บทที่ 9 ชี้แจงกับทุกคน
ฉินต้าซานฟังแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองไป๋อวี้เช่นกัน
อาหารหน้าตาน่ากินถูกวางจนเต็มโต๊ะ แต่กลับไม่มีใครกล้าจับตะเกียบ ถึงจะมีคนแอบกลืนน้ำลายก็ตาม
ไป๋อวี้รู้ดีแก่ใจ เธอต้องเผชิญหน้ากับความเคลือบแคลงต่าง ๆ นานาในฉินเจียถุนไม่ขาดสาย
ทางฝั่งป้าฮวาในวันนี้ถือเป็แค่น้ำจิ้มเท่านั้น
หลอกแต่งงาน ทั้งยังหลอกเอาค่าสินสอดหนีไป ความผิดนี้มันใหญ่มหันต์ เธอจะลบล้างยังไงนะ...
“เว่ยชุ่ยสี่...เป็คนรับเงิน” เธอเอ่ยเปิดประเด็น
ป้าหลิวก็พูดทันใด “แต่เธอหนีไปเองนะ พวกเราหลายคนเห็นเองกับตา!”
ไป๋อวี้เอ่ยอย่างขุ่นเคือง “ฉันขออธิบาย ให้ฉันพูดจบก่อน! พี่ป้าน้าอาทั้งหลายลำบากลำบนพาฉันกลับมา คิดว่าคงไม่ได้ตั้งใจจะทุบฉันให้ตายหรอกนะ!”
ฉินต้าซานเคาะโต๊ะพลางเอ่ย “ได้ เธอว่ามา”
สีหน้าที่แสดงออกราวกับจะบอกว่า ‘เธอแก้ตัวให้ดีล่ะ ฉันรอฟังอยู่’ ชัดเจนสุด ๆ
จริงอยู่ที่เขาบอกว่าจะให้เธออยู่ที่นี่ แต่มันไม่ใช่เพราะเห็นแก่ความเป็สามีภรรยาแน่นอน เขาแค่เห็นแก่ลูกก็เท่านั้น
คำพูดที่ผู้หญิงคนนี้จะพูดต่อจากนี้ เป็ตัวชี้ชะตาว่าต่อไปเขาจะมองเธอเป็มนุษย์คนหนึ่งหรือเปล่า
ไป๋อวี้สบถด่าในใจ
“สี่ปีก่อนฉันถูกเว่ยชุ่ยสี่เรียกตัวกลับไปจริง ๆ แต่ตอนนั้นฉันยังเด็กไม่รู้ประสา ไม่รู้ว่าทำไมเธอต้องทำแบบนี้ กระทั่งไม่กี่ปีมานี้ ฉันเห็นเธอรับเงินค่าสินสอดของคนมากมายกับตา เรียกราคาสูงขึ้นทุกที ถึงได้รู้ว่าเธออยากใช้ฉันทำเงิน”
ป้าฮวาขบคิดเล็กน้อยแล้วกล่าว “ตอนนั้นที่เธอมาก็เพิ่งอายุสิบเจ็ด เด็กจริง ๆ นั่นแหละ”
ท่าทางป้าฮวาจะเข้าข้างเธอแล้ว
ไป๋อวี้มีความมั่นใจขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะอธิบายต่อว่า “ตอนฉันกลับไปฉันตั้งท้องเสี่ยวกั่วเอ๋อร์ แบบนี้ทำให้หาคู่ยาก แต่ปรากฏว่าหล่อนก็ยังเรียกค่าสินสอดสูงอยู่ดี แถมยังขึ้นค่าสินสอดกะทันหัน เพราะฉะนั้นมันเลยไม่เคยสำเร็จสักครั้ง”
ป้าฮวาเลยถามเธอว่า “แล้วทำไมเธอไม่กลับมาล่ะ”
ไป๋อวี้โพล่งทันควัน “คนทั้งหมู่บ้านคอยจับตามองฉัน แถมกั่วเอ๋อร์ก็อยู่ในกำมือยายแก่หน้าเงินอีก ฉันหนีไม่รอดหรอก อีกอย่างฉันก็ไม่กล้ากลับมา กลัวโดนฉินต้าซานทุบตาย”
ฉับพลันทุกคนต่างก็จับจ้องไปที่ฉินต้าซาน
ฉินต้าซาน “...”
ไป๋อวี้เอ่ยต่อว่า “ฉันจะไม่ว่าเขาเื่ที่หลายปีมานี้เขาไม่เคยไปหาฉันเลย ตัวเองมีลูกโตขนาดนี้แล้วยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ!”
ย้อนมาเล่นงานเขาซะด้วย!
