หลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จ ทิงเสวี่ยกับสวี่หัวลี่ก็ไม่ได้กลับไปโรงเรียนในทันที เธอจูงมือสวี่หัวลี่ไปที่ห้องของตัวเอง แล้วหยิบขนมขบเคี้ยวที่ซ่อนไว้ออกมาแบ่งให้เพื่อนกิน
ทิงเสวี่ยกำชับสวี่หัวลี่ว่า “เธอเอาลูกอมกับบ๊วยแผ่นไปสักสองสามชิ้นนะ กลับไปค่อยๆ กิน จำไว้ว่าอย่าให้สวี่หัวหลงเห็นเด็ดขาด ต่อให้เขาเห็นเธอก็ไม่ต้องให้ บอกไปเลยว่าของนี้ฉันให้เธอ ถ้าอยากกินก็ให้มาขอกับฉันเอง”
สวี่หัวลี่พยักหน้ารับคำ
ทั้งสองคนเล่นกันอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยเดินกลับไปโรงเรียน ระหว่างทางพวกเธอเจอหลินหงเหมยที่กินข้าวเสร็จแล้วและกำลังเดินกลับโรงเรียนเช่นกัน
เมื่อหลินหงเหมยเห็นสวี่หัวลี่เดินมากับทิงเสวี่ย ความคิดฟุ้งซ่านก็ผุดขึ้นมาทันที “สวี่หัวลี่ ทำไมเธอชอบไปกินข้าวบ้านอารองของฉันจังเลยนะ ไม่อายบ้างหรือไง?”
ยิ่งพอนึกถึงซุปไก่ที่บ้านทิงเสวี่ยต้มเมื่อวาน ความอิจฉาริษยาก็ยิ่งพุ่งพล่านในใจหลินหงเหมย... ยัยสวี่หัวลี่ต้องได้กินซุปไก่แน่ๆ ต้องใช่แน่ๆ ดูสิ ปากหล่อนยังมันแผล็บอยู่เลย!
ทิงเสวี่ยถลึงตาใส่หลินหงเหมยอย่างดุดัน “เธอเป็นหมาบ้าหรือไงหา? เจอหน้ากันก็เห่าคนไปทั่วเลยนะ”
“เสียวเสวี่ย ฉันเป็นพี่สาวเธอนะ! ทำไมเธอถึงเข้าข้างคนนอกแบบนี้ล่ะ? เธอทำของอร่อยๆ ไม่ให้ฉันกิน แต่กลับเอาไปให้คนนอกกิน เธอคิดอะไรอยู่กันแน่?” หลินหงเหมยจงใจเน้นคำว่า 'คนนอก' ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ละคำช่างบาดหูเหลือเกิน
ทิงเสวี่ยยิ้มเย็นยะเยือกส่งให้ลูกพี่ลูกน้อง “เธอเป็นพี่สาวฉันเหรอ? อย่ามาล้อเล่นน่า ตอนมีของกินเธอถึงจะนับว่าฉันเป็นน้องสาว แต่เวลาอื่นน่ะเหรอ... ฉันก็ได้แต่หัวเราะ หึๆ แล้วล่ะ”
เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนประกาศชัด “ลี่ลี่เป็นเพื่อนสนิท เป็นเพื่อนซี้ เป็นพี่น้องคนสนิทของฉัน พวกเราสนิทกันมากจนแทบจะใส่กางเกงตัวเดียวกันได้แล้ว ถ้าเธอเก่งจริง ก็ไปหาเพื่อนที่สนิทกับเธอจนใส่กางเกงตัวเดียวกันได้มาสักคนสิ”
พูดสวนกลับจบ ทิงเสวี่ยก็รีบจูงมือสวี่หัวลี่วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากสลัดหลินหงเหมยทิ้งไปได้อย่างเด็ดขาด สวี่หัวลี่ก็พูดเสียงอ่อยๆ “ทิงเสวี่ย ทำไมเธอถึงได้ดุขนาดนี้ล่ะ ฉันรู้ว่าปากเธอเก่งมาตลอด แต่ไม่คิดว่าปิดเทอมฤดูหนาวไปแป๊บเดียวจะเก่งขึ้นขนาดนี้”
ทิงเสวี่ยหัวเราะคิกคัก “ฉันก็ปากเก่งอยู่แล้วนี่นา พอฝึกฝนดีๆ ก็ต้องเก่งขึ้นอีกสิ เธอก็เห็นท่าทางของหลินหงเหมยลูกพี่ลูกน้องฉันแล้วนี่ ถ้าไม่เก่งขึ้นหน่อยจะรับมือคนแบบนั้นได้เหรอ?”
