บทที่ 42
ฮ่องเต้
ภายในศาลากลางทะเลสาบเมฆาเทียนหลัวทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเรียบง่าย แต่เปี่ยมด้วยรสนิยมของจักรพรรดิผู้ปกครองแผ่นดินตรงกลางศาลามีโต๊ะเตี้ยทำจากไม้หอมโบราณผิวมันเงาวางชุดน้ำชาดินเผาสีนวลที่ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของชาเมฆาขาวตั่งไม้แกะสลักลวดลายเมฆหมุนวนถูกจัดเรียงริมศาลาเพื่อชมวิวทิวทัศน์รอบทะเลสาบเสาสำหรับแขวนเบ็ดตกปลาทำจากไม้ไผ่สีดำขัดมัน วางพาดอยู่ตรงมุมศาลาเสียงสายลมพัดกระดิ่งหยกเบา ๆ ดังกังวานผสมกับเสียงคลื่นน้ำกระเพื่อมเป็นความสงบเงียบที่หาได้ยากในราชสำนัก
ในขณะนั้นข้ารับใช้ซึ่งยืนอยู่ข้างกายองค์จักรพรรดิ ก็หันหน้ากลับมาดวงตาแฝงไว้ด้วยความนิ่งเฉย แต่ลึกลงไปยังมีประกายแหลมคมที่มิอาจประมาท
ขันทีผู้นี้สวมอาภรณ์สีแดงเข้มปักลายเมฆาทองตลอดทั้งชุดขลิบขอบดำสะท้อนแสงแดดยามบ่ายให้ดูคล้ายเปลวไฟต้องลม
เขาโค้งคำนับอย่างนอบน้อมมือเรียวเหี่ยวย่นประสานอยู่ตรงหน้า นิ้วเรียวยาวชี้ตรง แผ่นหลังงองุ้มตามกาลเวลาแต่กลับมั่นคงและสง่างาม
“ถวายบังคม เหยียนหลงอ๋อง”
เสียงของเขาแหบพร่าแต่หนักแน่นชวนให้รู้สึกถึงอายุขัยที่ยืนยาวและประสบการณ์อันโชกโชนเหยียนฉางหลงปรายตามองก่อนยิ้มบางและพยักหน้าเล็กน้อยตอบรับ สำหรับเขาแล้ว ขันทีชราคนนี้หาใช่คนแปลกหน้า
ตรงกันข้าม...อีกฝ่ายมีความสัมพันธ์ยาวนานกับราชวงศ์ยิ่งกว่าขุนนางใหญ่บางคนเสียอีก
ในอดีตเขาคือข้ารับใช้ที่ติดตามรับใช้พระมารดาของตนเองตั้งแต่สมัยที่ทั้งเขาและพี่ชายยังเป็นองค์ชายเยาว์วัย
และวันนี้...ขันทีคนเดิมก็ยังคงอยู่ข้างกายพี่ชายของเขาเช่นเดิม
ชื่อของเขาคือ กงกงหลิวซือเหวินหรือที่ข้าราชสำนักเรียกขานด้วยความเคารพว่า หลิวกงกง ขันทีชั้นสูงอันดับหนึ่งผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทของจักรพรรดิราชวงศ์เหยียน
เหยียนฉางหลงก้าวยาวเข้าไปในศาลาร่างสูงใหญ่ของเขานั่งลงเงียบ ๆ ตามคำเชื้อเชิญของพี่ชาย
ในขณะนั้นเองผู้ที่นั่งทอดสายตาอยู่ริมศาลาก็หันกลับมาช้า ๆ
ชายวัยกลางคนผู้นั้นยามนี้ปรากฏใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาแม้ใบหน้าเคยงามสง่าเยี่ยงองค์ชายแห่งราชวงศ์แต่วันนี้กลับประดับด้วยเส้นลึกบนหน้าผากและมุมปาก
เส้นผมยาวของเขาขาวโพลนไปแทบทั้งศีรษะเหลือเพียงริ้วดำจาง ๆ เพียงประปราย บ่งบอกอายุที่เลยผ่านพ้นวัยกลางคนไปไกลแม้เขาและเหยียนฉางหลงจะมีอายุห่างกันไม่มากแต่เงาแห่งความเหนื่อยล้ากลับปรากฏชัดเจนราวกับเป็นคนละช่วงวัย
กระนั้น...ในดวงตาคู่นั้นยังคงแฝงไว้ด้วยแสงแห่งสติปัญญาและความแข็งแกร่งเย็นชาแต่หนักแน่น ทรงพลังไม่แพ้วันวาน
พระองค์สวมเพียงชุดลำลองสีฟ้าอ่อนขลิบทองธรรมดามิได้มีลวดลายมังกรหรือเครื่องประดับใด ๆยิ่งขับเน้นให้เห็นความเรียบง่ายที่ทรงโปรดปราน
ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางขณะทอดสายตาอันอ่อนโยนไปยังน้องชายผู้ร่วมสายโลหิต
“เสด็จน้อง...” น้ำเสียงของเขาแหบต่ำแต่ฟังดูสงบเยือกเย็น
เหยียนฉางหลงประสานมือคำนับอย่างอ่อนน้อม “เสด็จพี่”
คำเรียกขานแฝงด้วยความสนิทสนมและความผูกพันที่มีแต่พี่น้องสายโลหิตเดียวกันเท่านั้นจะเข้าใจ
