เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    ตอนที่ 21 พนันด้วย 10 ศิลาทอง ( rewrite )

    ซีว่างวันนี้นั้นแข่งขันในรอบบ่าย ตอนนี้ตัวมันจึงทำการเดินชมการประลองของคู่อื่นไปก่อน เพื่อศึกษาข้อมูล ของคนที่อาจจะเป็นคู่ต่อสู้ของมันในรอบต่อไป
    มันจึงเลือกมาดูมู่หวัง ว่ามันจะแข็งแกร่งขึ้นเท่าใด
    ตอนนี้มู่หวังประลองกับศิษย์สำนัก เพลิงสวรรค์ ฮั่วหลิว พลังปราณอยู่ที่ ผสานโลกาขั้น 3 เท่ากับตัวมู่หวัง
    ‘มู่หวังเจอยอดฝีมือแต่แรกเลย..มันช่างโชคร้ายดีแท้’ ชายหนุ่มคิดในใจ
    ‘กว่าเจ้าจะเข้ารอบต่อไปได้..ร่างกายเจ้าคงกรอบไปหมดแล้ว..น่าเสียดายยิ่งนัก’ ซีว่างนังชมการแข่งขันพร้อมกับกอดออกส่ายหน้าเล็กน้อย เมื่อเห็นคู่ต่อสู้ของมู่หวัง
    “การแข่งขันสนามที่หนึ่ง ฝั่งซ้าย ศิษย์สำนักเพลิงสวรรค์ ฮั่วหลิววววว!!”
    เมื่อโฆษกประกาศชื่อของ ฮั่วหลิว ก็มีเสียงเฮลั่นสนามประลอง เมื่อมีคนเฮให้มัน มันก็ก้มโค้งสี่ทิศ ให้ผู้ที่ส่งเสียงเชียร์มัน
    “ส่วนฝั่งขวา ศิษย์สำนักภพจันทรา มู่หวังงงง!!”
    ต่างจากทางฝั่งของฮั่วหลิวลิบลับ ไม่มีเสียงเชียร์ แม้แต่น้อย มีแต่เสียงดูถูกที่เปล่งออกมาดั่งลั่น ซึ่งก็เป็นปกติของงานประลองที่จัดขึ้นทุกปี สำนักภพจันทราไม่สามารถผ่านรอบนี้กว่า 50 ปีแล้ว
    จึงเป็นธรรมดาที่จะไม่มีเสียงเชียร์ แต่เป็นเสียดูถูกเสียมากกว่า อีกทั้งภายในสนามยังมีคนรับเล่นพนันด้วย ราคาของรอบนี้ แทงฮัวหลิว แทง 1 จ่าย 0.5 ส่วนมู่หวัง แทง 1 จ่าย 2 จึงเป็นธรรมดา ที่คนจะเลือกฝั่งฮัวหลิวมากกว่า จากประสบการณ์ต่าง ๆ ยังไงก็เป็นคนสำนักภพจันทราที่ต้องตกรอบอย่างน่าเสียดาย
    “ข้ามู่หวัง..จากสำนักภพจันทรา อายุ 22 ปี” มู่หวังกล่าวออกมาก่อนที่จะโค้งให้ฝ่ายตรงข้าม
    “ชิ!!” อีกฝ่ายไม่คำนับ “เป็นเจ้าสินะในตลาดเมื่อหนึ่งเดือนก่อน เจ้าเล่นศิษย์น้องข้าไว้แสบมาก” ตอนนี้สายตาของฮั่วหลิว เต็มไปด้วยสายตาอาฆาตแค้น
    “..” มู่หวังมิได้ตอบอะไรเพียงแต่จ้องหน้า แล้วหยิบหอกของมันออกมา
    ฝ่ายฮั่วหลิวนั้นก็หยิบดาบออกมา เตรียมรอสัญญาณ มันพร้อมที่จะจู่โจมทุกเมื่อ
    ตอนนี้ทั้งสนามเสียงเชียร์ หรือเสียงด่าได้หายไปหมดแล้ว เหลือแต่เพียงเสียงของสนามอื่น ที่ทั้งแข็งขันไปแล้ว และยังมิได้แข็งขัน
    “เริ่มการประลองได้!!” โฆษกประกาศ
    เมื่อได้ยินเสียเริ่มประลอง ฝ่ายฮั่วหลิวพุ่งเข้าไปอย่างว่องไว กระโดดเข้าไปโรมรันต่อมู่หวัง
    ฝ่ายมู่หวังมิได้ขยับ เพียงแต่หน่วงพลังปราณไว้ที่แขนขวาและส่งไปที่ตัวหอกของตน