ฉินต้าซานถูกเธอปั่นหัวเสียจนมึนงง ก้มหน้าครุ่นคิดตามคำพูดของหญิงสาว
“เมื่อก่อนฉันเลอะเลือน โง่เขลา ครั้งนี้ฉันจะเสี่ยงตายลองดูสักตั้ง ให้พวกเขาส่งลูกมาที่นี่ เพราะฉันได้ยินว่าพวกเขาจะขายกั่วเอ๋อร์ให้คนอื่นเอาไปเป็เมียเด็ก...”
ฉินเสี่ยวกั่วน้ำตาคลอ “แม่หนูพูดความจริง พวกเขาจะขายหนู”
ไป๋อวี้ก็น้ำตาเอ่อเช่นกัน เด็กดี แม่พระมาโปรดแท้ ๆ
ฉินเสี่ยวกั่วคลานข้ามเข่าเข้ามา แหงนหน้าขึ้นจะให้เธออุ้ม
“ฉันคิดว่าขนาดลูกชายแท้ ๆ เว่ยชุ่ยสี่ยังขายได้ หล่อนจะทำร้ายฉันก็คงไม่แปลก แต่แค่ฉันคนเดียวก็พอแล้ว ฉันจะปล่อยให้กั่วเอ๋อร์เจริญรอยตามฉันไม่ได้!”
ฉินเสี่ยวกั่วโวยวาย “แม่คะ! กั่วเอ๋อร์ก็ไม่อยากให้แม่ลำบากเหมือนกัน!”
ไป๋อวี้ลูบหัวเธออย่างปลอบประโลม
เธออธิบายเื่ราวทั้งหมดแล้วถึงกล่าวในตอนสุดท้ายว่า “เื่ในอดีตก็เป็แบบนี้แหละ ฉันขอสาบานกับทุกคนว่าต่อจากนี้ฉันจะขีดเส้นกับก่างจื่อหลิ่งให้ชัดเจน จะไม่เกี่ยวข้องกับพวกเว่ยชุ่ยสี่อีกแม้แต่นิดเดียว!”
จากนั้นทุกคนต่างก็พากันจ้องฉินต้าซานอีกครั้ง
ฉินต้าซานใคร่ครวญเล็กน้อยแล้วหันหน้ามองจ้าวโหย่วเต๋อ “ลุงครับ เื่นี้ควรจัดการยังไง”
จ้าวโหย่วเต๋อคาบกล้องบุหรี่สูดอึกหนึ่งแล้วเอ่ย “แม่กั่วเอ๋อร์กลับไปตั้งสี่ปีแล้ว ตามหลักเธอก็คือลูกสาวของตระกูลไป๋ ไม่ใช่สะใภ้ตระกูลฉินแล้ว อีกอย่างเว่ยชุ่ยสี่รับเงินของตระกูลจางมา และยืนกรานไม่ยอมคืน ก่างจื่อหลิ่งบอกว่าเงินนั้นจะให้ต้าซานเป็คนจ่าย”
ในงานมีชายคนหนึ่งนามหลี่เถียน หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มล่าสัตว์ด้วย
เขาตบโต๊ะพลางพูดโดยพลันว่า “ในเมื่อพี่สะใภ้กับกั่วเอ๋อร์จะกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่แล้ว ก็ให้เงินหล่อนไปเถอะ! นังคนหน้าเงิน ให้มันเอาเงินฝังไปกับโลงตัวเองซะ!”
“ใช่!” มีคนคล้อยตาม “พี่ต้าซานของเรามีเงิน ใช่ว่าจะไม่มีปัญญาจ่ายเสียหน่อย!”
ไป๋อวี้พูดอย่างโมโห “ทำไมเราต้องให้ด้วย! เหอะ รับเงินเองแท้ ๆ ก็ให้คายออกมาเองสิ!”
ทุกคนต่างตกตะลึงอีกครั้ง
แต่ป้าฮวากลับพอใจกับท่าทีของไป๋อวี้เป็อย่างมาก “เธอพูดถูก เราไม่ควรเป็คนจ่าย”
ในตอนนั้นเอง ป้าอีกคนที่อยู่ข้างเธอก็ลังเลขึ้นมา “แต่ถ้าไม่ให้ก็กลัวพวกนั้นจะมาโวยวาย ต่อไปสองแม่ลูกจะไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ”
ป้าฮวาเอ่ยทันใด “เื่นี้ไม่ว่าจะพูดยังไงเหตุผลพวกนั้นก็ฟังไม่ขึ้น! งั้นเราก็งัดกับพวกนั้นให้ถึงที่สุด บังอาจมาชิงคนกับฉินเจียถุน ไม่ว่าจะมากันกี่คนก็ซัดมันให้เดี้ยง”
มิหนำซ้ำเธอยังตบโต๊ะชี้หน้าจ้าวโหย่วเต๋อว่า “พรุ่งนี้แกเข้าอำเภอเลย ถ้าเื่นี้ไม่จบห้ามกลับมา!”
จ้าวโหย่วเต๋อเกือบจะสำลักควัน “แค่ก ๆๆ...”
