บทที่ 10
“คุณเดินเข้ามาหาผมในท่ามกลางพายุฝนนะเมอร์ลิน” เขาเหวี่ยงร่างเธอขึ้นในอ้อมแขนราวกับไม่ได้ใช้กำลังเลย “คุณก้าวเข้ามาในความมืดมิดของผม” เขาวางร่างเธอลงบนพื้นพรม ความร้อนของไฟจากเตาผิงช่วยให้เรือนกายที่เปลือยเปล่าทั้งของเขาและเธออบอุ่นอยู่ “ผมอยากจะให้ตัวเองถูกเผาไหม้ลงในไฟที่คุณก่อขึ้น ให้เนื้อตัวมันละลายหายไปในพริบตาเลย” เขาซุกใบหน้าลงในเรือนผม “ช่วยให้ผมอบอุ่นหน่อยสิเมอร์ลิน ช่วยให้ผมได้รักคุณ”ความต้องการที่บังเกิดขึ้นกับเธอนับแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นผู้ชายคนนี้มีได้คลายลงเลย แต่กระนั้นยามที่เธอลูบไล้ปอยผมที่ปรกอยู่บนหน้าผากให้เข้าที่ และเผยอเรียวปากขึ้นมันเป็นเพราะความสงสารความเห็นใจมากกว่าเธอใคร่จะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของเขา แม้มันจะหมายถึงการสร้างความเจ็บปวดให้เกิดขึ้นกับตนเองก็ตามริมฝีปากของเขาและเธอเบียดชิดและชุ่มชื้น ต่างคนต่างเรียนรู้แสวงหาและใคร่ครอบครองในกันและกันปลายลิ้นของแรนด์สร้างความกระสันปั่นป่วนให้เกิดขึ้นอย่างที่เธอไม่เคยคิดฝันมาก่อน แรนด์น่าจะลืมฝันร้ายในชีวิตของเขาลงแล้วเมื่อเขาหลงละเมออยู่กับเรือนกายของเธอ ฝ่ามือของเขาโลมไล้ไปทั่วทุกตารางนิ้วบนเรือนร่างมือข้างหนึ่งเอื้อมลงไปยังนวลเนื้อที่ซ่อนเร้น ขณะเดียวกันศีรษะก็เคลื่อนต่ำลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งไปหยุดอยู่ตรงทรวงอกข้างหนึ่งเมอร์ลินเบียดร่างขึ้นหาเหมือนจะอ้อนวอนเมื่อเขาละริมฝีปากจากจุดนั้นเลื่อนเรื่อยลงไปตามเนินทรวง เธอถึงกับร้องร่ำเมื่อเขาควานขึ้นไปยังหน้าอกอีกข้างหนึ่งเนื้อตัวของเธอร้อนเร่าด้วยไฟพิศวาสที่โหมกระพืออยู่อย่างไม่หยุดยั้ง แม้ว่าในตอนแรกเขาจะเป็นคนอ้อนวอนขอร้องให้เธอช่วย แต่เวลานี้เขากลับกลายเป็นผู้บังคับเธอไปเสียแล้ว เป็นผู้ชนะที่ไม่ได้รับการต่อสู้หรือขัดขืนเลยแม้แต่น้อยแต่เมอร์ลินเองก็อยากจะได้สัมผัสเขาเช่นกัน เธอลูบไล้ฝ่ามือทั้งสองลงไปตามแผ่นหลังที่เปียกชื้น ปลายนิ้วสัมผัสความเป็นชายที่แข็งขัน รู้ได้ด้วยสัญชาตญาณว่าควรจะต้องทำอย่างไรจึงจะทำให้เขามีความสุขได้เธอขยับร่างอย่างตั้งใจ และในที่สุดแรนด์ก็นอนอยู่ใต้ร่างเธอ พยายามบังคับตัวเองไว้ที่จะไม่ล่วงล้ำขณะที่เมอร์ลินเคลื่อนตัวขึ้นทับเขาไว้ เธอเห็นเขาหงายหน้าขึ้นกรามขบกันจนนูนเป็นสัน ขณะที่เธอยกตัวขึ้นและลดตัวลงเป็นครั้งที่สอง“เดี๋ยวนี้เลย