เ้าของเรือนไม้ไผ่หลังงามที่ตั้งอยู่ต่ำกว่าเรือนไม้เก่าละมือจากแปลงปลูกผักหน้าเรือน ชายหนุ่มชุดขาวลุกขึ้นพลางเดินออกไปด้านนอกด้วยความสนใจ เขาอยากเห็นว่าผู้ใดคือเ้าของเสียงทุ้มกังวานเสียงนั้น ยอดเขาหลิงซานคือยอดเขาสูงสุดของแคว้นเหลียน หากเ้าของเสียงอยู่ที่เดียวกับเสียงะเินั้น แปลว่าระดับพลังปราณย่อมไม่ธรรมดา
ดวงตาเนือยแฝงแววเ็าสบเข้ากับร่างสูงใหญ่เ้าของของเรือนเก่าคร่ำคร่าที่ตั้งอยู่สูงขึ้นไปและสบกับดวงตาแพรวพราวอีกคู่ของบุรุษหนุ่มเ้าของเรือนที่ตั้งต่ำกว่า บุรุษผู้นั้นถือพัดโบกไปมาท่าทางเ้าสำราญ แม้เรือนจะตั้งอยู่ต่ำกว่า หากข้าวของเครื่องใช้ล้วนล้ำค่าควรเมือง ไม่ต่างจากตำหนักในวังหลวง
“ดูท่าวันนี้เขาหลิงซานคงมีโอกาสได้ต้อนรับแขกในรอบสามปี”
บุรุษเ้าของพัดหยกเอ่ยเบาๆ ดวงตาวาวสุกใสมองไปยังกลุ่มควันที่ลอยขึ้นจากตีนเขา พลางมองไปยังบุรุษอีกสองคนที่ยืนนิ่งอยู่หน้าเรือนตนเอง
“พวกท่านเองคงอยากเห็นหน้าเ้าของเสียงนั้นเหมือนกันกับข้าใช่รึเปล่า”
“ข้าอยากสังหารคนที่ขัดขวางการนอนของข้า” มู่หยางกวางปฏิเสธทันควัน
“ต้องดูว่าเ้ามีความสามารถพอหรือไม่”
เสียงนั้นดังพร้อมกับบุรุษหน้าใสที่ก้าวออกมาจากถ้ำเล็กที่ตั้งอยู่สูงสุด ใบหน้าไม่ฉายแววโกรธเคืองใดต่อศิษย์ตัวโต ศิษย์ที่เขาอยากได้มาสอน ถึงขั้นประลองกับบิดาของอีกฝ่ายจนชนะ
เห็นหน้าศิษย์คนนี้คราใด รอยยิ้มมักแต่งแต้มบนหน้าเขาทุกทีเพราะอดนึกถึงใบหน้าบิดเบี้ยวของประมุขพรรคมารยามที่พ่ายแพ้ต่อเขาไม่ได้
แม้ว่านั่นจะเป็การแพ้การเดินหมากก็ตาม!
“อาจารย์” สองหนุ่มประสานเสียงคารวะ เว้นเพียงมู่หยางกวางเท่านั้นที่สะบัดหน้าหนี
“อืม วันนี้พวกเราศิษย์อาจารย์มานั่งรอแขกกันเถอะ”
“ศิษย์เพิ่งรู้ว่าท่านมีหลาน” ชายหนุ่มชุดขาวถามเสียงเรียบ
“ข้าเองก็เกือบลืม มาเถอะ มานั่งรอเป็เพื่อนข้า”
ขณะที่้านั่งรอกันอย่างใจเย็น คนด้านล่างส่วนใหญ่ต่างตกอยู่ในสภาวะเคร่งเครียด เว้นเพียงฉีกุ้ยเฟยที่ยังคงท่าทีสบายๆ ไม่ได้หวาดกลัวกับค่ายกลด้านหน้าเลยสักนิด
“พวกเ้ารออยู่ที่นี่ ระหว่างนี้ดูแลองค์ชายทั้งสามให้ดี ข้าจะขึ้นเขากรุยทางให้พวกเ้าก่อน ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยดี ข้าจะจุดพลุส่งสัญญาณ เมื่อนั้นพวกเ้าค่อยพาลูกข้าตามขึ้นไป”
“ให้พวกเราขึ้นไปกับพระสนมเถอะพะยะค่ะ สี่คนก็ยังดี”
หัวหน้าองครักษ์หวงหู่เอ่ยค้าน แม้ว่าฉีกุ้ยเฟยมีวรยุทธ์สูงแต่การจะปล่อยให้พระสนมเดินทางลำพังในที่อันตรายเช่นนี้ เขาก็ไม่อาจวางใจ
