ขบวนของพวกนางสามารถผ่านเข้าเมืองมาได้เรียบร้อย ลี่จูมองดูบรรยากาศภายในเมืองหนานเหลียนด้วยความสนใจ ถึงแม้จะเป็แค่ทางผ่านไปยังอีกสี่เมืองที่เหลือ แต่ถือว่ามีความคึกคักไม่น้อย ผู้คนต่างะโขายสินค้าแข่งขันกันตลอดสองข้างทาง
"ท่านพ่อเรากำลังจะไปที่ใดหรือเ้าคะ" ลี่จูกล่าวถามในขณะที่นางปิดม่านหน้าต่างลง
"ย่านการค้าที่อยู่ใจกลางเมือง"
ลี่จูพยักหน้าเข้าใจ พลางยกม่านหน้าต่างมองดูข้างทางด้วยความสนใจอีกครั้ง
รถม้าหยุดลงตรงบริเวณทางเข้าย่านการค้าแห่งนี้ บิดาของนางเดินลงจากรถม้า เพื่อเจรจาบางสิ่งกับบุรุษสองคนที่ยืนอยู่ทางเข้าย่านการค้า
สักพักก็เดินกลับมาขึ้นรถม้า และรถม้าก็สามารถผ่านเข้าไปได้สะดวก
ตรงจุดที่รถม้าทั้งห้าคันจอด เป็บริเวณห่างจากปากทางเข้ามาไม่ไกลมากนัก
เมื่อรถม้าจอดสนิท ลี่จูก็เดินลงจากรถม้าตามหลังบิดา นางมองดูท่านลุงและพวกพี่ๆ กำลังลงจากรถม้ามายืนรวมตัวกัน
ครั้นทุกคนลงมาจนครบหมด จางซ่งเหลียงสั่งให้นักดนตรีนำเครื่องดนตรีของตนเองออกมาจากรถม้าและเดินตามหลังเขาไป ในรถม้ายังเหลือท่านลุงอีกสองคนที่อยู่เฝ้ารถม้าทั้งห้าคันไว้
ลี่จูไม่ได้ถือเครื่องดนตรีเหมือนเช่นคนอื่นๆ เพราะนางไม่ได้มีส่วนร่วมในการแสดงดนตรีแต่อย่างใด นางเพียงเดินตามหลังบิดาไปเงียบๆ
จางซ่งเหลียงเลือกบริเวณที่มีคนเดินผ่านไปมามากที่สุด เพื่อตั้งวงเล่นดนตรี นั้นก็คือบริเวณด้านข้างโรงเตี๊ยมขึ้นชื่อในเมืองหนานเหลียน
"ตั้งตรงนี้แหละ" จางซ่งเหลียงกล่าวกับลูกน้อง
"ขอรับ/เ้าค่ะ"
ลี่จูมองดูคณะของบิดากำลังเริ่มจัดสถานที่แสดง พลางมองดูบริเวณโดยรอบ ยังถือว่าท่านพ่อเลือกสถานที่ได้เหมาะสมดี เพราะจุดนี้นอกจากโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ด้านข้างแล้ว ตรงบริเวณแห่งนี้ยังมีหอสุราตั้งอยู่ด้วยถึงสองแห่ง
ถึงแม้หอสุราจะไม่ใช่เวลากลางคืน กลับมีผู้คนเข้าไปนั่งดื่มสุรากันมากพอสมควร
เมื่อลี่จูหันหน้ากลับมาอีกที คณะดนตรีของบิดาก็นั่งประจำที่กันเรียบร้อยแล้ว นางจึงหาที่เหมาะๆ นั่งรอดูพวกเขาเล่นดนตรีกัน
