เสียงนกราตรีกระพือปีกบินผ่านเหนือหัวลมรื่นระรวยมา ฟังเยว่ฉิวก้มมองหนังสือในมือ นางนึกถึงเฒ่าจันทราสังหรณ์ใจว่านางและเขามีวาสนาต่อกันจริง หรือเป็เพียงแค่ภาพฝันหนึ่งตื่น
เพราะหากมีความรักลึกซึ้งต่อกันแล้วไซร้แม้นมีอุปสรรคก็สามารถร่วมฟันฝ่าจนสามารถครองคู่ หากไร้ซึ่งวาสนา แม้ได้พานพบด้ายแดงของเฒ่าจันทราที่เคยเข้าใจว่าถูกผูกไว้ด้วยกัน มันก็ไม่มีอยู่จริง...
“พี่ต้าเผิงคงลืมเยว่เอ๋อร์แล้วใช่หรือไม่”
หากเทพแห่งสายลมสามารถพัดพาเอาความรู้สึกนึกคิดของคนผู้หนึ่งไปยังคนอีกผู้หนึ่งได้จริงหญิงสาวหวังเพียงสามีของนางจะมีใจคิดถึงนางบ้าง...แม้เพียงสักเสี้ยว
ที่เมืองถูหยาง นอกกำแพงวังเผิงเซิ่งอี้กำลังจะขึ้นรถม้า หลังออกจากงานเลี้ยงพระราชทานขององค์จักรพรรดิซึ่งเขาอยู่ร่วมงานเป็เวลาเพียงครึ่งชั่วยามโดยอาศัยข้ออ้างว่าเกิดอาการปวดศีรษะกะทันหัน จึงต้องขอตัวกลับก่อน
พี่ต้าเผิง...ละม้ายยินเสียงแว่วแ่มามันมิใช่เกิดจากความฝัน เพราะเขากำลังตื่น สติสัมปชัญญะครบถ้วน
เมื่อไร้ซึ่งต้นเสียงชายหนุ่มทำได้เพียงผินหน้าทอดตาแลดวงหทัยสีนวลแห่งรัตติกาล
เทวีแห่งจันทร์[1]ฤๅท่านกำลังปิดบังอำพรางสิ่งใดกัน
งานเลี้ยงรื่นเริงภายในวังหลวงเพื่อบำเหน็จรางวัลแก่ขุนพลน้อยใหญ่ซึ่งชนะศึกกับหนานลู่ถูกจัดขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว แต่ครั้งนี้พิเศษขึ้นเพราะสตรีฝ่ายในที่พระองค์โปรดหลายนางและราชนิกุลหญิงได้เสด็จออกมาร่วมงานด้วย
เป็โอกาสแรกที่องค์หญิงหงหญ่าได้มีปฏิสันถารกับขุนพลหนุ่มสกุลเผิงเพราะวรกายแน่งน้อยทรงสะดุดก้อนหินในอุทยานหลวงทันท่วงทีที่ชายหนุ่มซึ่งปลีกตัวออกมาสูดอากาศหลังนั่งชมการร่ายรำของเหล่าสาวงามจากหอเริงฤดีประคองนางไว้ทัน
“ขะ...ขอบใจ” องค์หญิงหงหญ่าตรัสเมื่อชายหนุ่มประคองให้หยัดยืนได้เต็มสองพระบาทแล้ว
“กระหม่อมมิทันได้ตรวจดูทางเสด็จองค์หญิงโปรดอภัย” ลู่เอินนางกำนัลคนสนิทซึ่งติดตามมาไม่ห่างค้อมตัวต่ำแล้วเข้ามาประคองผู้เป็นาย
“งานคงไม่สนุกกระมังท่านแม่ทัพถึงได้เลี่ยงหลบออกมาสักพักใหญ่แล้ว” เพราะทรงลอบสังเกตชายหนุ่มอยู่นั่นเองเมื่อเขาปลีกตัวจากงานเลี้ยง ด้วยแรงยุของลู่เอินชั่งพระทัยชั่วครู่จึงเสด็จตามออกมาสบโอกาสอันดีที่จะทำความรู้จักกับชายหนุ่มให้มากขึ้น
เมื่อพระมารดาตรัสเื่เสกสมรสเผิงเซิ่งอี้ก็คือตัวเลือกสำคัญที่นางมาดหมายไว้ในหทัย
“หามิได้กระหม่อม”เผิงเซิ่งอี้เงยหน้าขึ้นตอบชายหนุ่มเพียงไม่ชอบอยู่ท่ามกลางเสียงอึกทึก มิลุ่มหลงเสพของมึนเมาหรือชมชื่นการร่ายรำเป็เวลานานนักยอดขุนพลเรืองนามคุ้นชินเพียงคนหมู่มากในกองทหารและสนามรบมากกว่า
