เย็นวันนั้น กองทัพขององค์รัชทายาทแคว้นต้าเฉินเดินทัพเข้าเมืองได้อย่างราบรื่น
บนกำแพงเมือง เหล่าทหารรักษาการณ์ได้ถอนกำลังออกไปหมดแล้ว
ศีรษะกับร่างของโจวอวิ๋นเฉินอยู่กันคนละที่ ศีรษะที่น่าเกลียดของเขากลิ้งลงไปในโคลนใต้กำแพงเมือง ดวงตาเบิกโพลงตายตาไม่หลับ ส่วนร่างล้มตะแคงบิดเบี้ยวอยู่บนกำแพงเมือง มีเืสด ๆ จากรอยตัดตรงคอที่ขาดสะบั้นพุ่งกระฉูดออกมา และไหลเป็ทางยาวไปตามบันไดหินสีเทาดำ กลายเป็สายธารโลหิตที่คดเคี้ยว
สายฟ้าฟาดผ่าเมฆดำทะมึน เสียงฟ้าร้องคำรามก้องในอากาศปานเสียงะเิ สายฝนเย็นฉ่ำโหมกระหน่ำลงมาอย่างหนักหน่วง
ซูอวี้เจ๋อนั่งกอดอวิ๋นหวงไว้ในอ้อมแขนท่ามกลางม่านฝนอย่างเหม่อลอย ปล่อยให้พายุฝนกระหน่ำใส่อยู่อย่างนั้น
“อวิ๋นหวง เ้าจะชังข้าไปถึงไหน? เหตุใดเ้าถึงไม่ยอมบอกข้าสักนิดว่าโจวอวิ๋นเฉินเอายาพิษให้เ้ากิน? ข้าคิดว่าเมื่อเ้าตื่นขึ้นมา พวกเราก็จะได้อยู่เคียงข้างกันตลอดไป...” ซูอวี้เจ๋อลูบใบหน้าของอวิ๋นหวงเบา ๆ น้ำตานองหน้าไหลปะปนไปกับสายฝนที่ตกลงมา
ความเศร้าโศกราวกับคมมีดที่กรีดแทงเขา เ็ปแทบขาดใจ เขาไม่อยากจะเชื่อ เขาสู้อดทนกับความอัปยศอดสูมากว่าสิบปี แต่สุดท้ายมันกลับกลายเป็เช่นนี้
“อวิ๋นหวง เ้าตื่นสิ ตื่นได้แล้ว...อย่างน้อยเ้าก็ต้องให้โอกาสข้าได้อธิบายบ้าง...เ้าจะด่าข้า ตีข้า หรือทำอย่างไรกับข้าก็ได้ แต่อย่าเมินข้าแบบนี้ อย่าทำแบบนี้เลย…อาาา——”
ซูอวี้เจ๋อเ็ปแทบขาดใจ เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแล้วร้องคำราม
ฟ้าและดินร่วมโศกเศร้าไปด้วยกัน สายฝนพลันตกหนักขึ้น ฟ้าร้องะเืเลื่อนลั่น...
…
สองวันต่อมา บนูเากูหลงนอกเมือง
ธูปในวัดกูหลงดับไปแล้ว หน้าผาแห้งแล้ง หินเปราะบาง ป่าก็อ้างว้าง ต้นไม้เหี่ยวเฉา ลำธารหนาวเหน็บ
ที่ด้านหน้าวัด ทะเลสาบในฤดูใบไม้ร่วงเวิ้งว้างกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ผืนน้ำสีครามเป็ระลอกกระเพื่อมขึ้นลง สะท้อนเงาของูเา หน้าผาและต้นไม้ กลายเป็บรรยากาศชวนให้รู้สึกเศร้าหมอง
องค์รัชทายาทแคว้นต้าเฉินนำผู้ติดตามและเหล่าทหารองครักษ์ที่ไว้ใจได้กว่าร้อยคน ยืนสงบนิ่งอยู่ที่ลานหน้าวัดอันกว้างใหญ่
ซูอวี้เจ๋อยืนอยู่ริมทะเลสาบผู้เดียว มองดูแพไม้ไผ่ที่ประดับด้วยดอกเบญจมาศสีเหลืองสดใส และอวิ๋นหวงที่นอนอยู่บนนั้นคล้ายคนหลับลึกด้วยใบหน้าทุกข์ระทม
เขาป้อนยาต้มแก้พิษให้อวิ๋นหวง พร่ำบอกความในใจให้นางฟังเป็เวลาสองวันสองคืน ทว่าก็ยังไม่สามารถปลุกนางให้ตื่นขึ้นได้
ลมหายใจของนางแ่ลงทุกที จนในที่สุดก็เหมือนกับตะเกียงที่หมดน้ำมัน ไร้ซึ่งพลังแห่งชีวิต...
