ตอนที่ 14 ยังไม่คิดเื่แต่งงานในตอนนี้
ดวงตาของป้าตู้กลับคอยชำเลืองมองไปที่ชามของคนครอบครัวหานเป็ระยะ
เส้นบะหมี่เอย น้ำซุปที่เข้มข้นเอยแถมยังโรยหน้าด้วยเนื้อหลายชิ้น
ชาวบ้านในชุมชนต่างก็พูดเป็เสียงเดียวกันว่าครอบครัวหานฐานะยากจน?ทำไมถึงไม่เห็นเหมือนที่พูดกันเลยนะ? ไม่ใช่วันปีใหม่หรือเทศกาลอะไรจะมีใครบ้างได้กินบะหมี่เนื้อสับกัน?
กลิ่นเนื้อสับหอมอบอวลจนป้าตู้ถึงกับลืมจุดประสงค์ที่มาในวันนี้ไปเสียสนิท
สิ่งที่เธอ้าตอนนี้คือการได้กินบะหมี่ชามโตสักชามอย่างเอร็ดอร่อยแต่ครอบครัวหานกลับไม่มีทีท่าว่าจะเชื้อเชิญเธอเลยสักนิด
ดูเหมือนว่าหานชีเยวี่ยจะอ่านใจป้าตู้ออก
“ป้าตู้คะ วันนี้ที่ป้ามาที่นี่ที่จริงแล้วมีเื่อะไรหรือเปล่าคะ?” หานชีเยวี่ยเอ่ยถาม
“ฉันกะว่าจะแวะมาดูว่าเย็นนี้พวกเธอทำอะไรกินกัน...”คำพูดของป้าตู้ทำให้ทุกคนในบ้านต่างมองหน้ากันเลิกลั่กนี่ไม่ได้มาเพื่อขอโทษงั้นเหรอ แล้วทำไมถึงกลายเป็มาดูว่าบ้านนี้กินอะไรกัน?
ตอนนี้เองป้าตู้เพิ่งรู้ตัวว่าตนเองพูดผิดไปพลันหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย แต่โชคดีที่แก้มของเธอมีสีผิวคล้ำแม้จะหน้าแดงก็มองไม่ค่อยชัด
“ไม่ใช่ ไม่ใช่นะฉันมานั่งคิดว่าเซี่ยงหยางเองก็อายุไม่น้อยแล้ว ควรจะแต่งงานมีครอบครัวได้แล้ว”
ถึงแม้ยังไม่อาจตัดใจจากบะหมี่เนื้อได้แม้จะอาลัยอาวรณ์มากเพียงใดก็ตาม แต่สุดท้ายป้าตู้สามารถละสายตาดึงสติกลับมาได้ เธอแสร้งทำเป็ว่าไม่ได้สนใจอาหารบนโต๊ะของครอบครัวหาน
ทันทีที่ป้าตู้พูดจบสีหน้าของทุกคนในบ้านก็ยิ่งดูแย่ลงไปอีก
นี่ไม่ใช่ว่าพูดแทงใจดำหรือ?