สวี่หัวลี่มีสีหน้ากังวล “ต่อไปฉันคงจะไม่ไปกินข้าวกลางวันบ้านเธอแล้วล่ะ ฉันไม่อยากถูกตราหน้าว่าเป็นขอทาน แล้วก็ไม่อยากให้เธอต้องโดนว่าเพราะฉันด้วย”
“ถ้าต่อไปเธอไม่มาบ้านฉันแล้ว ฉันก็จะไม่สนใจเธออีกเลยนะ ลี่ลี่” ทิงเสวี่ยยื่นคำขาด “เธออย่าไปกังวลอะไรมากนักเลย อย่าไปกลัวคำพูดคนอื่น ปากมันอยู่บนตัวคนอื่นเราไปห้ามไม่ได้ แต่ขามันก็อยู่บนตัวเราเองเหมือนกัน คนอื่นก็มาห้ามเราไม่ได้”
......
เมื่อถึงโรงเรียน สวี่หัวลี่ ทิงเสวี่ย และเด็กผู้หญิงอีกสองสามคนก็จับกลุ่มผลัดกันเล่นกระโดดยาง
ในตอนนั้นเองสวี่หัวหลงก็เดินเข้ามาสมทบ พร้อมกับเอ่ยถามเสียงแข็ง “เมื่อกี้เธอไปกินข้าวบ้านหลินทิงเสวี่ยมาใช่ไหม?”
ยังไม่ทันที่สวี่หัวลี่จะอ้าปากตอบ ทิงเสวี่ยก็ชิงพูดขึ้นก่อน “ใช่ ลี่ลี่ไปบ้านฉันมา แล้วจะทำไม?”
สวี่หัวหลงทำเพียงกรอกตามองบนใส่ทิงเสวี่ย แล้วหันไปสั่งน้องสาวตัวเอง “เธอไปตักน้ำที่ห้องครัวให้ฉันขวดหนึ่งซิ”
เขาสั่งน้องสาวด้วยน้ำเสียงราวกับเจ้านายสั่งบ่าวไพร่
เนื่องจากมีนักเรียนที่ไม่ได้กลับบ้านไปกินข้าว ทางโรงเรียนจึงต้มน้ำร้อนเตรียมไว้ให้ ช่วงพักกลางวันนักเรียนเหล่านั้นก็จะเอาขวดน้ำหรือแก้วน้ำของตัวเองไปตักน้ำดื่มที่ห้องครัว
ทิงเสวี่ยเห็นสวี่หัวหลงชี้นิ้วสั่งสวี่หัวลี่อย่างวางอำนาจอีกแล้วก็ของขึ้นทันที “นายไม่มีมือหรือไงหา? ตักเองไม่เป็นหรือไง ลี่ลี่ยังต้องเล่นกระโดดยางอยู่นะ ไม่มีเวลามาปรนนิบัติคุณชายอย่างนายหรอก”
“ฉันก็ไม่ได้สั่งเธอสักหน่อย เธอมาตะโกนโหวกเหวกโวยวายอะไรตรงนี้!” สวี่หัวหลงเริ่มแสดงท่าทีกระวนกระวาย ก่อนจะหันไปกดดันน้องสาว “สวี่หัวลี่ เธอยังไม่ไปอีกเหรอ?”
ทิงเสวี่ยคว้ามือเพื่อนรักไว้แน่น “ลี่ลี่ เธออย่าไปเลย สวี่หัวหลงก็ไม่ได้พิการมือเท้ากุด เขาก็ไม่ได้ตาบอดหรือเป็นอะไรสักหน่อย ทำไมเรื่องของตัวเองไม่ทำเองล่ะ เธอเป็นน้องสาวเขานะ ไม่ใช่คนรับใช้ฟรีของเขา”
สวี่หัวลี่ยืนนิ่งไม่ขยับ... นี่เป็นครั้งแรกที่เธอไม่ทำตามคำสั่งของพี่ชาย
ท่าทีขัดขืนของน้องสาวทำให้สวี่หัวหลงโกรธจัดจนทนไม่ไหว เขารู้ดีว่าที่น้องสาวกลายเป็นคนหัวแข็งแบบนี้ก็เพราะถูกอีเด็กบ้าหลินทิงเสวี่ยนี่เสี้ยมสอน
“หลินทิงเสวี่ย เธออย่ามายุ่งไม่เข้าเรื่อง เธออยากโดนซ้อมใช่ไหม?” สวี่หัวหลงจ้องทิงเสวี่ยตาเขม็ง ราวกับจะจับเธอกินเสียให้ได้ในวินาทีนั้น
“สวี่หัวหลง นอกจากรังแกเด็กผู้หญิงแล้วนายยังทำอะไรเป็นอีกบ้าง? ดูเนื้อหนังมังสาของนายสิ อ้วนจนจะเท่าหมูในเล้าเพื่อนบ้านฉันอยู่แล้ว”
คำพูดเยาะเย้ยของทิงเสวี่ยเรียกเสียงหัวเราะลั่นจากเพื่อนๆ รอบข้างทันที
คราวนี้สวี่หัวหลงโกรธจนตัวสั่นแล้วจริงๆ “หลินทิงเสวี่ย เธอหาเรื่องตายแล้ว...”