ตามธรรมเนียมของแคว้นต้าเฉิน หลังสมาชิกในราชวงศ์เสียชีวิต พวกเขาจะถูกปล่อยลงแม่น้ำ เพื่อชำระล้างกิเลสและความยึดมั่นในชีวิต ล่องลอยอย่างอิสระไปยังูเาเฟิ่งหยาที่อยู่อีกฝั่ง จากนั้นจึงนำร่างของนางใส่โลงศพและฝังอย่างสมพระเกียรติในสุสานของราชวงศ์
หัวใจของเขาเ็ปราวกับถูกบีบเค้น ซูอวี้เจ๋อขมวดคิ้วแน่น น้ำตาไหลนองสองแก้ม
เมื่อถึงฤกษ์แล้ว แพไม้ไผ่ที่บรรจุร่างของอวิ๋นหวงก็ถูกเณรน้อยที่ทำหน้าที่ส่งิญญาค่อย ๆ ผลักออกจากฝั่ง ลอยตามกระแสน้ำไป
ขณะที่เฝ้ามอง ซูอวี้เจ๋อก็รู้สึกราวกับหัวใจถูกฉีกกระชากออกไป พร้อมกับการจากไปของอวิ๋นหวง สิ่งที่เหลือในตัวเขามีเพียงเปลือกอันว่างเปล่า ไม่มีิญญา ไร้ซึ่งชีวิตชีวา ไม่ต่างจากศพที่เดินได้
ชายหนุ่มจ้องมองแพไม้ไผ่ที่ค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกไปทีละน้อยด้วยแววตาว่างเปล่า พร้อมกับความรู้สึกหายใจไม่ออก อกแกร่งปวดร้าว ลมหายใจขาดห้วง เมื่อคิดว่าชาตินี้อวิ๋นหวงจะจากเขาไปตลอดกาล และไม่มีวันได้พบนางอีก ความเศร้าโศกที่ท่วมท้นก็ได้พังทลายกำแพงแห่งสติของเขาทันที ชายหนุ่มะโลงไปในทะเลสาบโดยไม่สนใจสิ่งใด ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาว่ายไปยังแพไม้ไผ่อย่างสุดกำลัง!
“ไม่ได้นะ!” เมื่อเห็นดังนั้น ไท่จื่อเฉินคุนเฉิงก็ใจนหน้าเปลี่ยนสี “เร็วเข้า รีบหยุดเขาเอาไว้ อย่าให้รบกวนิญญาของน้องสาวข้า ถ้าเขาทำให้น้องสาวของข้าใ นางจะไปเกิดใหม่ได้ยาก ิญญาที่ตายอย่างไร้ความยุติธรรมจะหาทางกลับไม่ได้และกลายเป็ิญญาอาฆาต!”
ิเยว่และชิงเฟิง องครักษ์คนสนิทข้างกายของเฉินคุนเฉิงรีบวิ่งไปที่ทะเลสาบ ก่อนะโลงน้ำเพื่อรีบไปขัดขวางซูอวี้เจ๋อ
เมื่อเห็นว่าซูอวี้เจ๋อกำลังจะตามแพไม้ไผ่ทัน ิเยว่และชิงเฟิงจึงเข้าประกบซ้ายขวา คว้าแขนทั้งสองข้างของเขาลากตัวกลับเข้าฝั่ง
“ปล่อย! ปล่อยข้า! ข้าสาบานว่าชีวิตนี้ไม่ว่าเป็หรือตายจะอยู่เคียงข้างนางตลอดไป ให้ข้าไปอยู่กับนาง ให้ข้าไปอยู่กับนาง! ข้ายังมีคำพูดจะบอกนาง ข้ามีคำพูดจะบอก...”
ซูอวี้เจ๋อะโด้วยเสียงแหบพร่า พยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากการควบคุมของิเยว่และชิงเฟิง คิดจะว่ายไปอยู่ข้างกายอวิ๋นหวง แต่ทันใดนั้นชายหนุ่มก็เห็นแพไม้ไผ่เคลื่อนที่เร็วขึ้น และรูปแบบก็ผิดปกติไป!
ทั้งสามคนลอยอยู่ในน้ำ มองดูแพไม้ไผ่ด้วยความสงสัย
ผิวน้ำที่ราบเรียบปราศจากระลอกคลื่นใด ๆ ด้านใต้กลับมีกระแสน้ำวนเชี่ยวกราก ก่อตัวเป็วังวนขนาดมหึมาโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำ พัดพาแพไม้ไผ่หมุนคว้างไป!