    “ตายซะ!!” ฮั่วหลิวกระโดดฟันไปที่ไหล่ข้างที่ถือหอกของกะโหลกหวัง แต่มู่หวังนั้นมันก็ได้ใช้ วิชาสวนการโจมตีนี้ไป
    “ข้างแรมที่ 3 จันทราร่วงหล่น!!” มู่หวังกระโดดเอาหอกฟาดเจ้าฮั่วหลิวกลางอากาศก่อนที่ฮั่วหลิวจะถึงตัวของมันได้
    เสียของดาบและหอกปะทะกันทำให้เกิดเสียงดังสนั่นไปทั่วสนาม คลื่นพลังของทั้งสองคนที่ปล่อยออกมาต่างไม่น้อยหน้ากันเลยแม้แต่น้อย
    เกิดการระเบิดขึ้น ทั้งมู่หวังและฮั่วหลิวต่างกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง
    แต่ฝ่ายฮั่วหลิวที่ตั้งตัวได้ก่อน มันจึงรีบพุ่งกลับไปทางมู่หวังที่ยังมิได้หยุดนิ่งลอยเคว้งอยู่บนอากาศ
    “เพลิงพล่านฟ้า” มันวาดดาบออกมา ดวงไฟลูกใหญ่ ๆ พุ่งไปทางที่ดาบวาดออกมา
    เมื่อเห็นพลังที่กำลังพวยพุ่งมานั้น มู่หวังรีบพลิกตัวแล้วใช้ขายันพื้นพร้อมกับหน่วงพลังไว้ที่อาวุธของตนเอง
    “แรมที่ 2 จันทร์เสี้ยวผ่าดารา” พลังธาตุน้ำพุ่งเข้าหาพลังธาตุไฟ
    เมื่อสิ่งที่เป็นธาตุตรงข้ามปะทะเข้าหากัน จึงเกิดเสียงฉ่าพร้อมกับไอน้ำขาว ๆ ลอยขึ้นทำให้มิอาจเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าตนเอง
    มู่หวังใช้โอกาสนี่ในการใช้ท่าร่าย วิ่งเข้าไปเตะตัดขาของฮั้วหลิว จนมันล้มลงก่อนที่จะโดนหอกฟาดซ้ำ
    แต่ด้วยความที่เป็นคนที่กำศึกมานาน มันก็พลันให้แขนข้างที่ไม่ถือดาบผลักตนเองหลบวิถีของหอกก่อนที่จะดีดตัวเองเตะยอดอกของมู่หวังอย่างเต็มแรง ก่อนที่มู่หวังจะลอยไปตามทิศทางที่ฝ่ายตรงข้ามเตะ
    มู่หวังใช้หอกของตนเองทิ่มลงที่พื้น เพื่อหยุดความเร็วของตนเองเอาไว้ หอกไถไปกับพื้นสนามเป็นรอยลากยาว แต่สุดท้ายก็หยุดลง มือกุมอกที่โดนเตะเอาไว้อย่างเจ็บปวด
    มู่หวังรู้สึกจุกเล็กน้อย แต่ก็มิได้แสดงสีหน้าออกมา ได้แต่เก็บอาการของตนเองไว้
    " กระจอกยิ่งนัก , ลูกเตะนี้..ข้าเตะเผื่อศิษย์น้องของข้า , แล้วจำใส่กะโหลกผุ ๆ ของเจ้าไว้ , อย่าริอาจกำแหงต่อคนสำนักเพลิงสวรรค์ !! " ฮั่วหลิวกล่าวออกมาด้วยท่าทีที่ยโสจนหน้าหมั่นใส่ยิ่งนัก
    “หึ..เจ้าจิตโลกาที่สำนักข้า , ยังทำได้แรงกว่าเจ้าเสียอีก” ก่อนที่มู่หวังจะพุ่งเข้าไปอย่างว่องไว โยนหอกตนเองไปข้างหน้า “แรมที่ 4 ทลายจันทรา”
    มู่หวังกระโดดเข้าไปรับหอกมา ก่อนจะกระโดดไปมาไร้ทิศทางแน่นอน แต่จุดหมายคือการโจมตีต่อ ฮั่วหลิว
    ถึงความเร็วในการใช้ท่านี้ จะไม่เท่ากับของซีว่าง แต่เนื่องจากฮั่วหลิว มันไม่ได้มีท่าร่ายที่ว่องไวเท่าท่าร่ายเคลื่อนดาราเหยียบจันทรา ความเร็วในการโจมตีด้วยท่านี้ของ มู่หวัง จึงเพียงพอที่จะสร้างความเสียหายให้แก่ฮั่วหลิว