“ข้าไม่เป็อะไรหรอก พวกเ้าดูแลลูกข้าให้ดีก็พอ” พลางหันไปหาโอรสทั้งสาม
“ซิงเอ๋อร์อยู่ดูแลน้องแทนแม่ แม่จะไปจัดการหนทางให้พวกเ้า ส่วนพวกเ้าก็ต้องเชื่อฟังพี่รู้หรือไม่”
“พะยะค่ะเสด็จแม่” องค์ชายเก้ากับองค์ชายสิบพยักหน้ารับ
ฉีกุ้ยเฟยเดินขึ้นเขาไปเพียงลำพังพร้อมกับสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็ห่วงและกังวลของคนข้างหลัง ส่วนเ้าตัวเดินเข้าไปเรื่อยๆอย่างระมัดระวัง ไม่รู้ว่าหลายปีที่ผ่าน น้าของเขาคิดค้นค่ายกลพิสดารอะไรใหม่ๆหรือเปล่า ขืนนำองครักษ์ขึ้นมาด้วย เกรงว่าจะเสียกำลังพลโดยใช่เหตุ
พวกนักฆ่าที่ถูกส่งมาตลอดการเดินทาง ทำให้เขารู้สึกว่าตนคิดไม่ผิดที่นำเ้าตัวน้อยมาฝากไว้กับนักพรตซือหยาง เพียงแต่ขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยากนิดหน่อย คนตัวบางเดินไปไม่เท่าไรก็ก้าวเหยียบบางสิ่ง ผืนดินสั่นไหวต้นไม้เริ่มเคลื่อนย้าย หนทางถูกสับเปลี่ยนใหม่
ฉีกุ้ยเฟยยืนนิ่ง ก่อนตัดสินใจใช้พลังปราณทำสัญลักษณ์ไว้ที่ต้นไม้แต่ละต้น มองพระอาทิตย์้าก่อนจะก้าวเดินใหม่ เพียงสามก้าวต้นไม้เ่าั้ก็เคลื่อนย้ายอีก เขาหยุดมองและเดินอีก เพียงสามก้าวต้นไม้ก็เคลื่อนอีก เป็อย่างนี้เรื่อยๆจนกระทั่งครั้งที่เก้า ดูเหมือนพื้นดินที่เขายืนจะเป็ตัวเคลื่อน หาใช่ต้นไม้ และครั้งที่สิบเขาก็วนมา ณ จุดเดิม เหมือนกับเขาไม่ได้เดินไปที่ใด
ร่างโปร่งบางหลับตานึกย้อนไปยังตำแหน่งต้นไม้แต่ละต้นที่เคลื่อนที่ คำว่า ‘หุย’ แปลว่ากลับไป เพราะฉะนั้นรอบนี้เขาใช้พลังปราณเปลี่ยนตำแหน่งต้นไม้ เขาจะลองใช้อักษรที่แปลว่าไปต่อ คำว่า ‘โจ่ว’ ยังไม่ได้ ‘ชวี่’ ยังไม่ได้ เขาวนกลับมาที่เดิม รอบนี้เขาลองคำว่า ‘ฟู่’ ต้นไม้หยุดเคลื่อนไหว ทางเดินปกติเด่นชัด
ใบหน้างดงามยิ้มออก ในที่สุดเขาก็ผ่านค่ายกลแรกไปแล้ว เขาจุดพลุสัญญาณบอกให้พวกองครักษ์พาโอรสของเขาขึ้นมาได้ ส่วนเขาก็เดินหน้าต่อไปยังด่านทดสอบที่เหลือ ผู้กรุยทางหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าบึงบัวที่ขวางทาง
“อากาศเย็นเช่นนี้ บัวที่ไหนจะขึ้นได้ หรือท่านน้าจะคิดค้นบัวสายพันธุ์ใหม่”
ฉีกุ้ยเฟยมองบึงกว้างใหญ่อย่างไม่ไว้ใจ จะอ้อมก็ไม่ได้เพราะซ้ายขวาคือเหว แม้จะสูงไม่มากแต่ด้านล่างล้วนเป็แง่งหินแหลมคม เขาปลิดใบไม้และใช้ปราณส่งมันไปยังใบบัวและกลีบดอกบัว
งับ...ฟุบ
นึกไว้ไม่ผิด นี่มันบึงบัวปีศาจชัดๆ หนามแหลมที่งอกมาคือสิ่งใด แล้วที่ใบกับดอกหุบพร้อมหนามแหลมพวกนั้นคือสิ่งใด
ท่านน้าของเขาช่าง...
คงเบื่อสินะ ถึงได้สรรหาแต่ละอย่าง...
