์รัชทายาท
หรือว่านางเป็สตรีอุ่นเตียงกันขอรับ
จะบ้าหรือไงเหตุใดถึงพูดนางเช่นนั้น
อยากรู้หรือเกินว่าจะงามถึงเพียงนั้น
หรือนางจะเป็ลูกของฝ่าา
ตลกราชวงศ์หงเทียนเป็ราชวงศ์บุรุษล้วน ไม่เคยมีสตรี!
โถ่ใครจะไปรู้ไม่เคยมีไม่ได้ความจะไม่มีสักหน่อย
เอาไว้พรุ่งเดี๋ยวก็รู้เองแหละพวกเ้า
นอนได้แล้ว
ราตรีสวัสดิ์
จนกระทั่งเช้าวันใหม่พวกเขาถูกปลุกั้แ่ฟ้ายังไม่สว่างวังหลวงเต็มไปด้วยความเร่งรีบและระมัดระวังในการตรวจตราความเรียบร้อยของงาน เทพขันทีฝึกหัดก็เช่นกัน นางกำนัลส่วนพระองค์เทพกระต่ายจิ่วกู้เหยียนได้เดินทางมารอพวกเขาเหล่าขันทีก่อนเวลานัดหมาย จนพวกเขาต้องรีบเร่งชำระกายแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วมายืนเรียงแถวเบื้องหน้าของนาง จิ่วกู้เหยียนกล่าวสำทับเช่นเดิม เคารพอ่อนน้อม ห้ามทำให้นางขัดใจเป็อันขาดแม้เขาจะสงสัยว่าเหตุใดถึงหวั่นเกรงและต้องเคารพนางถึงเพียงใด
จนกระทั่งพวกข้าเดินมาถึงในสวนส่วนพระองค์หลังตำหนัก นางพาพวกข้าเดินมาถึงส่วนกลางศาลาท่านกลางบึงบัวหลากสีสันแล้วกล่าว
“ยืนรอท่านหญิงแถวละห้าคนสองแถวแถวละฝั่ง เดี๋ยวข้าจะไปหาท่านหญิง”
“ขอรับ”พวกข้ารับคำเทพกระต่ายผู้งดงามพยักหน้าอย่างพึงพอใจแล้วเดินเดินจากไปอย่างสง่างามดั่งสตรีสูงศักดิ์เวลาผ่านไปมิอาจคาดเดาว่าเมื่อไหร่ได้จะมาจากฟากฟ้าสีดำค่อยๆกลายเป็สีน้ำเงินและเปลี่ยนสีฟ้าอันเป็สัญญาณบอกว่าเป็เวลาเช้า
ท่านหญิงก็ยังไม่หาพวกเขาเหล่าขันทีแอบถอนหายใจกันคนละสองสามครั้ง นานเหลือเกิน ช่างน่าเบื่อยิ่งนักปวดคอก็ปวด หลังก็ค้างจนตะคริวแทบกินอยู่แล้ว
ตึกตึก ตึก
เสียงฝีเท้าของคนสองคนกำลังเดินมาทางนี้จากที่หย่อนขาหลังค่อมก็ยืดตัวตรงต้องก้มค้อมศีรษะ ผสานมือไว้ด้านหน้า
ตึกตึก ตึก
เสียงฝีเท้าและกลิ่นหอมราวกับดอกไม้พลันแตะจมูกทั้งสูงส่งและงดงามในเวลาเดียวกัน จังหวะการเดินของนางนั้นหนักแน่นหากแต่แ่เบาจนกระทั่งนางหยุดตรงหน้าข้า มองเห็นแต่ชายอาภรณ์สีม่วงอมแดงที่ปักลวดลายอย่างประณีต
“เงยหน้าขึ้นเถิดก้มคอนานๆคงปวดคอแย่”น้ำเสียงของนางไม่ได้อ่อนหวานปานน้ำผึ้งหรือไพเราะเฉกช่นเทพวิหคน้ำเสียงของนางราวกับสายธารา ไม่ได้ฉ่ำหวานแต่ชื่นจิตราวกับมีเทพวารีพร่างพรมบันดาลสายฝนยามวสันตฤดู
“ท่านหญิงเพคะพวกเขาเป็เพียงเทพขันทีฝึกหัดมิอาจ...”