    ตอนนี้..มู่หวังพุ่งไปพุ่งมาโดยใช้หอกแทงอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้หอกจะช้ากว่าดาบหรือกระบี่ แต่พละกำลังที่แสดงออกมานั้น ทำให้ฮั่วหลิวที่รับการโจมตีนี้อยู่ฝ่ายเดียว แขนของมันเริ่มล้าขึ้นเรื่อย ๆ
    “อ้าว อ้าว , คนสำนักเพลิงสวรรค์ที่สูงส่งหายไปไหนเสียแล้วเล่า ? ” คราวนี้เป็นมู่หวังกล่าววาจาเย้ยหยันคืนบ้าง
    “กร๊อตตต” ฝ่ายฮั่วหลิวได้แค่กัดฟันและตั้งรับไปเรื่อย ๆ แขนเริ่มล้าดาบในมือเริ่มหนัก การตั่งรับจึงเริ่มช้าลง จนในที่สุดก็มิอาจตามความว่องไวของมู่หวังได้ทัน ดาบโดนหอกตีหลุดมือ ก่อนที่มู่หวังฟาดมันด้วยด้ามของหอก จนมันกระเด็นไปไกล


    เมื่อมันพยายามจะลุก ก็มีหอกจ่ออยู่ตรงคอหอยของมันแล้ว
    “เจ้ามิมีวันชนะข้าได้!!” มู่หวังกล่าว ก่อนที่มู่หวังจะเตะเข้าที่หน้ามันจนมันสลบลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ
    เมื่ออีกฝ่ายสลบ มู่หวังจึงเดินลงจากสนาม
    “ผู้ชนะได้แก่กกกกกกกกกกก ศิษย์สำนักภพจันทรา มู่ หวังงงงงงง” โฆษกประกาศชัยชนะของมู่หวังในทันทีเมื่อรู้ผลแพ้ชนะ
    เหล่าคนที่แทงพนันข้าง ฮั่วหลิวได้แต่ร้องโหยหวน ที่ต้องเสียเงินไปฟรี ๆ
    เมื่อมู่หวังเดินมาตรงที่ซีว่างนั่งชมอยู่ มู่หวังก็ยกหอกขึ้น ก่อนจะชี้หอกมาที่ซีว่าง “ห้ามแพ้ก่อนเจ้ามาเจอกับข้า , มิฉะนั้น..ต่อให้เจ้ากายเป็นศพ , ข้าก็จะเอาศพเจ้ามาหั่นเป็นชิ้น ๆ ” มู่หวังตอนนี้ดุร้ายนักหนา มันต้องทนต่อเสียงต่าง ๆ รอบกายมันตั่งแต่มันพ่ายแพ้ต่อซีว่าง
    “เจ้าเองก็อย่างตายเป็นศพเสียก่อน..มิฉะนั้นข้าจะเลาะหนังเจ้ามาทำเป็นพรมในห้องส้วม” ซีว่างกล่าวก่อนที่จะยิ้มเย็นยะเยือกตอบกลับไป
    ทั้งสองจ้องตากันอยู่พักนึง ก่อนที่มู่หวังจะลดหอกของตนเอง ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับเสียงที่แซ่ซ้องชื่อมัน
    < มันก็เก่งขึ้นมาก..เจ้าก็อย่าได้ดูถูกมันเกินไป , ซีว่าง > หญิงสาวกล่าวเตือนต่อชายหนุ่ม
    < เจ้าเข้าใจข้าผิดแล้ว , ข้าไม่เคยดูถูกใคร..ตั่งแต่ข้าแพ้ให้กับเจ้าหมดรูป > ซีว่างกล่าวออกมา
    < … >
    หลังจากนั้นซีว่างก็กลับไปที่ห้องพักตนเอง ทานอาหารรองท้องก่อนที่จะถึงเวลา ของตนเอง ระหว่างนั้น ซีว่างก็นั่งสมาธิ ทำจิตให้ว่าง คิดวิธีต่อสู้อยู่ในหัวของตัวมันเอง
    เวลาผ่านไปจนถึงเวลานัดหมาย
    “น้องจิ้นว่าง..ได้เวลาของเจ้าแล้ว” จูจินกล่าวบอกต่อซีว่าง
    ก่อนที่ซีว่างจะลืมตาและลุกขึ้นเดิน ก่อนกล่าวกับจูจินว่า “ข้าพร้อมแล้ว ไปกัน..”