"ทุกท่านเชิญทางนี้ขอรับ วันนี้คณะแสงจันทร์ส่องนภาจะเปิดการแสดงดนตรีอันแสนไพเราะให้พวกท่านได้รับชมกัน เร่งเข้ามาขอรับ รีบเร่งเข้ามา เชิญท่านป้าท่านลุงคุณหนูคุณชายทั้งหลายจับจองที่นั่งหาที่เหมาะๆ เพื่อรับชมการแสดงของพวกเราในวันนี้ขอรับ เชิญขอรับ เชิญๆ " จางซ่งเหลียงะโเสียงดังเพื่อเรียกลูกค้า
มีชาวบ้านหลายคนหยุดยืนมองดูด้วยความสนใจ จางซ่งเหลียงยังคงะโเรียกลูกค้าไม่หยุด จนมีชาวบ้านในละแวกที่เดินผ่านไปมาให้ความสนใจหยุดดูเกือบสามสิบคน
จางซ่งเหลียงกวาดตามองดูจำนวนชาวบ้านตรงหน้าพลางนับจำนวนไปด้วยในใจก็หันกลับมาพยักหน้าให้แก่ลูกน้องเริ่มการแสดงดนตรี
จางซ่งเหลียงถือถุงผ้าสีเทาหม่นไว้ในมือ ในขณะที่คณะแสงจันทร์ส่องนภากำลังแสดง เมื่อเพลงแรกจบลงก็มีเสียงปรบมือดังขึ้น จางซ่งเหลียงเดินถือถุงผ้าเรียกเก็บเงินกับชาวบ้านที่มามุงดูเหล่านี้
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีคนยอมจ่ายเหรียญอีแปะให้กับจางซ่งเหลียงทุกคนเสมอไป
บางคนดูแล้วพอใจก็หยิบเหรียญใส่ในถุงให้จางซ่งเหลียง บางคนไม่ชอบก็เดินหนีไป ในขณะที่คนในคณะก็ยังบรรเลงเพลงไปเรื่อยๆ
เมื่อผ่านไปถึงหนึ่งชั่วยาม ผู้คนก็เริ่มบางตาเหลือเพียงคนที่นั่งดูเพียงสามคน จางซ่งเหลียงจึงส่งสัญญาณให้ลูกน้องหยุดพัก
การแสดงเป็เช่นนี้ไปจนถึง่บ่าย จางซ่งเหลียงจึงให้ลูกน้องหยุดพักทานอาหาร เนื่องจาก่เวลาเที่ยงวัน มีผู้คนให้ความสนใจจำนวนหนึ่ง เขาจึงให้ลูกน้องแสดงต่อและให้หยุดพักอีกครั้งใน่บ่ายแทน
จางซ่งเหลียงเดินไปซื้อหมั่นโถวมาแจกลูกน้องคนละลูก
ลี่จูก็ได้รับหมั่นโถวเหมือนคนอื่นๆ เช่นกัน นางนั่งกัดหมั่นโถวด้วยความหิวโหย นางกัดไปได้สี่คำก็ได้ลิ้มลองกับชิ้นเนื้อสับละเอียดในไส้หมั่นโถวลูกนี้ ลี่จูถึงกลับน้ำตาไหล
'อา ในที่สุดนางก็ได้กินเนื้อสักที ถึงแม้มันจะดูน้อยนิดแต่มันก็พอทำให้นางรู้สึกมีพลังขึ้นมาเช่นกัน'
ทุกคนได้รับหมั่นโถวเพียงคนละหนึ่งลูกเท่านั้น เมื่อนั่งกินกันเสร็จแล้วก็พากันนั่งประจำที่ เพื่อเล่นดนตรีต่อไป
ลี่จูนั่งมองดูภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย นางแอบเผลอกำมือตนเองแน่นไปก็หลายหน พลันรู้สึกสงสารทุกคนขึ้นมาจับใจ ดูสีหน้าของแต่ละคนในยามนี้สิ พวกเขาพยายามเล่นเครื่องดนตรีภายใต้ใบหน้าเรียบนิ่ง แต่แววตาของพวกเขาดูกังวลกับจำนวนเหรียญที่ผู้ชมยอมจ่ายให้ในแต่ละครั้ง