เมอร์ลิน” เขาร้องบอกความต้องการของตนเองออกมา “อย่าทรมานผมอย่างนั้น เร็วสิ”เธอเองก็ใช้ความพยายามอย่างที่สุดแล้ว... อย่างที่สุดจริง ๆ เพียงแต่ว่าเธอยังไม่เคยนอนกับผู้ชายคนไหนมาก่อนเลยในชีวิตเท่านั้นร่างกายของแรนด์เบียดชิดอยู่กับเธอ และเธอก็รู้ว่าร่างกายของเธอกำลังเพรียกหาเขาอยู่อย่างอึงอล แต่ถึงอย่างไรก็ตามจะต้องทำลายเยื่อพรหมจรรย์ที่เป็นตัวอุปสรรคกีดขวางลงเสียก่อน ซึ่งดูเหมือนมันจะยากลำบากกว่าที่เธอติดไว้มาก จากที่อ่านพบในหนังสือ เขาบอกไว้ว่าจะต้องได้รับความเจ็บปวดอย่างรุนแรง แต่ภายหลังจากนั้นถ้าคู่นอนมีความเมตตาพอ ความสุขเกษมเปรมปลื้มก็จะบังเกิดตามมา แต่ไม่เห็นมีหนังสือเล่มไหนเขียนบอกไว้ว่าจะเป็นเช่นนี้เลยความรู้สึกผิดหวังเข้ามาแทนที่อารมณ์พิศวาสที่เกิดอยู่เมื่อครู่ เธอถึงกับสะอื้นไห้ออกมาเบา ๆ เมื่อเยื่อนั้นเป็นตัวขัดขวางไว้ไม่ให้เขาล่วงล้ำก้ำเกินเข้าไปในเนื้อตัวของเธอได้อย่างเต็มที่ เธอต้องการผู้ชายคนนี้ ต้องการให้เขาได้ร่วมรักกับเธอเช่นเดียวกับที่เขาต้องการเธออยู่ไม่น้อย แต่กระนั้น...เมอร์ลินขบริมฝีปากอย่างโมโหตัวเองขณะเดียวกันแรนด์ก็หมดสิ้นความอดทน เขาคิดว่านี่เป็นเกมที่เธอเอามาเล่นกับเขา ดังนั้นเขาจึงเป็นฝ่ายจัดการเสียเองด้วยการผลักร่างเธอให้นอนหงาย และสอดใส่ร่างกายเข้าไปในตัวเธอเมอร์ลินต้องพบกับความเจ็บปวดอย่างไม่คาดคิด มันเป็นความรู้สึกที่เหลือเชื่อจริงๆ แต่เมื่อเขาเข้าไปอยู่ในเนื้อตัวของเธอแล้ว เมอร์ลินก็มีความรู้สึกว่าเธอเป็นสมบัติของผู้ชายคนนี้ มันคล้ายกับว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อตัวเขาหยาดน้ำตาที่ลามไหลอยู่บนนวลแก้มเป็นหยาดน้ำตาแห่งความสุขสมที่บังเกิดขึ้นเมื่อความปราโมทย์บังเกิดขึ้นนั้น แรนด์เป็นผู้ชี้นำวิธีการว่าเธอควรจะทำอย่างไรจึงจะมีความสุขด้วยกันได้ทั้งสองฝ่าย ดวงตาของเขาฉายแสงแห่งความยินดีขณะที่เธอเคลื่อนไหวร่างกายไปตามจังหวะที่เขาเป็นผู้กำหนดขึ้นความสุขสมที่เกิดขึ้นในยามนี้ทำให้เมอร์ลินอยากจะทั้งหัวเราะและร้องไห้ออกมาในเวลาเดียวกัน มันเป็นทั้งความตื่นเต้นและตื่นกลัวในขณะเดียวกัน และแล้วเธอก็ได้รู้ว่า มันไม่เหมือนกับความรู้สึกอื่นใดที่เธอเคยได้พานพบมาก่อนเลยในชีวิตนี้ทั้งความร้อนเร่า ความกระวนกระวายได้ระเบิดออกจากร่างกายที่เชื่อมประสานกันอยู่ ไรฟันของแรนด์ขบลงบนนวลเนื้อเมื่อไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองไว้ได้อีกต่อไป เนื้อตัวของเขาสั่นสะท้านครั้งแล้วครั้งเล่าขณะที่ความรู้สึกสุดยอดถูกปลดปล่อยออกมาทั้งเขาและเธอได้พบกับความสุขนั้นอย่างสมบูรณ์ด้วยกันทั้งคู่ เมอร์ลินได้สัมผัสกับความสัมพันธ์อันล้ำลึกยากที่จะหาสิ่งใดมาเสมอเหมือน เธอลืมไปแล้วว่าความเจ็บปวดในครั้งแรกนั้นเป็นอย่างไรเธอไล้จุมพิตไปทั่วใบหน้าเขา มีความรู้สึกว่าบัดนี้เขาและเธอได้มีส่วนร่วมกันในอะไรบางอย่างที่สวยสดงดงามเมอร์ลินไม่อยากให้นาทีแห่งความชิดใกล้นั้นต้องสิ้นสุดยุติลงเลยแต่แล้วเธอก็ได้ตระหนักว่าแรนด์ไม่ได้ให้ความสนใจในตัวเธออีกต่อไป เขาไม่ได้เหลือบแลมาทางเธอเลยด้วยซ้ำได้แต่จ้องมองดูเปลวไฟที่ปะทุอยู่ในเตาตรงหน้า ซึ่งตรงนั้นมีรูปของภรรยาที่ตายไปแล้วตกอยู่ ในดวงตาของเขาไร้แววแห่งความมีชีวิต ซึ่งทำให้เมอร์ลินอ่านไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่แต่เธอไม่จำเป็นจะต้องรู้ในเมื่อเธอเองเป็นฝ่ายเสนอตัวให้เขาเพียงเพื่อสนองความต้องการของเขาในยามนี้เท่านั้นมันไม่ใช่ความผิดของเขาที่เธอเป็นฝ่ายทำลายกฎที่ตั้งไว้ลงเสียเอง มันทำให้เธอไม่ต้องการจะมีส่วนในชีวิตของเขาอีกต่อไปเขาหันกลับมามองหน้าเธอทั้งสีหน้าและแววตาเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด“นี่ผมทำสิ่งนั้นลงไปกับคุณอย่างนั้นหรือ” เขาลูบไล้แผ่นหลังของเธออยู่อย่างอ่อนโยนเมอร์ลินไล้ปลายลิ้นอยู่กับเรียวปาก สัมผัสความเจ็บช้ำที่เธอขบกัดไว้อย่างแรงเมื่อลืมตัว“เปล่าหรอกค่ะ ฉันเป็นคนทำเอง” เธอปฏิเสธคำพูดของเขาในทันที ขณะเดียวกันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมร่างกายของเขาและเธอจึงมีความสัมพันธ์กันได้อย่างลึกซึ้งโดยไม่รำคาญกันเลยความเห็นใจที่บังเกิดขึ้นทำให้สีหน้าของแรนด์อ่อนโยนลง“ผมไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเกิดขึ้นเลย” เขาพูดเสียงเบา“ฉันเองก็เหมือนกันค่ะ” แน่นอน...เธอรู้ในสิ่งนั้นดีอยู่แล้ว “แต่ถึงยังไงมันก็เกิดขึ้นแล้ว”“ใช่” เขาตอบห้วน ๆหยาดน้ำใส ๆ เอ่อท้นขึ้นในดวงตาเมื่อเขายังไม่ยอมปล่อยมือออกจากร่างของเธอ แรนด์พลิกร่างเธอให้ลงนอนเคียงข้างเขา ช่วงไหล่กว้างบดบังแสงจากเตาผิงไว้“ผมเสียใจนะ” เขาเอ่ยขึ้นในทันใดซึ่งทำให้เธอต้องสูดลมหายใจลึก มีความรู้สึกเหมือนคนที่ถูกทอดทิ้ง