มีคนซุบซิบว่า “ทำให้เป็เื่ใหญ่โตคงไม่ดีหรอกมั้ง”
ฉินเสี่ยวกั่วหันมองทั้งที่น้ำตาคลอเบ้าทันที
เขาคือหลี่ิ เสมียนบัญชีของหมู่บ้าน เป็คนมีความรู้ ความคิดค่อนข้างละเอียดอ่อนกว่าคนทั่วไป
เดิมเขาอยากพูดอ้อม ๆ ว่าผู้หญิงคนนี้เชื่อถือได้หรือเปล่าก็ไม่รู้
ปรากฏว่าพอถูกเสี่ยวกั่วเอ๋อร์จ้องเช่นนี้ เขาก็ก้มหน้าลงอย่างขลาดกลัว
ป้าฮวาเอ่ยเสียงกร้าว “แล้วพวกเราอยากโวยวายหรือไง! ตอนนั้นตบแต่งสะใภ้มาดี ๆ สินสอดไม่ขาดแม้แต่แดงเดียว แต่มันเรียกตัวกลับไป! วุ่นวายตั้งหลายปีดีดัก มีลูกแล้วก็ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ! อย่างอื่นไม่ว่า แต่เสี่ยวกั่วเป็ลูกหลานของฉินเจียถุนเรา จะให้มันขายได้ตามใจชอบงั้นเหรอ!”
จ้าวโหย่วเต๋อใช้ด้ามกล้องยาสูบเคาะโต๊ะพลางกล่าว “ฟังดูเข้าท่า สะใภ้ของหมู่บ้านเรา พวกมันจะชิงเอาไปตามใจชอบไม่ได้ ลูกหลานของหมู่บ้านเรา พวกมันก็จะขายตามอำเภอใจไม่ได้เหมือนกัน”
ไป๋อวี้โล่งอกไปที
ปรากฏว่าป้าฮวาพูดขึ้นมาอีกว่า “อวี้เอ๋อร์ เธออยู่ร่วมกับต้าซานดี ๆ ปีหน้าก็คลอดลูกชายตัวอ้วนพีให้เขาอีกสักคน!”
ไป๋อวี้ “...”
จ้าวโหย่วเต๋อหันขวับไปพูดกับฉินต้าซานทันที “ต้าซาน แกว่ายังไง เื่นี้ตกลงตามนี้นะ”
ดูจากสีหน้าของฉินต้าซานก็อ่านยากมากว่าเขาพอใจกับคำอธิบายของไป๋อวี้หรือเปล่า
แต่เขาก็ยังพูดคำเดิม “ผมตั้งใจไว้แบบนี้แต่แรกแล้ว ให้เธออยู่เลี้ยงลูกก่อน”
“ได้ งั้นพรุ่งนี้ผมจะเข้าไปในอำเภอหน่อย ตอนนี้กินข้าวก่อนเถอะ”
ครั้นได้ยินประโยคหลังของเขา ทุกคนที่เดิมทียังบ่นอุบในใจ คราวนี้ต่างพากันสลัดความคิดทั้งหลายทิ้งไปจนหมดสิ้น
อาหารบนโต๊ะช่างหอมเสียจริง เนื้อหมูครึ่งซีกทำออกมาได้หลากหลายขนาดนี้เลยเหรอ
ไป๋อวี้นั่งลง จริง ๆ แล้วยังอกสั่นขวัญแขวนอยู่นิดหน่อย
จ้าวอิ้งหงตบบ่าเธอเป็การปลอบใจ ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้ด้วยหน้าตาที่จริงจังมาก
ไป๋อวี้ซาบซึ้งใจกับครอบครัวเธอ นึกว่าเธออยากกำชับอะไรจึงเงี่ยหูตั้งใจฟัง
“ขาหมูอันนั้นเธอทำยังไงเหรอ”
ไป๋อวี้ “...”
เธออธิบายวิธีทำให้จ้าวอิ้งหงฟังอย่างละเอียด เหล่าแม่บ้านต่างก็ขยับเข้ามาร่วมฟังด้วย
เธอเลยอาศัยโอกาสนี้สืบถามว่า “เขาบอกฉันว่าคืนนี้จะมีคนมากินข้าวเยอะมาก ให้ฉันทำเยอะ ๆ หน่อย แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าแบบนี้จะฟุ่มเฟือยเกินไปหรือเปล่า...”
จ้าวอิ้งหงยิ้มตาหยี “ไม่ต้องห่วง ต้าซานไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ตอนนี้เขาไม่ขาดแคลนอาหารแล้ว”
“ตอนนี้น้ำท่วมไม่ใช่เหรอ” ไป๋อวี้ถามด้วยความสงสัย
“ถึงอย่างนั้นชาวฉินเจียถุนของเราก็ไม่อดตายหรอก” ยามป้าฮวาพูดประโยคนี้ด้วยใบหน้าภาคภูมิใจยิ่งนัก