ในสนามเต็มไปด้วยการแข่งขันอย่างดุเดือด ส่วนนอกสนามก็อดไม่ได้ที่จะคึกคักไปด้วย ดังนั้นบริเวณโดยรอบล้วนเต็มไปด้วยบรรยากาศครึกครื้น ในพระหัตถ์ของฮ่องเต้ได้ถือกล้องส่องทางไกลไว้อยู่ ผ่านไปสักพักก็ยังคงรู้สึกไม่สมพระทัย พระองค์จึงทรงลุกขึ้นยืนและสั่งให้คนลากเก้าอี้ไปด้านหน้าเล็กน้อย
ฮ่องเต้ที่สมพระทัยแล้วก็โบกพระหัตถ์เรียกเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว และพูดว่า “เยี่ยนชิงมานี่ มานั่งกับข้า”
งานล่าสัตว์ที่ผ่านมาแล้วสองวัน ที่อยู่ด้วยกันทั้งสองวัน เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเวลานี้ได้กลายเป็นดั่งสหายสามประเภท [1] หนึ่งเพื่อนเที่ยว สองเพื่อนกิน สามเพื่อนคุย อีกทั้งยังเป็นเพื่อนดูการล่าสัตว์ ตำแหน่งอาจจะสูงกว่าสหายสามประเภท แทบจะเรียกว่าเป็นสี่สหายก็ว่าได้
แต่คำสั่งของฮ่องเต้ใครจะกล้าขัด? เป็นไปได้ไหมที่เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอยากทิ้งสิ่งที่ตัวเองแบกไว้อยู่บนศีรษะ เพราะมันหนักเกินไป อยากให้ฮ่องเต้ออกคำสั่งให้นำของที่อยู่บนศีรษะเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไปใช้เล่นชู่จวีแทนในวันพรุ่งนี้
“พ่ะย่ะค่ะ” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วลากร่างกายอันปวกเปียกของตน ก้าวขาอันหนักหน่วงเดินเข้าไปหาฮ่องเต้ สักพักจึงเงยหน้าขึ้น เมื่อมองจากระยะไกลเห็นเพียงแค่หลังของเหล่าขุนนางทั้งหลายกำลังควบม้าอยู่ในสนาม
“พ่อของเจ้าแพ้ให้กับรองแม่ทัพหลิน ดีมาก” ฮ่องเต้ยิ้มหรี่ตาและชี้รองแม่ทัพที่แซ่หลินให้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วดู แต่ในมือของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไม่มีกล้องส่องทางไกล จึงทำให้ไม่รู้ว่าคนที่ได้รับชัยขนะในการแข่งม้าคือรองแม่ทัพหลินหรือไม่?
แม้ว่าเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วพยายามที่จะหรี่ตาของตัวเอง แต่ท่านรองแม่ทัพหลินผู้องอาจกล้าหาญเชี่ยวชาญในการรบก็ยังไม่สามารถเข้าไปในสายตาที่น่าสงสารของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วได้
“พ่ะย่ะค่ะ… พระเนตรของฝ่าบาทช่างคมกริบ...” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่พยายามไม่สำเร็จก็ได้แต่ถอดใจพร้อมขอโทษรองแม่ทัพหลินในใจและถอยออกจากตรงนั้น แล้วช่างมันเถอะ!
ฮ่องเต้เพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองสามารถยื่นข้อเสนอให้กับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วได้ พระองค์เอียงศีรษะเล็กน้อยแล้วหันไปถามว่า “เจ้ามองไม่ชัดหรือ?”
“กระหม่อมเป็นเพียงสามัญชนจึงมิอาจปิดบังได้ แต่กระหม่อมมองไม่ชัดจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ” นิสัยตรงไปตรงมาของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วมาพบกับความโลเลของฮ่องเต้ ด้วยเหตุนี้ฮ่องเต้จึงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด จากนั้นก็กำกล้องส่องทางไกลไว้แน่นแล้วจึงตรัสว่า “ไม่เป็นไร เจ้ามองไม่ชัดก็ไม่ต้องกังวล ข้าจะถ่ายทอดให้เจ้าฟังเอง...”
…?
เนื่องจากอีกฝ่ายเป็นฮ่องเต้ ดังนั้นเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วจึงระงับความโกรธไว้ แล้วพยักหน้าอย่างสง่างาม เอ่ยต่อว่า “ฝ่าบาท...คำพูดของพระองค์ทำให้กระหม่อมหวาดกลัว...”
แท้จริงแล้วคำที่อยากจะบอกสั้นๆ คือท่านอย่ามาเสียเวลาเปลืองคำพูดกับเด็กอย่างข้าเลย ทำไมไม่ให้ข้ายืมกล้องส่องทางไกลสักหน่อยเล่า ข้ารับรองว่าจะดูเพียงครู่เดียว มิได้หรือ?
แต่คิดไม่ถึงว่าฮ่องเต้จะตอบกลับเช่นนี้ “ไม่เป็นไร ข้าตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น”
พูดง่ายๆ ก็คือ การจะให้พระองค์ทรงทิ้งกล้องส่องทางไกลนั้นก็คงเป็นไปไม่ได้ ชีวิตนี้ยังไงก็ไม่ได้
พอถึงตรงนี้แล้ว เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี ถ้าหากทำให้พระองค์ทรงโกรธเคืองแล้วละก็ แม่ทัพเยี่ยนกลับมาอีกทีอาจจะได้เก็บศพเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเป็นแน่แท้ อีกทั้งยังอาจทำให้บัณฑิตเยวี่ยต้องเหนื่อยเดินทางมา เพราะเยวี่ยเจาหรานก็คงโชคร้ายโดนหางเลขไปด้วย ใช่หรือไม่?
ดูท่าแล้วการล่าสัตว์ของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วคงทำได้เพียงอยู่นิ่งๆ ไม่ขยับไปไหน จึงได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วก็นั่งเป็นเพื่อนฮ่องเต้ต่อไป
“เจ้าดูสิ รองแม่ทัพหลินล่าหัวกวางได้ ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม...”
การเป็นสหายของฮ่องเต้ ช่างเป็นงานหนักอย่างแท้จริง ประการแรกต้องลุกขึ้นเมื่อฮ่องเต้ทรงพระเกษมสำราญ ยังต้องก้มหัวให้เท่าเอว หลังจากวันนั้นเอวและขาก็จะเจ็บและจะรู้สึกชาทั่วทั้งตัว ประการที่สองต้องหรี่ตาข้างเดียวเสมือนคนตาบอด เพราะไม่สามารถใช้กล้องส่องทางไกลอันเป็นที่รักของฮ่องเต้ได้ ประการที่สามก็อันตรายที่สุดเช่นกัน สิ่งนั้นก็คือต้องเรียนรู้ว่าถ้าไม่เข้าใจก็ต้องแสร้งทำเป็นเข้าใจ : ก็คือถ้าพบเจอสถานการณ์ตรงหน้าที่ยากจะเข้าใจ แต่เมื่อฮ่องเต้สนทนากับเจ้าเมื่อไหร่ เจ้าต้องเล่นตามน้ำโดยใช้ทักษะพูดไปเรื่อยเปื่อยกับพระองค์…
ยังโชคดีที่สมองเล็กๆ ของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วนั้นเร็วพอ ดังนั้นจึงพูดให้ฮ่องเต้มีความสุข “พ่ะย่ะค่ะ พระองค์ทรงทอดพระเนตร เป็นหัวของเจ้ากวางจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ!”
...
ถึงแม้ว่าฮ่องเต้จะได้ของวิเศษอย่างกล้องส่องทางไกลมา แต่มันก็มีระยะกำหนดว่าไกลแค่ไหน ดังนั้นพอขบวนล่าสัตว์เดินลึกเข้าไปในป่าทึบ แม้ฮ่องเต้จะมีกล้องส่องทางไกลแต่ตอนนี้ก็ไม่ต่างกับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่กลายเป็นคนตาบอดมองอะไรไม่เห็นเลย ด้วยเหตุนี้ฮ่องเต้จึงรู้สึกเบื่อเหมือนจะตายก็เลยดึงแขนเสื้อของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วและพึมพำกับนางว่า “เยี่ยนชิง เจ้ามานี่...”
เมื่อเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วถูกเรียกชื่อให้ไปหา นางจึงโค้งคำนับจนถึงเอว เดินเข้าไปใกล้ๆ ตอบอย่างนอบน้อมว่า “ฝ่าบาท มีเรื่องอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าพรุ่งนี้เป็นวันอะไร…?”
เมื่อเผชิญคำถามที่ลึกลับของฮ่องเต้ เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วยิ่งดีใจอย่างยิ่งที่การมาล่าสัตว์ครั้งนี้ได้พาเยวี่ยเจาหรานผู้เชี่ยวชาญและรู้ทุกอย่างเหมือนเป็นคลังความรู้ ไม่เช่นนั้นคำถามของฮ่องเต้เกรงว่านางคงตอบว่าไม่รู้
ในปีก่อนๆ การล่าสัตว์มีระยะเวลาห้าวัน วันที่สามถือว่าเป็นวันที่ค่อนข้างสำคัญ ที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าเป็นวันพักผ่อน ก็คือเหล่าขุนนางจะหยุดการล่าสัตว์ และวันนั้นก็จะเปลี่ยนมาเล่นกันเป็นกลุ่ม กิจกรรมส่วนใหญ่คือชู่จวี ขี่ม้าตีคลี หรือผ้าปิดตาโยนไม้ ถือว่าเป็นการให้ทุกคนคลายกล้ามเนื้อหลังจากล่าสัตว์มาตลอดสองวัน…
ประการที่สอง เพื่อมอบความสนุกให้กับเหล่าขุนนางและทหารซึ่งเป็นความสนุกที่แตกต่างกับการล่าสัตว์
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วมั่นใจในสิ่งที่เยวี่ยเจาหรานเตรียมคำตอบเอาไว้ให้ นางตอบคำถามฮ่องเต้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง ฮ่องเต้พยักหน้าอย่างพอพระทัยแล้วตรัสว่า “ได้ ข้าเห็นว่าเจ้าให้ความสนใจกับการล่าสัตว์ เจ้าต้องเตรียมตัวให้ดีล่ะ”
......
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วได้ยินเช่นนั้น เลยกลอกตาอยู่ในใจ ฮ่องเต้ท่านนี้หลงตัวเองเกินไปแล้ว นึกว่าข้าจะสนใจตำแหน่งสหายของท่านอย่างนั้นหรือ? ข้ายังต้องทำใจเตรียมพร้อมอีกต่างหาก…
แต่ก็ต้องตอบไปด้วยความเคารพ “พ่ะย่ะค่ะ เพื่อติดตามฝ่าบาท กระหม่อมไม่กล้าไม่เตรียมตัว”
หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป หลังจากสิบวันเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วจะกลายเป็นคนโรคจิตเภท บุคลิกภาพแปลกประหลาดไปจากเดิมเป็นแน่!
“ในเมื่อเจ้ารู้ว่าวันพรุ่งนี้เป็นวันอะไร… อย่างนั้นข้าจะพูดกับเจ้าสั้นๆ แล้วกัน!” ฮ่องเต้เงยหน้าขึ้น ไม่พูดอะไรแล้วเดินไปรอบๆ พลันสายตาหันไปสบกับสายตาแม่ทัพเยี่ยนพอดี จากนั้นพระองค์จึงรีบร้อนถอยกลับมา แล้วตรัสว่า “เจ้ากลับไปเกลี้ยกล่อมพ่อเจ้า พ่อเจ้าจ้องมองแบบนี้ทุกวัน ไม่เจ็บตาหรือ...”
“ฝ่าบาททรงอยากพูดกับกระหม่อมเรื่องนี้หรือพ่ะย่ะค่ะ?” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ เหตุใดฝ่าบาทจึงอยากคุยกับตนด้วยแค่เรื่องนี้ ครุ่นคิดสักครู่หนึ่ง : หรือว่าสายตาที่เฉียบคมของพ่อข้าแท้จริงแล้วมีความเกี่ยวข้องอะไรกับวันที่สามของการล่าสัตว์?
“เฮ้อ!” ฮ่องเต้กลอกตามองบน พูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจกับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วว่า “ข้าถามเจ้ามากไปสินะ ที่ข้าพูดกับเจ้าไม่ได้คุยเรื่องดวงตาพ่อเจ้าเจ็บหรือไม่… ข้าแค่เห็นสายตาของพ่อเจ้าแล้วรู้สึกกลัวเล็กน้อย...”
พูดไม่ออก ฮ่องเต้องค์นี้ปกติแล้วสมกับเป็นชนชั้นสูง จริงจัง แต่บางครั้งก็คล้ายเด็กธรรมดา? เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอดไม่ได้ที่จะหัวเราะอยู่ในใจ ในที่สุดนางก็เงียบเพื่อรอฮ่องเต้ตรัสอีกครั้ง
เชิงอรรถ
[1] สหายสามประเภท 三陪 คือ เพื่อนกิน เพื่อนเที่ยว เพื่อนคุย โดยความหมายปัจจุบันจะสื่อถึงหญิงบริการที่คอยเป็นเพื่อนเที่ยว เพื่อนดื่มเหล้า และเพื่อนนอน