เพลงที่คณะท่านพ่อใช้เล่นก็ถือว่าไพเราะในระดับหนึ่ง ฝีมือการเล่นดนตรีนำของพี่สาวฝาแฝดก็ถือว่าใช้ได้ แต่นางรู้สึกว่าบทเพลงมันยังไม่โดนใจนางเอาเสียเลย
ลี่จูละสายตาจากคณะแสดงของท่านพ่อ พลางเดินออกไปดูร้านขายของตามแผงข้างทางที่อยู่ใกล้ๆ จุดที่ทำการแสดง
นางเดินดูไปเรื่อย แต่ไม่ได้ซื้อสิ่งใด เพราะนางไม่มีเงินสักอีแปะเดียว จึงทำได้แค่มองผ่านเพียงเท่านั้น
ลี่จูคล้ายนึกบางอย่างออก นางพยายามเดินดูสินค้าทุกร้านในบริเวณแถวนี้ แต่ก็ไม่มีร้านไหนนำสินค้าที่นางคิดไว้มาวางขาย หรือพวกพ่อค้าหาบเร่ที่หาบขายก็ไม่ได้นำมาขายเช่นกัน นางเดินวนกลับมายังจุดเดิมที่นั่งรอบิดา ในใจนึกถึงชื่อวัตถุดิบที่จะใช้เป็ส่วนประกอบ และคำนวนจำนวนต้นทุนคร่าวๆ ในใจ เพราะนางไม่รู้ว่าราคาสินค้าในเมืองแห่งนี้แตกต่างจากที่หมู่บ้านของร่างเดิมเคยอาศัยอยู่หรือไม่
ลี่จูนั่งรอจนพระอาทิตย์เกือบลาลับขอบฟ้า บิดาของนางก็ให้ทุกคนเก็บเครื่องดนตรีกลับไปยังรถม้า เพื่อนั่งรถม้ากลับออกจากเมืองหนานเหลียนก่อนที่ประตูเมืองจะปิดลง
พวกเขากลับไปยังจุดเดิมที่ตั้งกระโจมเมื่อวาน ทุกคนดูเหนื่อยล้ากันมาก ลี่จูรีบลงจากรถม้าไปช่วยงานพี่สาวฝาแฝดทำอาหารอย่างขยันขันแข็ง
วันนี้นางนั่งรอทุกคนแสดงเสร็จจนรู้สึกเบื่อมาทั้งวัน เมื่อกลับมาถึงจึงอยากช่วยแบ่งเบางานที่นางสามารถพอทำได้บ้าง
"พี่ิซื่อกำลังทำอะไรอยู่เ้าคะ" ลี่จูกล่าวถามในขณะที่เดินเข้าไปใกล้อีกฝ่าย
"พี่กำลังจะเชือดไก่นะ"
"ว๊าว วันนี้ข้าจะได้กินไก่แล้ว"
ในประโยคที่ลี่จูกล่าวมีน้ำเสียงดีใจไม่น้อย ิซื่อมองดูเด็กสาวพลางส่งเสียงหัวเราะพร้อมกับยกยิ้มเอ็นดูเด็กสาว "ดูท่าลี่เออร์จะชอบกินเนื้อนะ"
"เ้าค่ะ ลี่เออร์ชอบมากเลยเ้าค่ะ" ลี่จูกล่าวพลางยิ้มแป้นให้พี่ชายตรงหน้า
"ลี่เออร์ขยับออกห่างพี่สักสามก้าวเสียก่อน เดี๋ยวเืไก่จะกระเด็นโดนชุดของเ้า"
"เ้าค่ะ ลี่เออร์ไปช่วยพี่สาวฝาแฝดทำครัวตรงนั้นดีกว่าเ้าค่ะ"
"อืม ไปเถอะ"
ลี่จูเดินไปหาพี่สาวฝาแฝดทั้งสอง พลางกล่าวถาม "มีอะไรที่ลี่เออร์พอจะช่วยได้บ้างเ้าคะ"