หนุ่มๆในวัยเดียวกันกับหานเซี่ยงหยางต่างเป็คุณพ่อกันหมดแล้วเหลือเพียงแค่หานเซี่ยงหยางเท่านั้นที่ยังครองตัวเป็โสดเื่นี้ทำให้ครอบครัวหานต้องหนักใจไม่น้อย
หานเซี่ยงหยางกลายเป็หนุ่มใหญ่แห่งชุมชนไปแล้ว
ความจริงแล้ว หานเซี่ยงหยางนั้นทั้งหน้าตาดีผิวพรรณผุดผ่อง มีเสน่ห์น่าหลงใหล แต่ติดตรงที่ฐานะทางบ้านยากจนมีภาระค่าใช้จ่ายมากมาย สาวๆ ในชุมชนใกล้เคียงที่รู้เื่ราวดีต่างก็ไม่มีใครอยากแต่งเข้าบ้านนี้สักคน
นานๆ ครั้งถึงจะมีคนตอบตกลงแต่กลับกลายเป็ว่าฝ่ายหานเซี่ยงหยางไม่ชอบอีก ผลัดกันไปผลัดกันมาก็ล่วงเลยมาจนถึงทุกวันนี้
“พวกเรากำลังจะกินข้าวแล้ว!”ย่าหานเอ่ยปากไล่แขก
ยิ่งแก่ยิ่งไม่รู้จักกาลเทศะยังกล้ามาตอนที่คนเขากำลังจะกินข้าว
ป้าตู้รู้สึกอึดอัดใจ เธอตบหน้าตัวเองเบาๆแล้วพูดว่า “ดูฉันสิ ยิ่งแก่ยิ่งพูดไม่รู้เื่”
“พี่ ที่บ้านฉันมีเด็กสาวคนหนึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเซี่ยงหยางหากพวกพี่ไม่รังเกียจที่ฐานะทางบ้านของเด็กคนนี้ยากจนละก็ ฉันจะลองไปเจรจาให้”
ป้าตู้ดึงสติกลับมาได้อีกครั้งเลิกสนใจบะหมี่ของครอบครัวหาน แล้วเริ่มพูดจาอย่างมีเหตุผลมากขึ้นเธอจงใจพูดขึ้นมาว่าเด็กสาวคนนั้นอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเซี่ยงหยางแสดงว่าเื่หน้าตาก็คงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรส่วนที่แย่ก็น่าจะเป็เื่ฐานะทางบ้าน
ข้อนี้ ถือว่าใกล้เคียงกับครอบครัวหาน
พอได้ยินป้าตู้พูดแบบนั้นหัวใจของชีเยวี่ยก็สูบฉีดหนักขึ้นเธอกำลังคิดจะโน้มน้าวใจให้พี่ชายสอบเข้ามหาวิทยาลัย ถ้าพี่ชายแต่งงานในตอนนี้ทั้งชีวิตนี้คงต้องอาศัยอยู่ที่ชนบทไปชั่วชีวิต
แต่การแต่งงานเป็เื่สำคัญในชีวิตเธอไม่อาจไปขัดขวางเื่งานแต่งของพี่ชายได้
ในชาติก่อนพี่ชายไม่เคยพูดถึงหญิงสาวที่ตนเองพึงใจ สุดท้ายก็ต้องมาช่วยคนอื่นเลี้ยงลูกจนลงเอยอย่างน่าอนาถแบบนั้น
ย่าหานคิดถึงแต่เื่ที่อยากจะอุ้มเหลนใบหน้าของหล่อนจึงฉายแววแห่งรอยยิ้ม ฐานะทางบ้านจะยากจนก็ไม่ใช่เื่เลวร้ายอะไรเพราะครอบครัวหานเองก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร
“เซี่ยงหยางของบ้านเราน่ะไม่มีข้อบกพร่องแม้แต่น้อยนอกจาก ภาระรับผิดชอบทางบ้านที่หนักอึ้ง แม้กระทั่งเด็กๆ ก็ยังเหนื่อย”
ป้าตู้ถอนหายใจอย่างโล่งอกการที่อีกฝ่ายยอมให้ตนเองช่วยเหลือแบบนี้แสดงว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองบ้านจะไม่เลวร้ายลง
“เซี่ยงหยางเป็เด็กดีฉันเห็นเขามาั้แ่เด็กจะไม่รู้ได้ยังไงว่าเขาดีหรือไม่?” ป้าตู้พูดด้วยท่าทีสุภาพ
แต่หานเซี่ยงหยางกลับขมวดคิ้วครุ่นคิดเมื่อครู่ที่ชีเยวี่ยพูด เขานั้นตั้งใจรับฟังอย่างถ่องแท้ถึงแม้ว่าชีเยวี่ยจะอายุยังน้อย แต่สองปีมานี้ เธอได้ไปเรียนหนังสือที่เมืองย่อมต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกลกว่าคนอื่น เธอพูดแบบนั้นออกมาย่อมต้องมีเหตุผลแน่นอน
ขณะที่หานเซี่ยงหยางกำลังครุ่นคิดสายตาแหลมคมก็หันไปมองชีเยวี่ยโดยไม่รู้ตัวบังเอิญว่าชีเยวี่ยเองก็กำลังมองหานเซี่ยงหยางอยู่เช่นกัน เมื่อสองพี่น้องสบตากันต่างฝ่ายต่างก็เข้าใจในทันที
หานเซี่ยงหยางกลัวว่าย่าหานจะตอบตกลงเื่นี้จึงรีบเอ่ยปากขัดขึ้นมา
“คุณป้าครับ เื่นี้เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลังดีกว่า ยังไงซะ ผมก็อายุขนาดนี้แล้วรออีกสักหน่อยก็คงไม่เป็ไรหรอกครับ”
พอได้ยินหานเซี่ยงหยางพูดแบบนั้นทุกคนต่างก็หันมามองเป็ตาเดียวผู้ใหญ่ในบ้านทุกคนล้วนมีสีหน้ายากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“เซี่ยงหยาง แกอายุไม่น้อยแล้วนะถ้ายังมัวแต่รีรอต่อไปอีก...”