สวี่หัวหลงที่ถูกยั่วโมโหจนขาดสติ ยกขาอ้วนๆ ของตัวเองขึ้นเตะไปทางทิงเสวี่ยทันที แถมยังเล็งเตะเข้าจุดสำคัญเสียด้วย!
แม้ว่าร่างกายของทิงเสวี่ยจะไม่ค่อยแข็งแรงในช่วงสองสามวันนี้ แต่การหลบลูกเตะสะเปะสะปะของสวี่หัวหลงก็ยังเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับเธอ
สวี่หัวลี่เห็นพี่ชายจะทำร้ายเพื่อนรัก เธอก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป “ถ้าเธอกล้าตีทิงเสวี่ยฉันจะไปฟ้องครู!”
ลำพังขู่ว่าจะฟ้องพ่อแม่คงใช้กับสวี่หัวหลงไม่ได้ผล สวี่หัวลี่จึงงัดไม้ตายเรื่องฟ้องครูขึ้นมาใช้ เพราะพวกเด็กหลังห้องอย่างสวี่หัวหลงมักจะกลัวครูอยู่บ้าง
พอได้ยินน้องสาวขู่ว่าจะฟ้องครู สวี่หัวหลงก็ไม่กล้าใช้กำลังต่อ แต่กลับหันเป้าหมายไปลงที่น้องสาวแทน “ได้เลยสวี่หัวลี่! พอกลับถึงบ้านฉันจะฟ้องพ่อกับแม่ว่าเธอเข้าข้างคนนอกรังแกฉัน คอยดูสิว่าพ่อแม่จะจัดการเธอยังไง”
สวี่หัวหลงกระแทกเสียงฮึ่มในลำคออย่างแรง แล้วเดินจากไปอย่างหัวเสีย
......
ช่วงบ่าย ครูหวังซึ่งเป็นครูประจำชั้นเข้ามาจัดคาบโฮมรูมครั้งแรกของเทอม
ครูหวังเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัด รับผิดชอบสอนวิชาภาษาจีนให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งทั้งสองห้อง
ในช่วงเวลานี้ ครูในโรงเรียนชนบทส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ครูผู้หญิงมีน้อยมากและมักจะยังอายุน้อย ครูผู้ชายเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้จบจากวิทยาลัยครูโดยตรง แต่จบเพียงชั้นมัธยมต้นหรืออาชีวศึกษาแล้วถูกเกณฑ์มาสอน เพราะในสมัยก่อนคนที่มีโอกาสเรียนหนังสือมักเป็นผู้ชาย น้อยมากที่จะมีผู้หญิงเรียนจบชั้นมัธยมต้นหรือปลาย ดังนั้นในชนบทจึงแทบไม่เห็นครูผู้หญิงที่มีอายุเลย
ทว่าในปัจจุบัน สภาพความเป็นอยู่ของผู้คนดีขึ้น รัฐบาลรณรงค์เรื่องความเท่าเทียมทางการศึกษา เด็กผู้หญิงในชนบทจึงมีโอกาสได้เรียนหนังสือมากขึ้น เด็กวัยเดียวกับพวกทิงเสวี่ยแทบไม่มีใครไม่ได้เรียนหนังสือแล้ว เพราะถ้าเลี้ยงดูลูกสาวให้ดี ครอบครัวก็จะได้หน้าได้ตาไปด้วย
หลังจากประชุมชั้นเรียนเสร็จ ไม่นานก็เลิกเรียน พรุ่งนี้การเรียนการสอนอย่างจริงจังจะเริ่มต้นขึ้น
ทิงเสวี่ยเดินตามกลุ่มเพื่อนออกจากโรงเรียน
ที่หน้าประตูโรงเรียน ทิงเสวี่ยรู้สึกเหมือนผมถูกใครบางคนกระตุก เธอนึกว่าเป็นเด็กซนที่ไหนมาแกล้งดึงผมเล่นอีกแล้ว จึงตั้งใจจะหันกลับไปด่าเด็กเกเรคนนั้นให้หลาบจำ
แต่ทว่า... พอหันกลับไป คำด่าทอเหล่านั้นก็ถูกกลืนหายกลับเข้าไปในลำคอทันที