เหมยฟางเงยหน้าดูเด็กสาวตรงหน้าพลางยกยิ้มให้ "เ้าช่วยนำผักเหล่านี้ไปล้างน้ำทำความสะอาดแล้วนำไปหั่นให้เรียบร้อย"
"เ้าค่ะ" ลี่จูรับตะกร้าผักมาจากพี่เหมยฟาง พร้อมกับเดินไปยังถังน้ำข้างเกวียน นางตักน้ำใส่ถังและนำผักลงไปล้างให้สะอาดสามครั้ง ก่อนนำไปหั่น
เมื่อนางหั่นเสร็จ พี่เหมยฟางก็มายกตะกร้าผักเพื่อนำไปทำอาหาร ส่วนพี่เหมยเซียงกำลังยุ่งอยู่กับไก่ที่พี่ิซื่อเชือดไว้
เมื่อเห็นว่าพวกพี่สาวกำลังทำอาหารกัน นางจึงลุกเดินออกไปหาบิดา เพราะงานตรงนี้คงยังไม่มีให้นางได้ช่วยพี่สาวฝาแฝดทำ ลี่จูจะกลับมาอีกครั้งเมื่ออาหารเสร็จถึงจะช่วยยกไปให้ทุกคนทาน
"ท่านพ่อ ลูกขออนุญาตเข้าไปนะเ้าคะ" ลี่จูหยุดยืนอยู่หน้ากระโจมบิดา
"เข้ามาสิลี่เออร์"
"เ้าค่ะ" ลี่จูเปิดกระโจมเดินเข้าไปข้างใน พลางนั่งลงด้านข้างบิดา
"ท่านพ่อกำลังทำอะไรหรือเ้าคะ"
"พ่อกำลังนับเหรียญที่เราไปเล่นดนตรีวันนี้มา"
"ให้ข้าช่วยนับหรือไม่เ้าคะ"
"เอาสิจะได้เสร็จเร็วขึ้น"
ลี่จูช่วยบิดานับเหรียญอีแปะอยู่ถึงหนึ่งก้านธูปก็เสร็จ
"ท่านพ่อวันนี้เราได้กี่เหรียญเ้าคะ" นางกล่าวถามด้วยความตื่นเต้น
"วันนี้เราได้มาหนึ่งตำลึงเงินกับอีกสามร้อยอีแปะ"
"โอ้โหเราได้มากถึงขนาดนี้เลยหรือเ้าคะ" เพราะความทรงจำเดิมบอกนางว่าจำนวนเหรียญที่บิดาบอกนางในวันนี้มีจำนวนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
"วันนี้ถือว่าเราโชคดี ที่มีลูกค้าหลายคนยอมจ่ายไปหลายเหรียญอีแปะในครั้งเดียว" จางซ่งเหลียงกล่าวด้วยอารมณ์ผ่อนคลาย "อาจจะเป็เพราะเราเพิ่งมาแสดงที่เมืองนี้ เลยทำให้บทเพลงที่เราเล่นพวกเขาไม่เคยได้ยิน จึงหยุดยืนฟังก็หลายคน"
"หากเป็แบบนี้ไปอีกหลายวันก็คงดีนะเ้าคะท่านพ่อ"
"อืม พ่อก็คิดเช่นนั้น"
"ท่านพ่อเ้าค่ะ หากลูกจะขอยืมเงินท่านพ่อ ไปซื้อวัตถุดิบมาทำลูกอม ท่านพ่อจะให้ลูกหรือไม่เ้าคะ"
"ลูกอยากกินลูกอมหรือ"
"ไม่ใช่เ้าค่ะ ลูกอยากจะทำลูกอมไปขาย ยามที่ท่านพ่อกำลังเล่นดนตรีเ้าค่ะ อาจจะมีคนที่มานั่งดูสนใจซื้อบ้างเ้าค่ะ"
"แล้ววัตถุดิบที่เ้า้ามีอะไรบ้างและต้องใช้ในมีปริมาณมากหรือไม่"