เมื่อร่างกายของเขาไม่ได้แนบชิดอยู่กับเธอเช่นเมื่อครู่“ฉันเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาคุณเองค่ะ” เธอพูดเป็นเชิงเตือน“เพราะว่าคุณสงสารผม... ”“เปล่าเลย”เขาเหวี่ยงร่างลุกขึ้นยืนเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าเตาผิงอีกครั้ง“มันเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อคุณเห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนร้องไห้อยู่ต่อหน้าเหมือนเด็ก ๆ ”“แรนด์...”“กลับไปห้องของคุณเถอะ...ได้โปรด” น้ำเสียงที่ออกคำสั่งนั้นบอกให้รู้ว่า เขาไม่ต้องการให้เธอมาต่อล้อต่อเถียงกับเขาอีกในที่สุดเธอก็ไม่สามารถช่วยเขาได้อย่างที่ตั้งใจไว้เลยสิ่งที่เธอทำได้ก็เพียงช่วยให้เขาลืมสิ่งที่มันเกิดขึ้นในชีวิตลงชั่วคราวเท่านั้น แต่แล้วเขาก็ต้องพบกับความเจ็บปวดที่มันมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม แม้เขาไม่บอกออกมาตรงๆ แต่เมอร์ลินก็รู้ห้องนอนของเมอร์ลินยังคงอยู่ในสภาพเหมือนตอนที่เธอเดินออกไป ดวงไฟข้างเตียงยังเปิดทิ้งไว้ ผ้าคลุมเตียงตลบลงไปกองอยู่ปลายเท้าตอนที่เธอรีบรุดออกไปเพื่อจะดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ตัวเธอเองต่างหากที่แปลกเปลี่ยนไปนับแต่วันที่เธอได้พบกับความหลอกลวงของมาร์กแล้ว เธอหลีกเลี่ยงที่จะเข้าใกล้ชิดผู้ชายทุกคน เธออาจจะออกไปกับพวกเขาเหล่านั้น ไม่ว่าจะสนุกสนานกันมากขนาดไหน แต่เมื่อถึงตอนกลางคืน เธอก็จะกลับบ้าน แต่เพียงลำพังเสมอพระเจ้าทรงรู้ดีว่า จริง ๆ แล้วเธอมีโอกาสอย่างมากมายที่จะไม่ต้องทำอะไรเช่นนั้น คริสโตเฟอร์เดรค เป็นผู้ชายอีกคนหนึ่งที่หวังจะให้เธอเข้าไปนอนร่วมเตียงกับเขา แต่เมอร์ลินไม่ต้องการความสุขในตอนแรกแล้วต้องพบกับความเจ็บปวดในหัวใจตอนหลัง เธอจึงเป็นฝ่ายปฏิเสธโอกาสที่ถูกหยิบยื่นมาให้เสียด้วยตนเองจนกระทั่งมาถึงแรนด์ คามิเกล ตอนที่เธอเดินเข้าไปหาเขานั้นเมอร์ลินไม่คิดที่จะลังเลใจเลย มีความรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ควรกระทำเสียด้วยซ้ำ คล้ายกับเธอรู้ล่วงหน้าตั้งแต่ตอนที่ได้เห็นเขาเป็นครั้งแรกแล้วว่า สิ่งนี้มันจะต้องเกิดขึ้นเป็นไปได้หรือไม่ที่ว่า เพราะการที่เธอพยายามศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับซูซี่ ฟอร์เรสเตอร์ มากเกินไปจนกระทั่งเธอรับความคิดเขาไว้ในสมองว่าเธอคือผู้หญิงคนนั้น แต่ว่านั่นมันเป็นสิ่งที่น่าหัวเราะเยาะอย่างที่สุดหรือมิใช่