“ศึกกับแคว้นหนานลู่คงทำท่านลำบากมากเื่ท่านหายไปนานสองเดือนกว่า ข้าก็รู้ ดีใจที่ท่านปลอดภัยกลับมา”
ทรงเคยพบชายหนุ่มสองสามหนเมื่อสามปีก่อนไม่คาดคิด เวลาผ่านไปความมีสง่าราศีของเขาจะเปล่งประกายขับเน้นความทะนงองอาจของสายเืขุนพลใหญ่ประจำแคว้นออกมาจนเมื่อได้สบตาเขาอีกครั้งในงานเลี้ยงครั้งก่อน ทำให้บังเกิดความเขินอายจนร้อนผ่าวไปทั้งวรกาย
“ขอบพระทัยที่ทรงห่วงใย”
เหมือนเื่บังเอิญที่ได้พบหน้ากันหากแต่ท่าทางไว้ตัวมากพิธีของเผิงเซิ่งอี้เมื่อองค์หญิงหงหญ่าทรงถามเขาต่อมาหนึ่งประโยค ชายหนุ่มก็เพียงตอบกลับสั้นๆไม่สรรหาเื่มาคุยต่อ ในอีกสองสามประโยคต่อมาก็ทำให้หมดเื่ที่จะคุยกับเขาจังหวะพอดีว่ามีคนผู้หนึ่งโผล่พรวดมาไม่รู้เหนือใต้จึงปลีกพระองค์จากเขามาด้วยความเสียดาย
“หวังว่าข้าคงไม่ทำให้กริ้ว”เหอเติ้งเหลย รองแม่ทัพคนสนิทของ เผิงเซิ่งอี้เปรยอย่างหวั่นใจเมื่อเห็นชัดถนัดตาว่าสตรีท่าทางเย่อหยิ่งที่เพิ่งเดินจากไปคือผู้ใด
กิตติศัพท์ขององค์หญิงหงหญ่านั้นขึ้นชื่อว่าเอาแต่พระทัยพระอารมณ์ร้อน ใครขัดพระเนตรพระกรรณหรือขัดพระประสงค์ก็มีอันจะต้องพบเจอเื่ไม่งดงามในชีวิตเพราะเป็ราชธิดาซึ่งเยาว์ชันษาของพระชนนี และมีองค์จักรพรรดิคอยให้ท้าย
“ว่าแต่ว่าข้าไม่ได้เข้ามาขัดจังหวะหรือขัดขวางเื่ดีๆของท่านหรอกนะ” แม้ชายหนุ่มเป็รองแม่ทัพ อายุห่างกันปีเศษแต่ร่วมสมรภูมิมาด้วยกันจนสนิทชิดเชื้อดั่งเพื่อนตายนอกเหนือจากรับคำสั่งเมื่ออยู่ในกองทัพยามปรกติ เผิงเซิ่งอี้จึงเป็คนที่สามารถพูดคุยได้อย่างไม่ถือตัว
“ปากอย่างนี้ระวังจะไม่ได้ตายในสนามรบ”
เหอเติ้งเหลยไหวไหล่ใช่ว่าไม่กลัวตาย ทว่ากวาดตามองดูก็เห็นมีเพียงเขาและแม่ทัพหนุ่มตามลำพังแล้ว
“ข้าก็พูดอย่างที่ข้าเห็นข้ารู้สึก ขนาดแกมบังคับให้ท่านมาร่วมงานเลี้ยงให้ได้ คงไม่ธรรมดาแล้วละ” ชายหนุ่มเย้าแหย่ แต่เบาเสียงคล้ายกระซิบ
“เ้านี่นะ” เผิงเซิ่งอี้ชี้หน้าผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา “หาเื่ให้ข้าต้องลำบากทำพิธีศพให้เ้าเสียจริงเ้านายจะคิด จะทำอะไร เราไม่มีสิทธิ์วิพากษ์ กลับเข้าไปในงานได้แล้ว!”
เหอเติ้งเหลยทำหน้าบึ้งที่ถูกแช่งก่อนยอมหันกายกลับเข้าไปร่วมงานเลี้ยงต่อโดยมีเผิงเซิ่งอี้ซึ่งคิดว่าการร่วมงานรื่นเริงเป็งานอีกชิ้นที่ต้องทำให้เสร็จสิ้นจึงตามติดเข้าไป ในใจแม่ทัพหนุ่มหวังว่าเื่จะไม่เป็ดั่งสหายรุ่นน้องคิด
องค์หญิงหงหญ่ากับเขานี่นะ...ไม่มีทาง!
[1]เทพธิดาฉางเอ๋อร์