"ไม่เลยเ้าค่ะ ส่วนผสมหลักๆ จะเป็น้ำตาลและมะพร้าวแก่เ้าค่ะ และมีอย่างอื่นเติมลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติด้วยเ้าค่ะ"
จางซ่งเหลียงได้ยินชื่อวัตถุดิบที่บุตรสาว้าซื้อ ในใจก็เริ่มคำนวณถึงจำนวนราคาวัตถุดิบเหล่านี้อย่างคร่าวๆ
"ลี่เออร์อยากได้จำนวนเงินเท่าไหร่"
"ข้าขอยืมท่านพ่อสักสามร้อยอีแปะเ้าค่ะ"
"ต้องใช้เงินมากเพียงนั้นเลยหรือ"
ลี่จูครุ่นคิดเพียงครู่ก็กล่าวตอบบิดา "ลูกไม่แน่ใจเื่ราคาของวัตถุดิบในตลาดแห่งนี้ จึงขอท่านพ่อเผื่อไว้เ้าค่ะ"
"ตลาดแห่งนี้มีราคาสินค้าไม่แพงมากนัก อาจจะมากกว่าหมู่บ้านของพวกเราก็อย่างละห้าถึงสิบอีแปะ พ่อจะให้เ้าไปสักสองร้อยอีแปะพอหรือไม่"
"พอเ้าค่ะ"
"อืม งั้นพรุ่งนี้ ยามเข้าเมืองเ้าค่อยมารับเอาเงินกับพ่อก็แล้วกันนะ"
"เ้าค่ะ ข้าขอบคุณท่านพ่อมากเ้าค่ะ งั้นข้าขอออกไปยกอาหารช่วยพี่สาวทั้งสองก่อนนะเ้าคะ ป่านนี้คงทำอาหารเสร็จพอดีเ้าค่ะ"
"อืม ไปเถอะ" จางซ่งเหลียงพยักหน้าให้บุตรสาว
ลี่จูไม่ได้นั่งอยู่ในกระโจมกับบิดาอีกต่อไป นางกลับไปหาพี่สาวฝาแฝด เพราะคิดว่าเวลานี้คงจะทำอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว และก็เป็อย่างที่นางคาดการณ์ไว้ พี่สาวฝาแฝดกำลังช่วยกันตักอาหารใส่จานและชาม
"ให้ลี่เออร์ยกไปช่วยนะเ้าคะ"
"ได้สิ แต่เ้าต้องระวังด้วยนะน้ำแกงไก่กำลังร้อนๆ เดี๋ยวลวกมือเอาได้ " เหมยฟางกล่าวเตือน
"เ้าค่ะ พี่เหมยฟาง" ลี่จูยกชามน้ำแกงใส่ถาดครั้งละสองถ้วย เดินไปยังจุดทานอาหาร นางช่วยพี่สาวยกจนเสร็จก็นั่งล้อมวงทานอาหารกัน
อาหารในวันนี้มีผัดผักกับน้ำข้าวเช่นเดิม แต่เพิ่มเติมคือน้ำแกงไก่ได้กันคนละถ้วย ในถ้วยมีเนื้อไก่ฉีกเป็ชิ้นๆ ประมาณสองชิ้นเล็กกับน้ำแกงไก่ที่เติมได้ไม่อั้น
เมื่อบิดาของนางเริ่มคีบอาหาร ท่านลุงและพวกพี่ๆ ก็ลงมือเช่นกัน รสมือของพี่สาวฝาแฝดถือว่าดี ขนาดว่าพวกนางมีเครื่องปรุงไม่กี่อย่างแต่ก็สามารถทำน้ำแกงไก่ออกมาได้อร่อยเช่นกัน
"ลี่เออร์ขอน้ำแกงไก่เพิ่มอีกสักถ้วยด้วยคนเ้าค่ะ" นางยื่นถ้วยส่งให้พี่เหมยเซียงเหมือนกับคนอื่นๆ
"นี่ถ้วยน้ำแกงไก่ของเ้าลี่เออร์" เหมยเซียงตักน้ำแกงไก่เต็มถ้วยส่งคืนให้เด็กสาว
