ยามอู่ แสงแดดจัดจ้าภายนอกไม่อาจเล็ดลอดผ่านหน้าต่างที่ปิดสนิทภายในคฤหาสน์ตระกูลฟาง กลิ่นกำยานชั้นเลิศในห้องหนังสือชั้นสองยังอบอวล บ่าวไพร่และทหารยามยืนหน้าซีดเผือดอยู่ตามระเบียงทางเดิน
ฟางเจิ้ง คหบดีผู้กุมบัญชีสัมปทานภาษีและโฉนดที่ดิน นั่งตัวตรงแข็งทื่อบนเก้าอี้หลังโต๊ะทำงาน ศีรษะเอียงพิงพนัก ดวงตาเบิกโพลง สองมือวางคว่ำบนโต๊ะ นิ้วมือทั้งสิบงอผิดรูป บนโต๊ะตรงหน้ามีถ้วยชาดินเผาสองใบวางคู่กัน ใบหนึ่งว่างเปล่า อีกใบมีน้ำชาสีเข้มเหลืออยู่ก้นถ้วย
“ท่านหมอ... เป็อย่างไรบ้าง” นายอำเภอหนุ่มก้าวเข้าประชิดโต๊ะ สีหน้าเคร่งเครียด
หมอซุนละมือจากข้อมือแห้งผาก หยิบเข็มเงินขึ้นมาตรวจคราบชาในถ้วยใบที่มีน้ำหลงเหลือ ปลายเข็มแปรเปลี่ยนเป็สีดำคล้ำ “ใต้เท้า... คนตายถูกพิษขอรับ”
“ยาพิษรึ” เฉินกู่ที่ยืนกอดอกในมุมมืดโพล่งขึ้น ตวัดสายตาจ้องถ้วยชาทั้งสองใบ คิ้วขมวดมุ่น
“ผงสลายเอ็น...” หมอซุนเอ่ยเสียงแหบ ชี้ให้ดูรอยช้ำสีม่วงคล้ำที่ลามจากปลายนิ้วขึ้นไปตามท่อนแขนของศพ
“ไร้สีไร้กลิ่น หลังจากดื่มเข้าไปแล้วราวครึ่งชั่วยามยาถึงจะเริ่มออกฤทธิ์ ่แรกเหยื่อจะยังเคลื่อนไหวได้ปกติ แต่พอพิษแล่นเข้าสู่หัวใจ เส้นเอ็นทั่วร่างจะละลายแหลกเหลวทันที จนขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่อ้าปากเปล่งเสียงร้อง ข้าคิดว่าฟางเจิ้งรู้จักกับคนร้าย และไว้ใจถึงขนาดนั่งดื่มน้ำชาด้วยกัน”
กู้เสวียนหรี่ตามองกลอนเหล็กที่หน้าต่างและประตู “หมายความว่า... ตอนที่คนร้ายผละจากไป ฟางเจิ้งยังปกติ ทั้งยังเป็คนเดินไปลงกลอนหน้าต่างและประตูเหล่านี้ด้วยตัวเองหลังจากส่งแขก”
“ย่อมเป็เช่นนั้นขอรับ” หมอซุนพยักหน้า “คหบดีฟางเป็คนขี้ระแวงอย่างยิ่ง ยามวิกาลเมื่อแยกจากแขกย่อมต้องลงกลอนแ่าด้วยตนเอง กว่าจะรู้ตัวว่าพิษกำเริบ เขาก็ะโเรียกใครไม่ได้ และไม่มีแรงแม้แต่จะคลานไปเปิดประตู”
เฉินกู่ขยับเข้ามา “แต่บ่าวไพร่ด้านล่างให้การว่าเมื่อคืนไม่มีใครมาพบฟางเจิ้งเลย ประตูปิดสนิท ไม่มีใครได้ยินเสียงฝีเท้าหน้าห้องหนังสือด้วยซ้ำ แล้วนอกจากร้านยาของท่าน ในจินไห่ยังมีใครยาชนิดนี้อีก ครึ่งปีมานี้ร้านยาสัตตบงกชของท่านสั่งตัวยาแปลก ๆ มากผิดปกติ ข้าจำได้”
หมอซุนชะงัก ใบหน้าเคร่งขรึม “มือปราบเฉิน! กำลังปรักปรำว่าข้าปล่อยยารั่วไหลหรืออย่างไร? ยานี้ข้าบันทึกตราประทับควบคุมชัดเจน แต่ผู้ที่เข้าออกคฤหาสน์ตระกูลฟางยามวิกาลได้โดยไร้ร่องรอย ทั้งยังรู้ระเบียบเวรยาม ย่อมไม่ใช่ชาวยุทธ์ทั่วไปแน่”
“ท่านกำลังพาดพิงว่าคนในกองปราบมีส่วนรู้เห็นเช่นกัน!” เฉินกู่เค้นเสียงต่ำ
“ทั้งสองท่าน โปรดหยุด” กู้เสวียนก้าวแทรกกลาง น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น “ยามนี้เมืองจินไห่กำลังเผชิญกับมือสังหารเืเย็น หากคนของที่ว่าการยังแตกแยกกันเอง ข้าจะพึ่งพาใครได้”
เขาขยับเสื้อคลุมพลางออกคำสั่ง “ท่านมือปราบเฉิน... นำกำลังไปบันทึกปากคำคนในเรือนทั้งหมดอย่างละเอียด ข้าจะกลับไปตรวจสอบสมุดบันทึกที่ที่ว่าการ ส่วนท่านหมอซุน... รบกวนชันสูตรศพและตรวจดูตู้เซฟเก็บโฉนดด้านหลัง ข้า้ารายงานก่อนค่ำ”
ท่าทีเด็ดขาดนั้นทำให้ทั้งคู่ลดความแข็งกร้าว เฉินกู่สะบัดหน้าเดินนำออกไปสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาทันที
กู้เสวียนขยับเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานอีกครั้ง เขาหยิบถ้วยชาใบที่ว่างเปล่าขึ้นมาพิจารณา ขอบถ้วยด้านหนึ่งมีคราบใสบางเบาติดตรึงอยู่... ชายหนุ่มวางมันลงที่เดิม หยิบสมุดบันทึกขึ้นมาจดจำแนกข้อมูลเอาไว้คร่าว ๆ ก่อนจะก้าวตามมือปราบเฒ่าออกไป
บานประตูห้องปิดลง ทิ้งให้หมอซุนยืนจมอยู่กับร่างไร้ิญญาและความเงียบสงัดเพียงลำพัง