“ข้าไม่ชอบ”เพียงแค่สามคำทำให้คำพูดของเทพกระต่ายหยุดกลืนลงคอ
“เงยหน้าขึ้นมาตามท่านหญิงบอก”นางเอ่ยเสียงเฉียบขาดพวกเขาเงยหน้าขึ้นตามคำสั่งของเทพกระต่ายผู้ควบคุมงานนี้ภาพปรากฏคือเทพธิดาตัวน้อยผู้หนึ่ง
ท่านหญิงที่เมื่อคืนคิดอ่านว่าจะเป็เช่นไรพลันมลายไปหมด
นางเป็เทพธิดาวัยเยาว์ที่ใบหน้างดงามเหนือกว่าเทพธิดาวัยเดียวกันอย่างขาดลอยหากแต่เสียดายไม่น้อยที่นางไม่ยิ้มเลยสักนิด เส้นเกศาเป็สีทองสุกปลั่งยาวถึงกลางหลังถูกเกล้าขึ้นและประดับด้วยปิ่นปักเพียงครึ่งศีรษะอีกครึ่งหนึ่งปล่อยให้ยาวคลอเคลียแผ่นหลัง ที่อยู่ในอาภรณ์สีม่วงอมแดง ข้างเอวซ้ายมีหยกสีแดงอมม่วงและสีฟ้าครามอันหนึ่งห้อยไว้คู่กัน
นางดูสูงศักดิ์จนมิอาจแตะต้อง
ฉับพลันเขาเห็นนางยกยิ้มมุมเล็กๆก่อนจะเดินผ่านหน้าไปราวกับโลกทั้งใบของเขาสั่นะเืด้วยหนึ่งรอยยิ้มของนางเพียงแค่ครึ่งใบหน้าของเทพธิดาตัวน้อยยังงดงามเพียงนี้.....
ท่านหญิงน้อยผู้นี้ช่างอันตรายเสียจริง
นางนั่งรอสำรับที่นางกำนัลจากห้องเครื่องนำมาให้โดยมีเทพกระต่ายจิ่วกู้เหยียนถามนู่นนี่ว่าชอบหรือไม่ทานอันนี้ดีกว่า บางครั้งนางก็เผลอย่นจมูกใส่ด้วยความไม่ชอบ
“เ้านั่นแหละเทพขันทีที่อยู่หลังสุดผมสีดำผู้นั้นน่ะ”หลิงไป๋เทียนกระพริบตาด้วยความงุนงงเทพขันทีผมสีดำเหมือนจะมีแต่เขาหรือเปล่านะ
“ข้าอยากเดินเล่นกับเ้าขอยืมตัวเขานะท่านเทพจิ่วกู้เหยียน” จนกระทั่งท่านเทพกระต่ายโวยวาย เขาถึงได้สติรีบกุลีกุจอยัดสำรับไว้กับเพื่อนขันทีผู้หนึ่งแล้วรับเดินตามร่างเล็กไป
“นางอยู่ที่ใด?”เสียงหวานราวกับหยาดน้ำค้างกระซิบแ่เบาใบหน้างดงามของซิงเหมยฮวาเต็มไปด้วยความร้อนรนและเหนื่อยอ่อนร่างบอบบางของเทพธิดาทั้งสองนั่งอยู่บนเตียงของหงเทียนเฟิ่งเยี่ยอย่างเหนื่อยอ่อน
“เสี่ยวเย่วเย่วอยู่ที่ใดนางไม่เคยทำตัวเหลวไหลเช่นนี้”เฟิงจื่อหยาเอ่ยด้วยความเป็ห่วงพวกนางทั้งสองมองหน้ากันแล้วถอนหายใจมิพูดอะไรออกมา
ลูกสาวของพวกนางลูกเสือน้อยของพวกนางหายไปจากตำหนักสองวันแล้ว
หาเท่าใดก็หาไม่เจอ
แทบจะพลิกแผ่นดินหาทั้งต้องคอยหลบทหารที่เฝ้าตำหนักอีก
“ข้าจะใช้เวทหานางอีกที”
“เหมยเอ๋อร์หยุด!”เป็เฟิงจื่อหยาที่เอ่ยห้าม ซิงเหมยฮวาแทบจะหมดแรงแล้ว นางฝืนใช้พลังทั้งที่โดนร่ายอาคมกำกับห้ามใช้เวทไว้
“ใช้เวทติดตามทั้งจากหยกกุหลาบจันทราและกำไลที่ให้นางไปก็ล้วนไม่มีสัญญานตอบรับกลับมาเ้าจะให้ข้าทำเช่นไร...”ซิงเหมยฮวาเอ่ยด้วยน่ำเสียงสั่นเครือน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นกระทบลงหลังมือ
“ข้าจะลองออกไปหานางดูอีกที”เฟิงจื่อหยาเอ่ยด้วยท่าทีเรียบนิ่งซิงเหมยฮวาขมวดคิ้ว
“แต่เ้าไม่ได้พักผ่อนมาสองวันแล้วนะจื่อเอ๋อร์”ใช่...ั้แ่เฟิ่งเยี่ยมาช้าเกินเวลาที่กำหนดเฟิงจื่อหยาก็เดินออกนอกตำหนักเย็นเพื่อตามหาลูกสาวเนื่องจากซิงเหมยฮวาร่างกายค่อนข้างอ่อนแอ จนกระทั่งนางกลับมาเมื่อครู่ถึงได้นั่งพัก
“ข้าตามหานางทั่วแล้วทั้งที่ๆชอบไปเที่ยวเล่น หรือจับััไอเวทของนาง”เฟิงจื่อหยาชะงักประโยคใบหน้างดงามเศร้าหมอง “ล้วนไม่เจอ”
“หรือว่าฝ่าาจะเจอตัวนางแล้วลักพาตัวนางไป”ซิงเหมยฮวาเค้นเสียงออกมาเฟิงจื่อหยาเงียบงัน
“ไม่...หรอก..มั้ง..”
“และถ้าหากข้าลักพาตัวนางจริงๆพวกเ้าจะทำไมหรือ?”เสียงทรงอำนาจดังขึ้นหน้าประตูหญิงสาวทั้งสองหันหน้าไปที่ประตูแล้วเบิกตากว้างตัวสั่นระริก ใบหน้างดงามเหนือโลกาของหงเทียนิอวี้ประดับรอยยิ้มสูงส่ง ร่างสูงเพรียวอยู่ในอาภรณ์พิธีการยามมีงานใหญ่เป็สีขาวปักดิ้นทอง บนศีรษะมีมงกุฎจักรพรรดิสีทองและสายม่านมุกยาวพริ้วไหว
“ฝ่าา...”เฟิงจื่อหยาเอ่ยเสียงอ่อน
“พระองค์...”ซิงเหมยฮวาเม้มปากแน่นดวงตากลมโตสีฟ้าอ่อนราวกับท้องนภารื้นน้ำตาไหลเป็สาย หงเทียนิอวี้ก้าวเข้ามาในห้องอย่างไม่รีบร้อน เทพธิดาทั้งสองตัวแข็งทื่อ
“พระองค์เอาลูกหม่อมฉันไปไว้ที่ไหน!”เป็เฟิงจื่อหยานางพุ่งตัวไปกระชากคอเสื้อของอดีตสามี ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลวาวโรจน์ด้วยแรงโทสะ
“เจ็ดร้อยปีที่ห่างหายต้อนรับกันรุนแรงเสียเหลือเกินนะ”เอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยชาเขาปลดมือบอบบางของเฟิง
จื่อหยาออกจากคออย่างง่ายดายจักรพรรดิหนุ่มเหยียดยิ้มให้กับสตรีสองนางเบื้องหน้าแล้วเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าของซิงเหมยฮวา
ซิงเหมยฮวาเม้มปากแน่นดวงตาคู่งามแดงระเรื่อจากการกลั้นน้ำตาหงเทียนิอวี้สบดวงตาสีฟ้าครามของนางแล้วกล่าว
“เ้ายังเหมือนเดิม...”เทพธิดาตระกูลซิงสบสายตาของเขาอย่างเคียดแค้นแววตาฉ่ำน้ำตาของนางฉายแววอาฆาตพยาบาท
“เอาลูกหม่อมฉันคืนมาพระองค์ลักพาตัวลูกของหม่อมฉันไปไว้ที่ไหน”ซิงเหมยฮวาเค้นเสียงแหบพร่า
“ใช่เอาลูกของข้าคืนมา!”เฟิงจื่อหยากล่าวสำทับนางเดินอ้อมหน้ายืนกั้นขวางเขาและซิงเหมยฮวา
“กลับกัน....ใครกันที่ลักพาตัว?เป็พวกเ้ามากกว่าจริงหรือไม่”ดวงตาสีเงินประกายรุ้งทรงอำนาจจ้องดวงตาของนาง เฟิงจื่อหยาเม้มปากแน่น นางหลุบสายตาลงมองพื้น เมื่อเห็นท่าทีของเฟิงจื่อหยาดังนั้นแล้วหงเทียนิอวี้จึงหันใบหน้ากลับมาสบแววตาอาฆาตแค้นของฉิงเหมวยฮวา
“กรี๊ดดดดดด”
นางกรีดเสียงออกมาอย่างควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ห้องทั้งห้องของหงเทียนเฟิ่งเยี่ยลุกเป็ไฟด้วยเพลิงทมิฬของเทพธิดาอัคคี
“เ้ายังไม่เปลี่ยนเลยนะอสร-พิษ-ใจ-คด”
“เพราะท่าน...เพราะท่าน....เอาลูกข้าคืนมา..ลูกข้า...”ซิงเหมยฮวาพึมพำซ้ำไปมาดวงตาสีเงินประกายรุ้งทอเป็ประกายเย็นเหยียบ เฟิงจื่อหยาเผลอกระถดกายหาหงเทียนิอวี้อย่างใ ตัวนางเป็เทพวายุไม่ถูกกับเปลวเพลิงทมิฬอันเป็เปลวเพลิงของพวกมารจากเจี่ยนหลิง ผู้เป็อดีตสามีเห็นดังนั้นจึงสร้างม่านวายุศักดิ์สิทธิ์คอยคุ้มกัน
“ทำไม?ยังคิดถึงชู้เ้าอีกหรือ”เขาชะงักประโยคก่อนจะเอ่ยอีก “มันตายไปแล้วทั้งพ่อทั้งลูกนั่นแหละ”ดวงตาที่สะท้อนความเกรี้ยวโกรธเบิกตากว้างน้ำตาไหลพราก อดีตเทียนฮองเฮาส่งเสียงกรีดร้องราวกับจะระบายความคับแค้นใจ เพลิงทมิฬจากที่แผดเผาเพียงในห้องลุกลามไปทั้งตำหนัก