ย่าหานนึกถึงคำพูดที่หานชีเยวี่ยพูดถึงเื่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยหล่อนจึงไม่พูดต่อ หลานชายคนโตฉลาดหลักแหลมแบบนี้ย่อมต้องเข้าใจความหมายของชีเยวี่ยอย่างแน่นอน เด็กคนนี้รักการเรียนบางทีอาจจะอยากจะตั้งใจเรียนหนังสือเพื่ออนาคตที่ดีก็ได้! เื่นี้เป็เื่สำคัญทั้งชีวิตของเด็กๆในฐานะที่เป็ผู้ใหญ่ก็ไม่ควรเข้าไปยุ่ง
“เซี่ยงหยาง ลูกจะไม่เสียใจภายหลังใช่ไหม?หรือว่าลองไปพบหน้าเธอก่อนดีไหม?” หยางชุนจือครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากเกลี้ยกล่อม ในใจของเธอแน่นอนว่าอยากให้ลูกชายได้แต่งงานมีครอบครัวโดยเร็วถือว่าเป็การลุล่วงภารกิจสำคัญของชีวิต
เธอมีลูกชายถึงสามคนกว่าจะจัดการเื่ของพวกเขาได้ทั้งหมดก็คงต้องใช้เวลาอีกหลายปีถ้าพี่ชายคนโตแต่งงานไม่ได้ น้องชายคนอื่นๆ ก็คงต้องชะลอออกไปอีก
“แม่ครับ เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลังนะครับ”หลังจากพูดจบ หานเซี่ยงหยางก็ยกชามบะหมี่ขึ้นมา บะหมี่หอมๆ แบบนี้ต้องรีบกินตอนร้อนๆสิ!
ผู้าุโในครอบครัวหานจะไม่เข้าใจได้อย่างไร?เด็กคนนี้ ในใจคงไม่ได้เต็มใจ ทุกคนในบ้านต่างก็เงียบลงแล้วเริ่มลงมือกินข้าวส่วนป้าตู้พอเห็นแบบนั้นก็รู้ว่าเื่นี้คงเป็ไปไม่ได้แล้วเธอจ้องมองไปที่ชามข้าวของทุกคนด้วยความเสียดายถ้าเื่นี้สามารถพูดคุยตกลงกันได้ ไม่แน่ว่าครอบครัวหานอาจจะยอมให้เธอนั่งกินข้าวด้วยถ้าได้เป็ญาติกัน ต่อไปจะได้กินข้าวบ้านนี้บ่อยๆ
คนที่ป้าตู้พูดถึงคือลูกสาวของลูกพี่ลูกน้องฝ่ายแม่ของเธอตอนที่เธอมาถึง ในใจเธอสามส่วนแค่คิดจะมาลองเชิงดูเท่านั้นแต่พอได้เห็นอาหารบนโต๊ะของครอบครัวหาน ความคิดสามส่วนก็เพิ่มขึ้นเป็เจ็ดส่วนใครจะไปรู้ว่าสุดท้ายเื่กลับไม่เป็อย่างที่คิด
“ถ้าอย่างนั้น ฉันกลับก่อนนะ”ป้าตู้เหลือบมองอาหารเย็นของครอบครัวหานด้วยความอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะจำใจลุกออกไปเนื่องจากข้าวปลาอาหารในยามนี้มีค่าครอบครัวหานจึงไม่ได้แสร้งทำเป็เชื้อเชิญให้ป้าตู้อยู่กินข้าวด้วยมีเพียงหยางชุนจือและซย่าซิ่วเหอสะใภ้ทั้งสองเท่านั้นที่เดินออกมาส่งป้าตู้
หลังจากส่งป้าตู้กลับไปแล้วหยางชุนจือก็อดใจไม่ไหวจึงถามขึ้นมา “เซี่ยงหยาง ลูกคิดยังไงกันแน่?ทำไมถึงปฏิเสธไปแบบนั้น”
“แม่ครับ ผู้หญิงบ้านป้าตู้นั้นพี่ใหญ่แต่งงานด้วยไม่ได้หรอกครับ” หานซื่อหยางพูดขณะกำลังซดบะหมี่เสียงจึงอู้อี้ฟังไม่ชัด
ปกติแล้วแม่ของเขานั้นเป็คนฉลาดเป็กรดเหตุใดครานี้ถึงได้ไม่เข้าใจกันนะ?
