วันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 13.05 น.
เกียกกายเริ่มขับรถออกมานอกตัวเมือง รถทั้งฝั่งขาเข้าและขาออกเริ่มน้อยลง ข้างทางมีเพิงร้านค้าเล็ก ๆ เป็บาง่สลับกับต้นไม้ที่มีความหนาแน่นกว่าในตัวเมือง ทีปกรมองไปข้างทางด้วยจิตใจที่เหม่อลอยคิดถึงเื่ที่ฝันเมื่อคืน
“เป็ไรป่าววะไอที เห็นตาบวมั้แ่เช้า”
“เมื่อคืนฉันฝันถึงพ่อว่ะ ภาพทุกอย่างเหมือนจริงมากจนฉันร้องไห้ออกมา” ทีปกรพูดขึ้น และได้เล่าเหตุการณ์ในฝันให้เกียกกายฟัง ในขณะที่เกียกกายกำลังขับรถอยู่
“แล้วนายคิดว่าเป็เื่จริงไหมวะ” เกียกกายถาม สายตายังคงจับจ้องไปบนท้องถนน
“ฉันคิดว่าเป็เื่จริง แต่มีบางส่วนที่ฉันไม่กล้าเล่าให้แม่กับพี่ฟังก็คือ มีผู้ชายช่วยชีวิตฉันเอาไว้ ฉันก็เลยยังไม่ตาย” ทีปกรพูดพลางถอดหายใจ
“เห้ยยย นายว่าเขาเป็ใครวะ แล้วเห็นหน้าเขาชัดไหม” เกียกกายถามด้วยความตื่นเต้น จนละสายตาจากถนนและหันมามองหน้าทีปกรแทน
“เห็นชัดเจนเต็มสองตาเลยล่ะ เป็ผู้ชายตัวใหญ่มาก ๆ ผิวคล้ำ และที่สำคัญคือหล่อมาก” เมื่อทีปกรพูดคำว่า ‘หล่อ’ สายตาที่มีเรศนัยของเกียกกายก็ได้แอบมองเหล่มาที่ทีปกร แต่ก็ไม่ได้พูดขัดจังหวะและปล่อยให้ทีปกรพูดต่อไป
“หลังจากที่ยมฑูต มารับตัวพ่อฉันไป เขาก็เดินเข้ามาจูบที่หน้าผากของฉัน...” ทีปกรพูดพลางนึกภาพเหตุการณ์ในฝัน ทำให้รู้สึกว่าใบหน้าเริ่มร้อนผ่าวและใจเต้นระรัว
“อื้อหือ โรแมนติกสุด ๆ อย่างกับในละคร พระเอกจูบนางเอกเบา ๆ ที่หน้าผาก” ทีปกรยังไม่ทันพูดจบ เกียกกายก็อดใจไม่ไหวพูดแทรกขึ้นมาทันที ทำเอาทีปกรที่กำลังคิดถึงภาพนั้นสะดุ้งขึ้นมานิดหนึ่ง
“นายอย่าเพิ่งขัดสิวะ” ทีปกรดุเกียกกาย พร้อมทั้งใช้นิ้วดีดเข้าไปที่ใบหูของเกียกกาย
“โอ๊ยยย ขอโทษครับคุณที ว่ามาต่อเลยครับ” เกียกกายหันไปโค้งศีรษะให้ทีปกร พลางเอามือลูบไปที่หูของตนเอง
“หลังจากนั้นเขาก็ลบความทรงจำของฉันทิ้งไป แล้วพูดกับฉันว่า ‘เมื่อถึงเวลาเริ่มภารกิจความทรงจำในส่วนนี้ของเ้าจะกลับมาเอง และจงจำไว้ว่าเราชื่อ เขมทัต เป็ผู้ดูแลเ้า ั้แ่เกิดจนกระทั่งเ้าตาย ถึงแม้ว่าเ้าจะตายไปแล้วเหลือแต่ิญญาข้าก็จะดูแลเ้า’ แล้วตอนนี้ฉันคิดว่าความทรงจำในส่วนที่หายไปของฉันกลับมาแล้วว่ะ” ทีปกรพูดด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย
“เอี๊ยดดดดด” เสียงรถเบรกดังขึ้น ทำเอาหัวของคนที่อยู่ในรถโยกไปด้านหน้าและสะบัดไปด้านหลัง
“เบรกทำไมวะ คุณเกียกกาย ดีนะข้างหลังไม่มีรถตามมา” ทีปกรถามด้วยความใ พร้อมหันไปดูรถด้านหลัง
“เชี่ยยยยยย ขนลุกเลยว่ะ ภารกิจอะไรวะ ดูแลอะไรนายวะ” เกียกกายรัวคำถามเป็ชุด พลางชี้ให้ดูขนแขนที่กำลังตั้งอยู่
“ตอนคุณทีตื่นมา ไม่ใเลยเหรอครับ ขนคุณไม่ลุกเลยเหรอครับ”
“ขนอะไรเหรอครับคุณเกียกกาย” ทีปกรถามกลับด้วยความยียวน
“ขนแขนสิครับคุณที คุณอยากให้เป็ขนอะไรเหรอครับ เนี่ยพอฉันจริงจังนายก็พูดเล่นอะ” เกียกกายบ่นใส่ทีปกร พลางลูบแขนของตนเองที่กำลังตั้งอยู่ให้หุบลง และขับรถต่อไป
“แล้วนายจะทำยังไงต่อ” เกียกกายถามขึ้น
“ฉันยังไม่รู้เลยว่ะ มันเป็แค่ความฝันป่าววะ ให้ทำไงได้” ทีปกรตอบเกียกกาย พร้อมยักไหล่ทั้งสองข้าง
วันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 17.20 น.