“ไม่! อย่านะ!” ซูอวี้เจ๋อจับตาดูเหตุการณ์อย่างตื่นตระหนก ฉวยโอกาสตอนที่ิเยว่และชิงเฟิงกำลังตกตะลึง ใช้แรงผลักคนทั้งสองออกไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็พุ่งตัวว่ายตรงไปหาอวิ๋นหวง!
วังวนน้ำหมุนตัวอย่างรวดเร็ว แพไม้ไผ่ถูกดูดเข้าไปข้างใน หมุนวนเป็วงกลมราวกับเกลียวคลื่น เพียงชั่วพริบตา มันก็ถูกดูดเข้าไปในศูนย์กลางของวังวนและจมดิ่งหายไปทันที!
ซูอวี้เจ๋อที่ว่ายตามไปติด ๆ ก็ไม่รอดพ้นเช่นกัน เขาผลุบหายไปในกระแสน้ำวนที่ไหลเชี่ยวในพริบตา
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เร็วเกินกว่าใครจะตั้งตัวทัน
ิเยว่และชิงเฟิงยังคงตะลึงงันอยู่ที่เดิม ไม่กล้าก้าวไปข้างหน้าแม้แต่ก้าวเดียว
เฉินคุนเฉิงและคนที่เหลือรีบวิ่งไปที่ริมฝั่ง ทุกคนมีสีหน้าใเต็มเปี่ยม
“ฝ่าา นี่…เป็แบบนี้ได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”
เสนาบดีคนสนิทจูอวิ๋นฉี่ ถามขึ้นอย่างเป็กังวล
เมื่อเฉินคุนเฉิงได้สติกลับคืนมา เขาก็ใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง “ในทะเลสาบนี้มีอะไรซ่อนอยู่หรือไม่? เหตุใดกระแสน้ำวนขนาดมหึมาเช่นนี้ถึงปรากฏขึ้นมาอย่างฉับพลัน?
ทุกคนมองหน้ากันด้วยความสับสนมึนงง และไม่เข้าใจ
เฉินคุนเฉิงกล่าว “ถ่ายทอดคำสั่งข้า ให้ผู้ที่ว่ายน้ำเก่งและกล้าหาญดำน้ำลงไปค้นหา ใครที่นำตัวองค์หญิงเก้าอวิ๋นหวงและซูอวี้เจ๋อกลับมาได้ จะได้รับพระราชทานรางวัลหนึ่งพันตำลึงทอง!”
ทันใดนั้น ผู้กล้ามากกว่าสิบคนก็ะโดำดิ่งลงไปในทะเลสาบ เพื่อค้นหาองค์หญิงอวิ๋นหวงและซูอวี้เจ๋อ
ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ ทันทีที่ทุกคนลงไปในน้ำ กระแสน้ำวนขนาดมหึมาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ผิวน้ำกลับคืนสู่สภาพเดิม ราบเรียบราวกับกระจก!
เฉินคุนเฉิงและคนอื่น ๆ ที่อยู่บนฝั่งสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ทุกคนต่างก็รู้สึกประหลาดใจ
ผ่านไปพักใหญ่ เหล่าผู้กล้าที่ลงไปค้นหาก็ค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ แต่ละคนไม่พบอะไรเลย
จูอวิ๋นฉี่เกิดอาการตื่นตระหนก และตัดสินใจไม่ได้ “ฝ่าา มีปรากฏการณ์แปลกประหลาดบนท้องฟ้า เื่นี้ค่อนข้างแปลกมากพ่ะย่ะค่ะ...”
เฉินคุนเฉิงจิตใจสับสนวุ่นวาย “ไม่ต้องพูดจาให้เข้าใจยาก แค่บอกข้ามาว่า ตอนนี้ควรทำอย่างไร?”
จูอวิ๋นฉี่รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา จึงรีบคุกเข่าคำนับกับพื้นอย่างเต็มพิธีการ “ฝ่าา อภัยให้กระหม่อมด้วย กระหม่อมไม่กล้ารีบร้อนพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมคิดว่า เทพแห่งสายน้ำนี้กำลังพิโรธ ฝ่าาควรนำเหล่าขุนนางคุกเข่ากราบไหว้ และให้ราษฎรนำข้าวสารไปโปรยทาน เพื่อปลอบประโลมเทพแห่งสายน้ำ...”