เขาถอนหายใจ ลองใช้พลังปราณตัดลำไผ่หลายท่อนและโยนไปยังบึงโคลนเบื้องหน้า ลำไผ่ตั้งตรงได้ไม่นาน ก็ค่อยๆจมลงไปยังบึงโคลน
คิ้วเรียวสวยกระตุกถี่ยิบ
ท่านน้า ท่านนี่ช่าง...
ฉีกุ้ยเฟยมองไปยังฝั่งตรงข้าม ว่างเปล่าไม่มีต้นไม้สักต้น ตัดวิธีขึงเชือกแล้วไต่ข้ามไปได้เลย
“หากทำลายบึงนี้ ท่านน้าคงจะไม่พอใจ งั้นเอาแค่ข้ามไปก็พอ”
คนงามตัดสินใจใช้วิชาตัวเบา บาทาล่องลอย แทนทลายผสุธาที่อาจจะสามารถทำลายบึงบัวนี้แต่ก็คงเสียพลังปราณไม่ใช่น้อย เขาตัดลำไผ่เป็ชิ้นเล็กๆ ก่อนจะโยนทีละชิ้นไปในอากาศพลางะโแตะปลายเท้าบนท่อนไผ่ เมื่อร่างกำลังลอยลงจากแรงส่งครั้งแรก เขาก็โยนไผ่ชิ้นที่สองออกไปและแตะมันและะโอีกครั้งและอีกครั้ง จนในที่สุดเขาก็ถึงฝั่งตรงข้าม
เขาเดินต่อไปจนถึงป่าสีแดง ร่างบางหยุดยืนสำรวจ เสียงสัตว์เล็กสัตว์น้อยเงียบลง สงัดจนน่าแปลก แต่ก็ตัดสินใจเดินหน้าต่อไป พลันเสียงคำรามก็ดังขึ้นพร้อมกับความเร็วที่พุ่งกระโจนเข้ามาแทบจะถึงตัว เขาเบี่ยงหลบเฉียดกรงเล็บเสือสีแดงเพลิงเพียงเล็กน้อย เขากัดฟันกรอด หากเขาช้ากว่านี้อีกสักหน่อย ใบหน้าเขาคงมีรอยกรงเล็บอย่างไม่ต้องสงสัย
“ท่านน้า เสือของท่านนิสัยไม่ดี ข้าจะไม่ละเว้นมันเหมือนบึงบัวปีศาจของท่านหรอกนะ”
กังวานพันลี้ดังมาก บ่งบอกโทสะเ้าของเสียงไม่น้อย
หนุ่มน้อยหน้าใสบนยอดเขาได้ยินถึงกับสะดุ้ง หน้าเริ่มเปลี่ยนสี กระพริบตาปริบๆ
‘เ้าเพลิงเสือแสนรักของข้า ม่ายนะ!’ ร่างโปร่งผุดลุกอย่างคนนั่งไม่ติด
“ท่านอาจารย์ ท่านจะไปที่ใดหรือ” ศิษย์คนโตยามนี้เอ่ยถามเสียงเยาะ
“ร้อยวันพันปีข้าไม่เห็นเ้าจะเรียกข้าว่าอาจารย์ ถ้าป่วยก็กลับเข้าไปนอนซะ” นักพรตซือหยางว่าศิษย์หน้ามุ่ย ร้อนใจกลัวสัตว์เลี้ยงแสนรักจะตายในน้ำมือหลานโง่
“วันนี้ข้าอารมณ์ดีเป็อย่างยิ่ง ข้าคิดว่าข้าจะไม่สังหารเขา ข้าอยากจะเป็สหายกับเขามากกว่า” ชายหนุ่มบอกพลางส่งยิ้มยียวนให้อาจารย์
“ได้เห็นท่านมีสีหน้าเช่นนี้ ข้าอารมณ์ดียิ่ง”
“มู่หยางกวาง เ้าศิษย์เนรคุณ! ถอยไป”
“ไม่ การเข้าแทรกแซงแขกเช่นนี้ นับว่าเสียมารยาทยิ่ง”
‘เ้าศิษย์ตัวแสบ เดี๋ยวข้าจะจัดการเ้า’ นักพรตซือหยางได้แต่กัดฟันกรอดๆ
ส่วนศิษย์อีกสองคนหาได้สนใจ ระหว่างนักพรตซือหยางกับมู่หยางกวาง การมีปากเสียงเช่นนั้นนับเป็เื่ปกติ พวกเขาสนใจเ้าของเสียงกังวานพันลี้ซึ่งพ่วงความสัมพันธ์กับอาจารย์กับเ้าเสือสีเพลิงตัวนั้นมากกว่า แม้ค่อนข้างแน่ใจว่าเ้าของเสียงอันทรงพลังนั้นจะเป็ฝ่ายชนะ หากฝ่ายที่แพ้เล่า จะมีจุดจบเช่นไร