    ที่สนามแข่งของซีว่าง ผู้ต่อสู้คือเจ้ากระบี่เพลิง คนของตระกูลกระบี่ ระดับพลัง ผสานโลกาขั้นที่ 2
    ราคาต่อรองของคู่นี้ กระบี่เพลิง แทง 10 จ่าย 1 ส่วนของซีว่าง แทง 1 จ่าย 100
    เป็นราคาต่อรองที่ดูถูกชายหนุ่มเป็นอย่างมาก แต่ก็ธรรมดาของการประลอง ที่จะดูที่เนื้อผ้าจากพลังปราณของซีว่าง ทำให้มิมีใครแทงข้างชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย ต่างรู้กันว่า ถ้าแทงข้างซีว่างเท่ากับจะเสียเงินกันอย่างสูญเปล่า
    ก่อนที่ซีว่างจะกระซิบบอกต่อน้องชายตน “นี่ศิลาทอง 5 ก้อน เจ้าไปแทงข้างข้าไว้”
    เมื่อได้ยินพี่ชายตนกล่าวเช่นนั้น มันก็มิได้เถียงหรือเห็นค้าน เพราะมันรู้ว่าพี่ชายตนแข็งแกร่งเพียงไหน มันจึงวิ่งไปตรงที่รับพนันอย่างว่องไว
    “เถ้าแก่..เถ้าแก่ , ข้าจะวางเดิมพันข้างพี่ซีว่าง..ท่านรับหรือไม่ ?” ชายหนุ่มทำตาโตขณะถามไปที่คนที่รับพนัน
    “เจ้าจะแทงข้างมันจริงรึ ?” ชายแก่มองดูจิ้นเฟิงด้วยสายตาเอ็นดู
    “เอาสิ..ถ้าเจ้าแทงสนุก ๆ ชอบเล่นข้างรองสินะ ฮ่า ฮ่า” ชายแก่กล่าวต่อจิ้นเฟิงด้วยความขบขัน “แล้วเจ้าแทงเท่าไหร่ล่ะพ่อหนุ่ม?”


    “ข้าแทง 10 ก้อนศิลาทอง” จิ้นเฟิงตอบด้วยสายตากลมโตใส่ ๆ (1 ก้อนศิลาทอง = 1,000,000 ศิลาธาตุเดียว)
    ก่อนที่จิ้นเฟิงจะวางศิลาทอง 10 ก้อนไว้ที่ข้างหน้าชายแก่
    เมื่อชายแก่เห็นศิลาทองบนโต๊ะ ก็เกิดอาการตกใจแล้วกล่าวกับเด็กหนุ่มว่า
    “หากเจ้าอยากเล่นสนุก ๆ ข้าก็มิว่าอะไร , แต่นี่เจ้าเอาเงินมาทิ้งชัด ๆ เจ้าคิดดีแล้วแน่หรือ” ชายแก่พยายามแกล้งแสดงกล่าวห้ามต่อเด็กหนุ่ม แต่มันมิได้คิดเช่นนั้นจริง ๆ
    “10 ก้อนศิลาทอง..ท่านจะรับไม่รับ , ไม่รับข้าจะได้ไปเล่นกับคนอื่น” จิ้นเฟิงรวบศิลาตนเองคืนมา
    “รับ รับ รับ ข้ารับ” ก่อนที่ชายแก่จะรับศิลาทองมา แล้วเขียนใบสัญญาให้แก่ชายหนุ่ม