แววตาของเฉินคุนเฉิงเย็นเยียบขึ้น แม้ไม่โกรธแต่ก็มีพลังน่าเกรงขาม “เหลวไหล! ข้าคือโอรส์ เป็ผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของแผ่นดิน เทพย่อมเคารพภูตผีต้องหลีกทาง จะให้ข้านำขุนนางทั้งหมดไปคุกเข่ากราบไหว้ผู้ที่่ชิงน้องสาวของข้าไปได้อย่างไร? ข้าวสารของราษฎรมีค่ามากมาย แม้แต่จะกินให้อิ่มท้องก็ยังไม่พอ แล้วจะให้นำไปทิ้งลงน้ำเปล่า ๆ ได้อย่างไร? ไสหัวไปให้พ้น หากไม่รู้ก็หุบปาก ไม่ต้องแสร้งทำเป็เื่ลี้ลับมาหลอกลวงข้า!”
เมื่อจูอวิ๋นฉี่ได้ยินดังนั้นก็รีบหุบปากฉับ แล้วรีบหลบไปอีกด้านหนึ่ง
หลังจากพักผ่อน่สั้น ๆ ิเยว่และชิงเฟิงก็ได้นำทุกคนดำน้ำลงไปค้นหาอีกครั้ง
น้ำใสจนมองเห็นก้นบึ้ง สามารถมองเห็นได้โดยไม่มีสิ่งใดกีดขวาง ทุกคนดำน้ำลาดตระเวนโดยรอบ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่พบองค์หญิงเก้าและซูอวี้เจ๋ออยู่ดี
ทุกคนยังไม่ยอมแพ้และทำการค้นหาไม่หยุด จนกระทั่งถึงเวลาพลบค่ำ พวกเขาจึงจำใจต้องกลับขึ้นฝั่ง
“เหน็ดเหนื่อยกันมากแล้ว ทหารทุกคนรีบกลับไปต้มน้ำอาบให้ตัวอุ่น ส่วนคนที่เหลือให้แบ่งกำลังออกเป็สามทาง กลุ่มตะวันออกและตะวันตกให้ไปค้นหาที่เชิงเขาด้านตะวันออกและตะวันตกของทะเลสาบตามลำดับ ส่วนกลุ่มกลางจะตามข้ากลับเข้าวัง ไปสอบสวนและจัดการผู้ที่สมคบคิดกับศัตรูขายชาติ!”
เหล่าทหารได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี มีระเบียบวินัย และปฏิบัติหน้าที่อย่างดีเยี่ยม
เฉินคุนเฉิงมองไปที่ทะเลสาบด้วยความโศกเศร้า เขากัดฟันเอ่ยขึ้น “อวิ๋นหวง พี่ชายจะกลับวังหลวงไปตามหาตัวองค์หญิงเจ็ดและสวีกุ้ยเฟยเพื่อล้างแค้นให้เ้า!”
เมื่อจูอวิ๋นฉี่ได้ยินดังนั้นก็รีบเดินเข้าไปห้ามอย่างเร็วรี่ “ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะฝ่าา ทำเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด ทุกอย่างต้องคำนึงถึงสถานการณ์โดยรวมนะพ่ะย่ะค่ะ การปกครองแผ่นดินควรมีเมตตา แม้ว่าองค์หญิงเจ็ดและสวีกุ้ยเฟยกระทำความผิด แต่ก็ไม่ถึงกับต้องโทษปะา พวกนาง…”
ทันใดนั้นเฉินคุนเฉิงก็ชักกระบี่ที่เอวออกมา สะบัดมือหนึ่งครา ลำคอของจูอวิ๋นฉี่ก็มีเืพุ่งกระฉูดออกมา และเสียงของเขาก็ขาดหายไปทันที
กระบี่ในมือมีเืหยดลงมา เฉินคุนเฉิงเต็มไปด้วยจิตสังหาร “ต่อให้กระทำความผิดก็ไม่สมควรตายหรือ? พวกนางรู้เห็นแต่ไม่รายงาน ร่วมมือกับโจวอวิ๋นเฉินเปิดเผยร่องรอยของเสด็จพ่อเสด็จแม่ นำความวิบัติมาสู่บ้านเมือง โทษร้ายแรงเกินจะบรรยาย ลงโทษห้าม้าแยกร่างก็ยังไม่เพียงพอ!
ิเยว่ ชิงเฟิง และเหล่าทหารต่างเห็นพ้องต้องกัน “ฝ่าาทรงพระปรีชา!”
เฉินคุนเฉิงเบิกตากว้างด้วยความเคียดแค้น ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยพลังแห่งการทำลายล้าง “ผู้ทรยศต่อแผ่นดินต้องโทษตาย ใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะต้องถูกกำจัดให้สิ้นซาก!”
.
.
.