ทั้งสองขับรถมาได้สักพัก ถนนทั้งสองฝั่งเริ่มแคบลง จากถนนแปดเลนก็เหลือแค่สี่เลน เมื่อมาถึงจุดตรวจเอกสารก่อนที่จะเข้าอุทยาน ด้านหน้ามีไม้กั้นกลางถนนพร้อมทั้งติดป้าย ‘ห้ามบุคคลภายนอกเข้าก่อนได้รับอนุญาต’ มีแค่เ้าหน้าที่อยู่ด้านหน้าและอยู่ภายในป้อมรวมกันประมาณ 4 - 5 คน เมื่อขับรถเข้าไปใกล้ไม้กั้น รถของเกียกกายก็ค่อย ๆ ชะลอจนกระทั้งหยุดลง และเปิดหน้าต่างฝั่งคนขับ
“ขอตรวจบัตรประชาชน และเอกสารหน่อยครับ” เ้าหน้าที่ก้มลงพูดกับเกียกกายด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
“แป๊บหนึ่งนะครับ” เกียกกายตอบพลางเอื้อมมือไปค้นหาเอกสารที่อยู่ในเกะข้างคนขับ พร้อมทั้งยื่นเอกสารและบัตรประชาชนให้เ้าหน้าที่ตรวจสอบ
“เอ่อ... ที่พักคุณเกียกกายอยู่โซน 2...” เ้าหน้าที่พูดขึ้นแบบตะกุกตะกัก
“ขับไปอีกไกลไหมครับพี่” ทีปกรถามแทรกขึ้นมา
“โซน 2 ต้องขับรถไปตามทางอีกประมาณ 10 กิโลนะครับ นี่เป็แผนที่ภายในอุทยานนะครับ ติดรถเอาไว้เผื่อหลง ถ้ามีปัญหาอะไรสามารถโทรหาเ้าหน้าที่ ตามเบอร์ที่อยู่ด้านล่างของแผนที่ได้เลยนะครับ เ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้ที่สุดจะไปหาทันทีครับ” เ้าหน้าที่พูดพร้อมยื่นแผนที่และเอกสารทั้งหมดคืนให้เกียกกาย
“ครับผม ขอบคุณครับ” เกียกกายตอบ พร้อมยื่นมือรับเอกสารทั้งหมด
“หนทางยังอีกไกล นี่ก็เย็นมากแล้ว หน้าหนาวแบบนี้อีกสักพักก็มืดแล้ว ถนนเส้นนี้ไม่ค่อยมีคนสัญจร ถ้าฟ้ามืดเมื่อไรขอให้เปิดไฟสูง ๆ ไว้นะครับ จะได้ไม่ดูน่ากลัว ยังไงก็ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ” เ้าหน้าที่พูด พลางส่งสัญญาณมือ ให้คนที่อยู่ในป้อมเปิดไม้กั้น
“ขอบคุณครับ” เกียกกายและทีปกรพูด พร้อมโค้งหัวให้เ้าหน้าที่ และกดปิดหน้าต่าง
“นายว่าคำพูดที่เ้าหน้าที่พูด มันแปลก ๆ ป่าววะ”