หยางชุนจือยังไม่ทันจะเข้าใจความหมายของหานซื่อหยางก็ได้ยินเสียงของแม่สามีดังขึ้น
“ซื่อหยางพูดถูกแล้ว ผู้หญิงตระกูลตู้บ้านเราพาแต่งเข้ามาไม่ได้หรอกถ้าเกิดเป็ตัวก่อเื่วุ่นวายในบ้านขึ้นมาจะทำยังไง?”
ถึงแม้ว่าย่าหานอยากจะอุ้มเหลนมากแค่ไหนแต่เธอกลับมองข้ามเื่นี้ไป ดีที่หานซื่อหยางเตือนสติขึ้นมา หล่อนจึงนึกขึ้นได้ท่าทีแบบนี้เห็นได้ชัดว่าคงเป็เพราะตู้ฉาพลอยทำให้หล่อนพาลเกลียดผู้หญิงทุกคนที่แซ่ตู้
หยางชุนจือไม่ได้คิดอะไรมากแต่ในเมื่อทั้งลูกชายและแม่สามีพูดแบบนั้น เธอก็รู้สึกว่ามันก็มีเหตุผล
“บางทีวาสนายังไม่ต้องกันเอาไว้ค่อยว่ากันทีหลังดีกว่า!” หยางชุนจือพูดด้วยความเสียดายเธอกำลังคิดว่าจะได้อุ้มหลานเร็วๆ นี้ แต่ดูเหมือนว่าคงต้องรอต่อไปอีกสักพัก
“แม่ครับ ไม่ต้องรีบร้อนหรอกครับรอให้ผมมีอนาคตที่ดีก่อน กลัวว่าจะไม่ได้ผู้หญิงที่ดีหรือ?”
หานเซี่ยงหยางพูดปลอบใจมารดาที่กำลังวิตกกังวล
หยางชุนจือจ้องมองลูกชาย แล้วพูดว่า“มีอนาคตที่ดี? อนาคตที่ดีแบบไหนกัน? ดูฐานะบ้านเราก่อน ขนาดรอบรับสมัครคนงานยังเวียนมาไม่ถึงเราเลยทั้งชีวิตนี้ก็คงได้แต่ขุดดินกินไปวันๆ แล้วจะมีอนาคตที่ดีได้อย่างไรกัน!”
“ป้าคะบางทีพี่ใหญ่อาจจะมีอนาคตที่ดีก็ได้ ใจเย็นๆ รออีกสักสองสามเดือนแล้วกันค่ะ”
สองสามเดือน? ทุกคนต่างก็ตกตะลึงกับคำพูด‘สองสามเดือน’ ของชีเยวี่ย โดยเฉพาะย่าหาน เกือบจะเผลอถามออกไปว่าอีกสองสามเดือนข้างหน้า จะสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้อย่างนั้นหรือโชคดีที่หล่อนหยุดตัวเองได้ทัน ถึงแม้ว่าจะเป็คนในครอบครัวเดียวกันแต่บางคำพูดก็ไม่ควรพูดออกไป ในเมื่อชีเยวี่ยบอกว่าสองสามเดือนก็รออีกสักสองสามเดือนแล้วกัน
“ถ้าอย่างนั้นก็รออีกหน่อยก็แล้วกันเื่แต่งงานของเซี่ยงหยางเอาไว้ค่อยคุยกันปลายปี” ย่าหานพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นตัดสินใจเื่นี้แทนหานชีเยวี่ยและหานเซี่ยงหยางสองพี่น้องต่างก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก