“วันนี้เรามีเื่ต้องคุยกันนะยัยหนูเล็ก” คุณบดินทร์เอ่ยกับลูกสาวเสียงเรียบพลางสายตายังคงจดจ้องไปที่หนังสือพิมพ์รายวัน
“คุย?......คุยเื่อะไรหรือคะ”หญิงสาวถามกลับพร้อมกับน้ำเสียงสงสัย
“เื่งานแต่งของแกที่ใกล้จะถึงนี้น่ะสิพ่อให้แม่แกสมัครคอร์สเ้าสาวไว้ให้แล้ว วันนี้ตอนบ่ายอย่าลืมไปเสียด้วยล่ะ” ผู้เป็บิดากล่าวอย่างใจเย็น
“แต่......คุณพ่อคะ!” เมื่อได้ยินดังนั้นหยาดน้ำค้างจึงคิดจะทักท้วงออกมาแต่ผู้เป็พ่อก็เอ่ยออกมาอย่างรู้ทัน
“พ่อคิดว่าเราคุยกันรู้เื่แล้วนะแกจะทำให้พ่ออารมณ์เสียไปถึงเมื่อไหร่กัน” คุณบดินทร์เอ่ยอย่างเหนื่อยใจโดยมองหน้าลูกสาวผ่านแว่นสายตากรอบสี่เหลี่ยม
“ต่อให้หนูปฏิเสธยังไงคุณพ่อก็จะให้หนูแต่งอยู่ดีใช่ไหมคะ”เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ แต่แฝงไปด้วยความคุกกรุ่นอยู่ในใจ
“ใช่สิ แล้วแกจะถามคำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้วทำไมกัน”เอ่ยกับบุตรสาวคนเล็กเสร็จจึงกลับมาจดจ้องยังหนังสือพิมพ์ที่มีข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจต่อ
“แต่หนูยังไม่รู้จักเขาเลยนะคะ”หยาดน้ำค้างเอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้
“เดี๋ยวแกก็ได้รู้จักพี่เขาวันนี้นี่แหละจะได้เลิกอ้างคำนี้สักทีอย่าหลบหน้าพี่เขาแล้วกันล่ะ”
“วะ วันนี้?เร็วไปไหมคะคุณพ่อ” เธอพูดด้วยความใ
“ใช่วันนี้ เตรียมตัวให้พร้อมญาติทางฝ่ายนั้นมากันหลายคนเลยล่ะ”พูดเสร็จก็ไม่สนใจเด็กดื้อที่อยู่ตรงหน้าอีก
“เฮ้อ......ทราบแล้วค่ะ”เธอตอบตกลงออกมาอย่างปลงๆ
หลังจากรับปากคุณพ่ออย่างช่วยไม่ได้หยาดน้ำค้างจึงจำใจมาเข้าคอร์สตามที่คุณแม่จองไว้ให้ที่คลินิกขึ้นชื่อเื่การดูแลผิวพรรณและใบหน้าแห่งหนึ่งที่คิวมิได้จองได้ง่ายๆ ภายในตกแต่งด้วยความหรูหรานอกจากนี้ยังมีเครื่องมือทางการแพทย์ราคาแพงอีกหลายเครื่อง
“สวัสดีค่ะคุณลูกค้าไม่ทราบว่ามาติดต่อเื่อะไรหรือคะ” พนักงานต้อนรับเอ่ยถามเธอด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“มาทำคอร์สเ้าสาวที่จองไว้ในชื่อของคุณปรางค์ทิพย์ค่ะ”เธอเองก็ตอบกลับอย่างสุภาพเช่นเดียวกัน
“รบกวนขอดูเอกสารการจองด้วยค่ะ”
“นี่ค่ะ”หยาดน้ำค้างยื่นมือถือที่โชว์เอกสารการจองแบบออนไลน์ให้พนักงานดูอย่างใจเย็น
“ขอบคุณค่ะ......เชิญคุณลูกค้าเข้าไปที่ห้องวีไอพีหมายเลข3 สำหรับทำสปาผิวได้เลยนะคะ ซึ่งคอร์สนี้จะใช้เวลาในการทำหนึ่งถึงสองชั่วโมงค่ะ” เมื่อพนักงานสาวบอกรายละเอียดแก่เธอเสร็จเธอจึงเดินไปยังห้องที่เธอบอกและใช้เวลาในการทำสปาผิวอยู่ร่วมชั่วโมงเนื่องจากมีหลายรายการที่เธอต้องทำต่อ
หลังจากที่เข้าคอร์สเสร็จหญิงสาวจึงเดินไปที่ลานจอดรถซึ่งมีลุงบุญคนขับรถรอเธออยู่ใจจริงเธออยากจะเถลไถลยื้อเวลาอีกสักหน่อยแต่เ้าตัวทำได้แค่คิดเพราะไม่อยากให้ลุงบุญคนรถของบ้านเดือดร้อนไปด้วย
“มาแล้วหรือครับคุณหนู”คนขับรถวัยกลางคนถามผู้เป็เ้านายด้วยน้ำเสียงใจดีเช่นเคย
“เสร็จก็รีบมาเลยค่ะกลัวคุณลุงรอนาน”เธอตอบออกไปตามความจริง
“ที่จริงคุณหนูไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้นะครับลุงรอได้”ชายวัยกลางคนเอ่ยอย่างยิ้ม ๆ
“ถ้าหนูช้ามีหวังโดนคุณพ่อเอ็ดอีกแน่กลับกันเถอะค่ะ”
“ครับคุณหนู” เมื่อเ้านายอายุน้อยเอ่ยดังนั้นตนจึงรีบทำตามคำสั่งทันทีโดยไม่เอื้อนเอ่ยอะไรอีก
เมื่อกลับมาถึงบ้านเธอก็สังเกตเห็นรถหลายคันจอดอยู่บริเวณจอดรถเรียงรายอยู่‘นี่อย่าบอกนะว่ายกโขยงกันมาทั้งตระกูลเลยน่ะ’ เมื่อคิดได้ดังนั้นหยาดน้ำค้างได้แต่ถอดหายใจออกมาเบา ๆเมื่อเดินเข้ามายังห้องรับแขกก็เห็นคนวัยกลางคนและผู้ที่คาดว่าน่าจะเป็คู่หมั้นของหญิงสาวนั่งรออยู่อย่างถ้วนหน้า แต่เธอยังไม่ได้เห็นหน้าของเขาเพราะเขานั่งหันหลังอยู่ครั้นเธอเดินเข้ามาได้เพียงไม่นานผู้เป็บิดาก็ได้เรียกเธอไปยังห้องรับประทานอาหารที่มีผู้คนนั่งรอกันอย่างท่วมท้น
“อ่าวยัยหนูมาแล้วเหรอมานั่งตรงนี้สิลูก” เมื่อบดินทร์เห็นบุตรสาวเดินเข้ามาในโถงบ้านจึงเรียกให้ไปหา
“พี่ชาย! / ยัยดื้อ!” เมื่อเห็นหน้าว่าที่คู่หมั้นทั้งสองต่างก็ใไม่แพ้กัน
“ทะทำไมพี่ชายมาอยู่ที่นี่ได้คะ” หยาดน้ำค้างถามผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าอย่างใไม่คิดว่าจะเจอชายหนุ่มที่นี่ได้
“พี่ต้องถามเธอนั่นแหละว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”ชายหนุ่มถามเธอกลับเช่นเดียวกัน
“อย่าบอกนะว่า......ทั้งสองรู้จักกันอยู่แล้วน่ะ?”คุณบดินทร์เอ่ยถามทั้งสองอย่างแปลกใจ
“ครับ / ค่ะ”ชายหนุ่มและหญิงสาวตอบอย่างพร้อมเพรียง
“แบบนี้ก็ดีเลยน่ะสิ......จริงไหมคุณรณพีร์”คุณบดินทร์หันหน้าไปพูดกับกับเพื่อนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มด้านรณพีร์เองได้แต่ยิ้มรับเบา ๆ
“ในเมื่อทั้งสองรู้จักกันอยู่แล้วแบบนี้ก็ง่ายเลยน่ะสิ”รณพีร์เอ่ยกับทั้งสอง
“คะ?” หยาดน้ำค้างเอ่ยถามด้วยความมึนงงเธอยังคงสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่
“แม่ได้ฤกษ์มาแล้วนะลูก1 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้” คุณหญิงเนตรเอ่ยกับคนหนุ่มสาวด้วยใบหน้าอมยิ้ม
“ในระหว่างนี้พวกแกสองคนก็ศึกษาดูใจกันไปแล้วกัน”คุณบดินทร์ไม่วายเอ่ยสำทับอีกครั้ง
“แต่ว่าหนู.......” หยาดน้ำค้างยังไม่ทันได้พูดจบคุณหญิงเนตรมารดาของธีรภพก็ถามขึ้นมาเสียก่อน
“แต่อะไรหรือลูก”
“หนูยังไม่พร้อมค่ะมันเร็วเกินไป”หญิงสาวเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจออกมาโดยที่ไม่สนใจบิดามารดาที่กำลังทำหน้ากลืนไม่เข้าคลายไม่ออกอยู่ตรงข้ามทั้งสองไม่คิดว่าลูกสาวจะพูดคำนี้ออกมาต่อหน้าญาติผู้ใหญ่
“มันเร็วเกินไปอะไรของแกแกก็รู้จักพี่เขาอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ทำไมถึงยังทำตัวดื้อด้านแบบนี้อีก!” ผู้เป็พ่ออย่างคุณบดินทร์พูดกับลูกสาวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเจือฉุนเฉียวเล็กน้อย
“คุณอาใจเย็น ๆก่อนนะครับ ความจริงแล้วผมก็คิดแบบเดียวกันกับน้อง” เมื่อธีรภพเห็นสถานการณ์ไม่ดีจึงเอ่ยขึ้น
“ตาธีร์......” มารดาของธีรภพเรียกชื่อลูกชายขึ้นมาเกรงว่าลูกจะทำให้บรรณยากาศแย่ลงยิ่งกว่านี้
“ผมว่าทุกคนควรให้เวลาเราสองคนอีกสักหน่อยเถอะนะครับ”ธีรภพเอ่ยกับเหล่าผู้ใหญ่วัยกลางคนอย่างใจเย็น
“แต่แม่หาฤกษ์ไว้ให้แล้วนะจะให้เลื่อนมันก็.......” คุณหญิงเนตรเอ่ยยังไม่จบผู้เป็บุตรก็เอ่ยทัดทานขึ้นมาเสียก่อน
“เลื่อนเถอะนะครับคุณแม่”บุตรชายอย่างธีรภพเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความจริงจัง
“ใช่เลื่อนเถอะคุณเลื่อนเข้ามาให้เร็วกว่าเดิม!” เมื่อผู้เป็พ่ออย่างรณพีร์เห็นว่าภรรยาทำทีท่าจะใจอ่อนตนจึงโพล่งขึ้นมาโดยไม่ฟังคำขอของบุตรชายทำให้คนหนุ่มสาวทั้งสองไม่พอใจเป็อย่างมาก
“คุณพ่อครับ! / คุณอา!”
“ถ้าอย่างนั้นหนูขอถามทุกๆ คนได้ไหมคะว่าทำไมถึงอยากให้เราสองคนรีบแต่งงานกันขนาดนี้” เธอถามผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายด้วยท่าทีนิ่งเฉยแต่ภายในใจเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย
“เราจะได้เป็ครอบครัวเดียวกันไงลูก”คุณหญิงเนตรเอ่ยกับว่าที่ลูกสะใภ้อย่างใจเย็น
“ต่อให้เราสองคนปฏิเสธการแต่งงานในครั้งนี้ยังไงทุกคนก็จะจับเราแต่งอยู่ดีใช่ไหมคะงั้นหนูคงหมดทางเลือกแล้วสินะคะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งที่เต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายกับเหตุผลของผู้ใหญ่
“นี่ยัยดื้อเธอ......” ธีรภพยังพูดไม่ทันจบผู้เป็พ่อก็ขัดขึ้นมาก่อน
“เมื่อพวกแกสองคนเข้าใจแล้วก็ตกลงตามนี้แหละนะ”คุณรณพีร์เอ่ยกับคนหนุ่มสาวด้วยน้ำเสียงใจเย็น
“ทานข้าวกันก่อนเถอะค่ะ”เมื่อผู้เป็แม่อย่างปรางค์ทิพย์เห็นว่าท่าไม่ดี วันนี้คงจะคุยกันไม่จบเป็แน่จึงเอ่ยกับทุกคนด้วยความใจเย็นซึ่งทำให้าครอบครัวหยุดลงได้อย่างชั่วคราว
หลังจากนั้นบรรยากาศของโต๊ะทานอาหารก็ถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศที่กำลังทำงานอาหารถูกนำมาเสิร์ฟอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าอาหารที่แม่บ้านนำมาบริการหน้าตาจะน่ารับประทานเพียงใดแต่ก็ทำให้คนวัยหนุ่มสาวอย่างหยาดน้ำค้างและธีรภพถึงกับทานไม่ลงแม้แต่น้อย
“ทานเยอะ ๆ เลยนะคะวันนี้ดิฉันเป็คนลงมือทำอาหารเองเลยค่ะมีของโปรดลูกด้วยทำไมไม่ทานล่ะ” คุณปรางค์ทิพย์บอกกับทุกคนก่อนจะหันไปเอ่ยกับลูกสาวเบาๆ
“ตาธีร์ตักให้น้องเขาหน่อยสิลูก”ผู้เป็แม่อย่างคุณเนตรเมื่อเห็นว่าที่ลูกสะใภ้นิ่งเงียบจึงหันไปบอกกับบุตรชายให้ตักอาหารให้หญิงสาว
“ครับแม่” ชายหนุ่มตอบรับจากนั้นจึงตักผัดไข่ใส่แตงกวาให้กับหญิงสาว ส่วนเธอได้แต่เอ่ยขอบคุณเขาเสียงแ่
“ขอบคุณค่ะ”
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จเป็ที่เรียบร้อยแล้วทั้งสองครอบครัวต่างก็อำลากันรถหรูสองคันเคลื่อนตัวออกไปเหลือเพียงแค่หญิงสาวกับธีรภพเท่านั้น
“ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหมคะ”เธอเอ่ยกับชายหนุ่ม แล้วเดินนำไปที่โต๊ะไม้หินอ่อนบริเวณสวนหย่อมขนาดย่อม
“ได้สิ.......” เมื่อเขาตอบรับคำจึงเดินตามหญิงสาวไป
“พี่ธีร์รู้สึกยังไงกับน้ำคะ”หยาดน้ำค้างถามพลางมองหน้าชายที่อยู่ตรงหน้า
“พี่รู้สึกกับน้ำเพียงแค่น้องสาวเท่านั้น”ธีรภพตอบหญิงสาวพร้อมระบายยิ้มเล็กน้อยเพื่อให้หญิงสาวอายุน้อยกว่าตนที่อยู่ตรงหน้าคลายความกังวลลง
“น้ำเองก็รู้สึกกับพี่ธีร์แบบนั้นเช่นเดียวกันค่ะ”
“ทำไมทุกคนต้องบังคับเราให้แต่งงานกันด้วยเหตุผลงี่เง่าแบบนั้นด้วยก็ไม่รู้เนอะแล้วเราจะเอายังไงกันต่อดีเนี่ย” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับถอนหายใจออกมายาว ๆ
“น้ำจะหนีค่ะ” คำพูดที่หญิงสาวตรงหน้าพูดออกมาทำให้เขาใอยู่ไม่น้อย
“ว่าไงนะ!?” ชายหนุ่มถามอย่างไม่เชื่อหู
“พี่ธีร์ได้ยินไม่ผิดหรอกค่ะน้ำจะหนีการแต่งงานของเราในครั้งนี้” เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังมากกว่าครั้งไหน ๆเขาจึงถามเธอกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังเช่นเดียวกัน
“หนี? แล้วจะหนียังไงมีแผนแล้วหรือไงฮะเรา?”
“น้ำวางแผนไว้แล้วล่ะค่ะแน่นอนว่าจะไม่ทำให้พี่ธีร์เดือดร้อนไปด้วยอย่างแน่นอนขอแค่พี่ธีร์ไม่ไปบอกใคร” เธอเอ่ยขอร้องชายที่อยู่ตรงหน้าอย่างเคร่งเครียดหลังจากที่บอกแผนการทั้งหมดออกไป
“เธอนี่ดื้อสมชื่อที่พี่ตั้งให้จริงๆ มีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกได้ตลอดเลยนะ แล้วนี่มีใครรู้บ้าง” เขาถามพลางลูบหัวเธออย่างอ่อนโยน
“มีแค่พี่ธีร์กับเพื่อนสนิทน้ำอีกหนึ่งคนค่ะที่รู้เพราะงั้นพี่ธีร์อย่าไปบอกใครเลยนะคะ” เธอบอกพลางทำหน้ายู่ แต่ก็ยอมปล่อยให้ชายหนุ่มลูบหัว
“พี่จะไปบอกคนอื่นทำไมกันล่ะแต่เราน่ะถ้ามันลำบากเกินไปก็ไม่ต้องฝืนไปก็ได้นะแค่แต่งงานกับเธอพี่ก็แต่งให้ได้แหละแต่ความรักแบบชายหญิงพี่คงให้ไม่ได้” เขาบอกหญิงสาวตามความเป็จริงเพราะสำหรับเขาแล้วความรักระหว่างชายหญิงยากแท้หยั่งถึง ไม่ใช่ว่าจะรักใครได้ง่ายๆ
“เราสองคนอย่าแต่งงานกับคนที่เราไม่ได้รักเลยนะคะเพราะถ้าฝืนแต่งกันไปยังไงคนที่ไม่มีความสุขก็คือเราทั้งคู่อยู่ดี”
“พี่เห็นด้วย” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับยิ้มกว้างให้หญิงสาวตรงหน้าอีกครั้ง
“ขอบคุณพี่ชายมากนะคะที่เข้าใจ”เธอได้แต่เอ่ยขอบคุณเขา
“เื่แค่นี้เอง......นี่เราก็นั่งคุยกันมาสักพักแล้วพี่กลับก่อนดีกว่าอีกอย่างคุณอาจะสงสัยเอา” จากนั้นธีรภพจึงลุกขึ้นพร้อมกับเดินไปที่รถของตนที่จอดอยู่ไม่ไกลนัก
“โอเคค่ะพี่ชาย กลับดีๆ นะคะไว้เจอกันค่ะ” เมื่อกล่าวบอกลาเสร็จเธอจึงโบกมือลาเขาพร้อมกับยิ้มกว้าง
“ครับพี่ไปนะ” หลังจากที่ทั้งสองเอ่ยลากันเรียบร้อยรถหรูสีดำก็ถูกขับออกไปทันทีทุกการกระทำของทั้งสองอยู่ในสายตาของคนวัยกลางคนอย่างบิดามารดาของหยาดน้ำค้างทั้งคู่เห็นว่าลูกสาวกับว่าที่ลูกเขยคุยกันอย่างสนิทสนมก็โล่งใจโดยที่ไม่คิดสงสัยเลยแม้แต่น้อย