แส้ัปรากฏในมือบาง พลังปราณของเ้าของทำให้มันเรืองแสงประกายระยิบ
เปรี๊ยะ...เปรี๊ยะ
มันถูกสะบัดใส่ร่างเสือขนาดที่ใหญ่กว่าฉีกุ้ยเฟยถึงสองเท่า เสียงคำรามเ็ปดังลั่นไปทั้งป่า บาทาล่องลอยถูกใช้ผสานกับแส้ั ความเร็วที่พลาดไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว
“ข้าจะไม่ฆ่าเ้าเร็วนักหรอก จะตีเ้าให้รู้สำนึกเสียก่อนว่าอย่ามาทำให้ข้าโมโห”
ฉีกุ้ยเฟยว่าเสียงต่ำ รู้ว่าเสือเพลิงตัวนี้พยายามเล็งที่จะกัดคอของเขา แม้มันจะเร็วกว่าเสือทั่วไปแต่ก็ยังช้ากว่าเขาผู้ซึ่งสำเร็จวิชาบาทาล่องลอยขั้นสูง
“คิดจะกัดคอข้า ยังเร็วไปสิบปี” เขาเล็งไปที่เล็บคมกริบของมัน
“ข้าอยากเห็นนัก ถ้าเ้าไม่มีเขี้ยวไม่มีเล็บแล้วจะยังวางท่าเป็เสือได้อีกหรือไม่”
เขาตวัดแส้ัไปที่เสือสีเพลิงและเหวี่ยงมันไปกระแทกกับูเา เสือใหญ่กระอักเืออกมา มนุษย์ตัวบางใช้แส้รัดคอมันไว้กับแง่งหินขนาดใหญ่ เสือตัวใหญ่ดิ้นพล่านส่งเสียงดังลั่นูเา
ฉีกุ้ยเฟยสะบัดเข็มเงินในมือเข้าที่หน้าผาก หลังและขาทั้งสี่ ไม่นานเ้าเสือร้ายก็แน่นิ่ง ร่างบางเดินเข้าไปง้างปากและหยิบกระบี่หยาดพิรุณขึ้นมาตัดเขี้ยวคมมันออกและจัดการเล็บที่อุ้งเท้ามันครบทุกสี่ข้าง ก่อนจะเดินออกมาและใช้พลังปราณดึงเข็มที่ปักไว้ออก สัตว์สี่เท้าเริ่มดิ้นรน
เขามองอย่างพอใจและดึงแส้ัให้ลอยกลับมาในมือ เสือเพลิงหอบแฮ่กๆแทบสิ้นเรี่ยวแรง มนุษย์ตัวบางยืนอย่างสง่ามองอาการเสือตรงหน้าอย่างพอใจ ค่อยระบายโทสะในอารมณ์ได้หน่อย
คนงามยังคงเฝ้าระวัง แม้เห็นว่ามันอ่อนแรงลงไปมาก ดวงตากลมโตจ้องไปยังตาเสือตัวใหญ่อย่างไม่หวั่นไหว เขาพร้อมสังหารสัตว์ร้ายตรงหน้าทันทีถ้ามันตัดสินใจะโเข้าหาเขาอีกครั้ง
“หากเ้าคิดจะกระโจนหาข้า คราวนี้กระบี่ในมือข้าปักคอเ้าแน่”
เ้าสัตว์สี่เท้าค่อยๆลุกขึ้นอย่างช้าๆและเดินสะเปะสะปะเข้ามา เพราะบอบช้ำจากที่ถูกเหวี่ยงซัดเข้ากับูเาหินหลายรอบ ร่างบางกระชับกระบี่ในมือเตรียมพร้อมสังหาร
“พอแล้ว” เสียงดังมาก่อนตัว นักพรตซือหยางรีบะโลงมาจากยอดเขา ยืนขวางหน้าระหว่างเสือตัวั์กับหลานตัวบาง
“ใจคอเ้าจะฆ่ามันจริงๆหรือเหลียนเอ๋อร์” เขาบ่นใส่หลานหน้ามุ่ย พลางรีบรุดไปดูอาการสัตว์เลี้ยงแสนรัก น้ำตาคลอเบ้า
“เป็ยังไงบ้างลูก พ่อขอโทษ พ่อมาช้าเอง พ่อผิดเอง โอ๋...อย่าร้องนะลูก เดี๋ยวพ่อทำเขี้ยวกับเล็บให้ใหม่นะ”
ศิษย์ที่ตามมากับฉีกุ้ยเฟยมองภาพตรงหน้าแล้วต่างกรอกตามองบน ด้านมู่หยางกวางก็เอาแต่กลั้นหัวเราะจนหน้าดำหน้าแดง