    หลังจากจิ้นเฟิงเดินจากไปพร้อมกับใบสัญญาพนัน ภรรยาของชายแก่ก็คุยกับชายแก่ว่า
    “เจ้าเด็กนั้นมันคิดอะไรของมันล่ะ..ท่านพี่” หญิงชรากล่าวถามออกมาด้วยความสงสัย
    “เด็กนี่มันโง่เหลือเกิน..เอาเงินตั้งมากมายมาทิ้งขว้างเสียได้ , ดีเหมือนกันข้าจะได้มีเงินจ่ายให้พวกที่แทงข้างกระบี่เพลิง” ชายแก่บอกกล่าวต่อภรรยาของตนอย่างอารมณ์ดี
    กลับมาที่เหตุการณ์บน สนามประลองเต็มไปด้วยเสียงดูถูกใส่ซีว่าง“ขยะอย่างเจ้า..มาเพื่อเล่นสนุกสินะ”“เอาชีวิตมาทิ้งเสียเปล่า”“ไอ้ขยะเอ๊ย”
    เสียด่ามากมาย มีหยาบกว่านี้มากหลาย แต่ก็มิอาจนำมาอธิบายได้หมด
    ตอนนี้ซีว่างยืนอยู่บนเวทีทำตัวสบาย ๆ มิได้คิดอะไรในหัวมากมาย
    “ศิษย์สำนักภพจันทราาาาาา จิ้นว่างงงงงงงงงง” โฆษกประกาศออกมา พร้อมทำเสียงลากยาวให้ดูยิ่งใหญ่ เหมือนเป็นการประชดต่อตัวซีว่าง
    หลังจากประกาศชื่อมา มีแต่เสียด่าและเสียโห่ร้อง
    < มีแต่คนรักเจ้าเสียจริง ๆ >
    < ทำให้พวกมันได้รู้ว่ามันคิดผิด > หญิงสาวกล่าวกระตุ้นต่อซีว่าง
    < ขอรับนายหญิง >
    “ตระกูลกระบี่..กระบี่เพลิงงงง” หลังจากเสียประกาศของโฆษก เสียงเฮก็ดังลั่นสนาม มิมีผู้ใดกล่าวว่าร้ายมันสักคำ
    “ข้ากระบี่เพลิง..ขอสัญญาต่อพวกท่าน , เงินที่แทงข้างข้า..จะไม่ศูนย์เปล่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ” กระบี่เพลิงกำมือขึ้นแล้วชูขึ้นฟ้า พร้อมกับมีเสียงเฮดังลั่นสนาม
    “ข้าจิ้นว่าง..ศิษย์สำนักภพจันทรา , ขอสัญญาว่า..จะทำให้กระเป๋าพวกเจ้าผอมบางและศูนย์เปล่า” ก่อนที่ชายหนุ่มจะหยิบเอากระบี่ธรรมดา ที่มิใช่ตัดดาราออกมา
    ตอนนี้เสียงก่นด่าเต็มสนามไปหมด ด่าไปถึงบิดามารดาของชายหนุ่มแบบเสีย ๆ หาย ๆ ต่าง ๆ นานา
    “ขอให้ทุกท่านโปรดรักษาความสงบด้วย” เมื่อโฆษกประกาศขอความร่วมมือ เหล่าคนในสนามต่างก็พร้อมใจกันเงียบในทันที
    “เริ่มประลองได้!!”