"ขอบคุณเ้าค่ะ" ลี่จูรับน้ำแกงไก่มาซดจนหมดถ้วย ยามนี้นางรู้สึกอิ่มมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
ทุกคนทานเสร็จก็แยกย้ายกัน ยามนี้เหลือเพียงนางกับพี่สาวฝาแฝดช่วยกันยกจานชามไปล้าง ลี่จูอยู่ช่วยงานจนเสร็จก็กำลังเดินกลับกระโจมบิดา ระหว่างทางนางพบกับพี่ิซื่อกำลังนั่งเช็ดขลุ่ยอยู่คนเดียว ลี่จูจึงเดินเข้าไปสนทนาด้วย
"พี่ิซื่อ ทำไมมานั่งอยู่คนเดียวตรงนี้ล่ะเ้าคะ"
"พอดีพี่ยังไม่ง่วงเลยมานั่งเล่น แล้วนี่ลี่เออร์ช่วยงานพี่เหมยเซียงพี่เหมยฟางเสร็จแล้วหรือ"
"เ้าค่ะ เพิ่งเสร็จ" นางนั่งลงด้านข้างพี่ิซื่อพลางมองดูขลุ่ยในมืออีกฝ่าย "วันนี้ทุกคนคงจะเหนื่อยมากนะเ้าคะ"
"อืม" ิซื่อพยักหน้ารับ "แต่มันก็เป็ความสุขอีกอย่างหนึ่งที่ได้เห็นคนที่นั่งชมดูมีความสุขกับเสียงเพลงของพวกเรา"
"เ้าค่ะ"
สำหรับนางที่รักในเสียงดนตรีอยู่แล้ว ย่อมเข้าใจคำพูดของพี่ชายคนนี้เป็อย่างดี ทุกคนเกิดมาย่อมมีความฝันกันหมด และความฝันของนางก็เช่นเดียวกันกับพี่ชายิซื่อ นั้นก็คือการได้เล่นดนตรีที่ตนเองรัก แล้วถ่ายทอดท่วงทำนองลงในเครื่องดนตรีใช้เป็สื่อกลางแทนความรู้สึกที่นางกำลัง้าสื่อให้ผู้ชมได้รับรู้เช่นเดียวกันกับนาง
"แล้วนี่ลี่เออร์หายป่วยดีแล้วหรือยัง"
"ข้าหายดีแล้วเ้าค่ะ"
ลี่จูพยายามเค้นสมองนึกถึงความทรงจำของร่างนี้กับพี่ชายตรงหน้า นางถึงรู้ว่าแต่เดิมคนทั้งสองสนิทกันเพียงใด ถึงขนาดที่ว่าพวกเขาสองคนเคยสาบานเป็พี่น้องร่วมเป็ร่วมตายต่อกัน
เมื่อนึกย้อนไปถึงวันที่นางลืมตาตื่นขึ้นมาครั้งแรก ลี่จูจำได้รางๆ ว่า พี่ชายคนนี้ถึงกับร้องไห้หนักมาก ในขณะที่เขาร้องไห้แต่แววตาของเขากลับทอประกายสุขล้น จึงไม่แปลกอันใดที่นางจะสามารถััถึงความห่วงใยที่พี่ชายคนนี้มีให้กับเ้าของร่างเดิม
"พี่ิซื่อ พรุ่งนี้ข้าจะแวะไปหาซื้อวัตถุดิบมาทำลูกอมขายเ้าค่ะ"
"ให้พี่ช่วยอะไรหรือไม่" ิซื่อกล่าวถามเด็กน้อยตรงหน้าด้วยความห่วงใย
"แฮ่ะๆๆ มีแน่นอนเ้าค่ะ" นางกำลังรอประโยคนี้จากพี่ิซื่ออยู่พอดี ลี่จูกล่าวพร้อมกับยิ้มกว้าง "แต่คงหลังจากที่พวกเรากลับมาจากเล่นดนตรีในเมืองก่อนเ้าค่ะ"
"ได้สิ เ้าสามารถมาเรียกพี่ได้ตลอดเวลาเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ"
"ขอบคุณเ้าค่ะ หากทำเสร็จแล้ว ข้าจะแบ่งลูกอมให้พี่ิซื่อเป็ค่าแรงช่วยทำก็แล้วกันเ้าค่ะ" นางไม่อยากใช้แรงงานใครทำฟรี ดังนั้นนางจึงอยากแบ่งลูกอม เพื่อตอบแทนความมีน้ำใจของพี่ชายคนนี้
"ไม่เป็ไรหรอกลี่เออร์ เ้าไม่จำเป็ต้องแบ่งลูกอมให้พี่หรอกนะ ที่พี่้าช่วยเ้าเพราะอยากจะช่วยจริงๆ "
"พรุ่งนี้ค่อยคุยเื่นี้อีกทีก็แล้วกันเ้าค่ะ นี่ก็ดึกมากแล้ว ลี่เออร์ขอตัวไปนอนก่อนนะเ้าคะ" ลี่จูกล่าวพร้อมกับลุกขึ้นยืน
"ไปนอนเถอะ เป็เด็กต้องพักผ่อนให้มากๆ ตื่นเช้ามาร่างกายจะได้สดใสแข็งแรง"
"เ้าค่ะ ฝันดีเ้าค่ะพี่ิซื่อ"
"อืม" เต้าิซื่อพยักหน้าให้เด็กสาว พลางนั่งเช็ดขลุ่ยอีกสักพักก็เดินกลับกระโจมไปนอนเช่นกัน
เช้าตรู่วันถัดมา ลี่จูลุกจากกระโจมแต่เช้าไปช่วยพี่สาวฝาแฝดทำอาหารเช่นเคย อาหารเช้าวันนี้เป็เพียงแผ่นแป้งแข็งๆ ย่างไฟอ่อนๆ โดยแบ่งให้พวกผู้ชายคนละสองแผ่น ส่วนผู้หญิงสามคนได้รับคนละแผ่นกับน้ำแกงไก่ที่นำไก่อีกครึ่งตัวที่เหลือจากเมื่อวานมาทำในเช้านี้
เมื่อทานอาหารเสร็จทุกคนต่างช่วยกันทำหน้าที่ประจำของตนเองอย่างรวดเร็ว และยามนี้รถม้าทั้งห้าคันก็ได้เดินทางเข้าเมืองมาจอดยังจุดเดิม ทุกคนแบกเครื่องดนตรีของตนเองเดินตามหลังหัวหน้าคณะเข้าไปยังย่านการค้าเหมือนเช่นเมื่อวาน
"ท่านพ่อ วันนี้เราจะเล่นดนตรีที่ไหนหรือเ้าคะ" ลี่จูกล่าวถามบิดา ในขณะเดินจูงมือกันเดินเข้าไปย่านการค้า
"พ่อจะลองไปดูที่จุดเดิมดูก่อน หากเ้าของที่เขาให้เราแสดงอีก พ่อก็จะให้ทุกคนแสดงที่เดิม" จุดเดิมของจางซ่งเหลียงก็คือข้างโรงเตี๊ยมชื่อดัง หากเ้าของที่อนุญาตเขาคิดว่าวันนี้คงจะทำเงินได้ดีเหมือนเมื่อวาน
ลี่จูพยักหน้ารับบิดา พลางก้าวเดินไปยังจุดเดิมของเมื่อวาน เมื่อไปถึงบิดาก็ให้พวกนางยืนรอไปก่อน ส่วนบิดาเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมชื่อดัง เพื่อสอบถามเ้าของที่
ไม่นานจางซ่งเหลียงก็เดินกลับออกมา
"หัวหน้าเป็อย่างไรบ้างขอรับ" ลูกน้องในคณะกล่าวถาม
"เขาให้เราเล่นแค่วันนี้อีกหนึ่งวัน พรุ่งนี้คงต้องหาสถานที่ใหม่แทน" จางซ่งเหลียงกล่าวตอบกับทุกคน
"ทำไมล่ะเ้าคะ" ลี่จูกล่าวถามด้วยความสงสัย
"พรุ่งนี้จะมีการจัดงานในเมืองแห่งนี้ ดังนั้นบริเวณด้านหน้าโรงเตี๊ยมจะหนาแน่นไปด้วยผู้คนเดินเข้าออก ทางเ้าของที่เขาเกรงว่าจะก่อให้เกิดความไม่สะดวกแก่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ จึงให้พวกเราย้ายไปที่อื่นไปก่อน"
"แสดงว่าวันนี้เราก็ต้องจับจองหาสถานที่ไว้ล่วงหน้ากันก่อนใช่หรือไม่เ้าคะท่านพ่อ" ลี่จูกล่าวถามบิดา
"อืม" จางซ่งเหลียงพยักหน้าให้บุตรสาว พลางกล่าวต่อ "วันนี้เราจะตั้งแสดงอยู่ที่นี่ อย่าเสียเวลาเลยรีบเตรียมตัวให้เสร็จก่อนที่จะมีผู้คนเดินผ่านไปมามากกว่านี้" จางซ่งเหลียงกล่าวกับลูกน้อง
"ขอรับ/เ้าค่ะ" ลูกน้องขานรับกันอย่างพร้อมเพรียง
ยามนี้ทุกคนดูวุ่นวายกันอีกพักใหญ่ ส่วนลี่จูก็กลับมานั่งยังตำแหน่งเดิมของเมื่อวาน
จางซ่งเหลียงเดินเข้ามาหาบุตรสาวกับหมอหลี่ "พี่หลี่ วันนี้ข้าคงรบกวนให้ท่านช่วยเดินหาสถานที่สำหรับทำการแสดงวันพรุ่งนี้และข้าขอฝากท่านดูแลลี่เออร์ด้วย นางอยากที่จะไปตลาด เพื่อซื้อวัตถุดิบมาทำลูกอมขาย"
"ได้ ข้าจะไปจัดการให้ เ้าไม่ต้องเป็ห่วง" หมอหลี่กล่าวตอบ
จางซ่งเหลียงล้วงเอาเงินจำนวนสองร้อยอีแปะที่ตนเองเตรียมไว้ให้บุตรสาวออกมายื่นส่งให้กับนาง "นี่คือเงินที่เ้าจะยืมพ่อ"
"ขอบคุณเ้าค่ะท่านพ่อ" ลี่จูรับพวงอีแปะมาเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างดี
"หากอยากซื้ออะไรก็ให้ท่านลุงหลี่พาไป ห้ามเดินออกห่างจากท่านลุงเป็อันขาด" จางซ่งเหลียงกล่าวกำชับกับบุตรสาวด้วยความเป็ห่วง
"ลี่เออร์ทราบแล้วเ้าค่ะ"
"ข้าฝากด้วยนะพี่หลี่" จางซ่งเหลียงหันหน้ามากล่าวเน้นย้ำกับพี่ชายหลี่ตรงหน้าอีกครั้ง
"ข้าจะดูแลลี่เออร์เป็อย่างดี เ้าไม่ต้องกังวล"
จางซ่งเหลียงพยักหน้า ก่อนเดินกลับไปยังคณะ เพื่อเตรียมตัวแสดงดนตรี
"เราไปกันเลยหรือไม่เ้าคะท่านลุงหลี่" ลี่จูกล่าวถาม เพราะยามนี้ยังเป็เวลาเช้าตรู่ สินค้าที่พ่อค้าแม่ค้าหรือชาวบ้านนำออกมาขาย ส่วนมากล้วนสดใหม่และมีราคาที่สามารถต่อรองได้
"ไปกันเลย" หลี่จิ้งกล่าวตอบ พร้อมกับจับมือลี่จูไว้แน่น เพราะกลัวพลัดหลงระหว่างทาง