    ซีว่างพุ่งเข้าไปใช้กระบี่ฟันอย่างรวดเร็ว
    เนื่องจากเจ้ากระบี่เพลิงดูถูกตัวซีว่าง มันจึงมิได้หยิบอาวุธของตนเองออกมา หวังที่จะชนะชายหนุ่มด้วยมือเปล่า เพื่อเป็นการเหยียดหยามต่อซีว่าง
    แต่เมื่อโดนความว่องไวของซีว่างที่พุ่งเข้าหา มันจะหยิบตอนนี้ก็มิทันแล้ว ได้เพียงแต่หลบด้วยความว่องไว
    ซีว่างก็รัวกระบี่ใส่ไม่ยั้ง แทงตามข้อต่อต่าง ๆ ต้อนกระบี่เพลิงไปเรื่อย ๆ ก่อนที่จะแทงเข้าเต็มหัวไหล่
    เมื่อแทงได้สำเร็จซีว่างก็ไม่รีบอาศัยความได้เปรียบโจมตีต่อ เพียงแต่กล่าวต่อมันว่า
    “นี่ข้ายังออมมือให้..แต่กระบี่มันไม่มีตา , หากเจ้าเสียชีวิตหรือเสียอะไรไป..กล่าวโทษข้ามิได้นะ” ก่อนที่จะยิ้มแล้วจ้องไปด้วยสายตาดูถูก
    “หน็อยยยยยย” ตอนนี้เจ้ากระบี่เพลิงนำกระบี่ของมันออกมา แล้วพุ่งเข้าหาซีว่างด้วยอารมณ์ ที่ลุกไหม้ดั่งชื่อตนเอง
    ซีว่างได้แต่จ้องผู้ที่เข้ามาข้างหน้า มิได้รีบร้อนอันใด
    เมื่อกระบี่เพลิงใกล้ถึงตัวมัน มันจึงใช้ท่าร่ายขั้นที่ 2 ในการวิ่งอ้อมไปด้านหลังของกระบี่เพลิง “แรมที่ 3 จันทราร่วงหล่น” ง้างกระบี่ใช้ส่วนสันกระบี่ฟาดเข้าไปเต็มแรง
    เจ้ากระบี่เพลิงทำเสียงดัง “อั๊ก!!” พร้อมกลับสลบไปท่ามกลางเสียงของผู้ชมที่เงียบกริบทั้งสนาม
    “ตุ๊บ!!” เสียงของเข้ากระบี่เพลิงหล่นใส่พื้น เสียงนี้ดังก้องไปทั้งสาม
    เหล่าผู้คนเหมือนลืมวิธีหายใจไปเสียแล้ว มิได้ออกปากหรือทำเสียใด ๆ แม้แต่น้อย
    ก่อนที่ซีว่างจะมองไปที่โฆษก “มิประกาศว่าข้าชนะหรอกหรือ?”
    เมื่อได้ยินที่ชายหนุ่มกล่าวเตือน โฆษกจึงประกาศชื่อ “ผู้ชนะ ได้แก่ จิ้นว่างงงงง”
    เมื่อโฆษกประกาศ ก็ตามมาด้วยเสียก่นด่า แต่มิได้ด่าต่อซีว่าง แต่ด่าเจ้ากระบี่เพลิงที่สลบมิได้สติ“มันล้มมวย..มันต้องล้มมวยเป็นแน่” “ไอเxxxย xxทำให้xxเสียเงิน”“ไอหัวxxx”


    ซีว่างเดินสบาย ๆ มาหาพี่น้องของตนเอง
    “เจ้ายังออมมือให้มันสินะ..เพราะเจ้ายังมิได้เอากระบี่คู่ใจเจ้าออกมา” เฟิงอวิ๋นกล่าวต่อสหายตนเอง
    “ก็นะ..ถ้าเปิดไพ่บนมือหมด , ที่เหลือเจ้ามือก็กินเรียบน่ะสิ ” ซีว่างกล่าวต่อสหายตนเอง
    “จะ จะ จะ เจ้าสามารถชนะมันได้?” เยว่รู่นั้นตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะนางมิคิดว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้าจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ เมื่อตอนที่มันชนะมู่หวัง นางยังไม่เชื่อเลยแม้แต่น้อย แต่พอได้มาเห็นกับตา จะไม่ให้นางเสียอาการเช่นนี้ได้อย่างไร
    “อย่าบอกนะว่าเจ้าพนันข้างมันไว้..มิได้สนับสนุนข้า?” ซีว่างกล่าวหยอกล้อหญิงสาวออกไปอย่างสบายอารมณ์
    “เห๊อะ..ข้าไม่ยุ่งกับอบายมุข” หญิงสาวทำสีหน้ารังเกียจกับสิ่งที่ซีว่างกล่าวออกมา
    ตัดไปที่ จิ้นเฟิงที่กำลังวิ่งไปแลกเงินของตนเอง
    “เถ้าแก่..เถ้าแก่ , ศิลาทองของข้า 1,000 ก้อน รวมกับต้นทุนข้า 10 ก้อน เป็น 1,010 ก้อน ใส่ในถุงมิติมาให้ข้าแบ่งเป็นสองถุง ท่านเข้าใจหรือไม่?”
    (1,000 ศิลาทอง = 1,000ล้านศิลาธาตุเดียว)

    นิยายแนะนำ