ในวังหลวง หากมีผู้ใดเห็นภาพนี้คงตื่นตระหนกแต่ในศาลากลางทะเลสาบเมฆาเทียนหลัวแห่งนี้ มีเพียงพวกเขาสามคนที่อยู่ร่วมกัน
ไม่มีพิธี ไม่มีระเบียบเพียงพี่น้องสองคนที่กำลังหวนคืนสู่วันเยาว์อีกครั้ง
เหยียนฉางเยว่..ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์เหยียน อดีตองค์ชายเก้าที่ห้ำหั่นเหล่าพี่น้องจนได้ครองบัลลังก์
ชายผู้พลิกฟื้นความรุ่งเรืองของอาณาจักรเหยียนในระยะเวลาไม่ถึงสิบปีราษฎรอยู่อย่างสงบ ขุนนางใต้บังคับบัญชาเคารพเชื่อฟัง
และกว่าครึ่งของความสำเร็จนี้...มาจากเงาของคนข้างกายเขาเองเหยียนฉางหลง น้องชายที่เสมือนเป็นมือขวาและโล่เหล็กของเขา
“นั่งลงเถิด”
เหยียนฉางเยว่กวักมือเชิญน้องชายให้ลงนั่งบนเก้าอี้ตั่งไม้ที่ตั้งเตรียมไว้ข้างกายเหยียนฉางหลงหย่อนกายลงอย่างสบาย ไม่ได้มีพิธีมากนัก
หลิวซือเหวินขันทีชรายกเบ็ดไม้ไผ่ยื่นมาให้ก่อนจะก้าวถอยหลังยืนประจำที่อย่างสงบ
เหยียนฉางหลงรับเบ็ดไม้ไผ่ สายเบ็ดถูกโยนลงในทะเลสาบเบื้องหน้าเส้นสายปลิวลู่ลงน้ำอย่างแม่นยำ ม้วนเส้นใสสะท้อนแสง
เขาพลางหันกลับไปมองพี่ชายของตนเองดวงตาคมคายจับจ้องไปที่ศีรษะที่แทบจะขาวไปทั้งหัว
“เสด็จพี่...ทรงประชวรอีกแล้วหรือพะยะค่ะ”
น้ำเสียงที่เอ่ยถามราบเรียบแต่แฝงความห่วงใยแนบลึก
“เฮ้อ...”
เสียงถอนหายใจแผ่วเบาดังขึ้นในความเงียบสงบของศาลากลางทะเลสาบเมฆาเทียนหลัวขณะที่เหยียนฉางเยว่ทรงทอดพระเนตรสายน้ำเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอยดวงตาคู่นั้นแม้ยังคงแฝงไว้ด้วยอำนาจแห่งจักรพรรดิทว่าความเหนื่อยล้าและชราภาพกลับปกคลุมอย่างเลี่ยงมิได้
จากนั้นพระองค์จึงตรัสด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายแฝงรอยเย้าหยอกน้องชายตรงหน้า
“จะทำอย่างไรได้เล่า...ตัวข้าไม่ได้มีพรสวรรค์ในเชิงยุทธ์เหมือนเจ้าในตอนนี้ข้าและเจ้าอายุห้าสิบกว่าปีแล้วแต่เจ้ากลับดูไม่ต่างอะไรจากชายวัยสี่สิบต้น ๆ เลย”
พระโอษฐ์บางคลี่ออกเป็นรอยยิ้มขื่น ๆแม้จะมิใช่การประชวรอันใดร้ายแรง ทว่าผมหงอกขาวทั้งศีรษะและริ้วรอยลึกบนพระพักตร์กลับเป็นสิ่งที่มิอาจปิดบัง
“ส่วนข้า...ยิ่งวันก็ยิ่งแก่ ยิ่งชราลงทุกขณะแล้วยังต้องรับมือกับพวกขุนนางและราชกิจการงานที่กองสุมเป็นภูเขาในทุก ๆ วันอีก”
คำตรัสนั้นมิได้แฝงความโอดครวญหากแต่เป็นเพียงการกล่าวถึงข้อเท็จจริงอย่างยอมรับในชะตา
พระองค์คือเหยียนฉางเยว่จักรพรรดิผู้ปลุกชีพราชวงศ์เหยียนให้เรืองรองอีกครั้งฮ่องเต้ผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลมมีความสามารถในการบริหารบ้านเมืองเหนือกว่าใครในรัชศกนี้ ทว่ากลับขาดซึ่งพรสวรรค์ในการฝึกปราณ
นับแต่เยาว์วัยแม้ได้รับการฝึกฝนไม่ต่างจากองค์ชายพระองค์อื่นแต่เหยียนฉางเยว่ก็มิเคยก้าวข้ามขอบเขตปฐพีขั้นต้นไปได้ราวกับสวรรค์มีโทษทัณฑ์ให้เขาแบกรับบัลลังก์มังกรแต่ปลดเปลื้องหนทางแห่งการฝึกยุทธ์จากเขาโดยสิ้นเชิง
ตรงกันข้ามกับน้องชายของพระองค์เหยียนฉางหลง ชายผู้มีพรสวรรค์อันสูงส่งในวิถียุทธ์
ตั้งแต่อายุยังน้อยก็สามารถฝึกปราณทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสวรรค์ได้สำเร็จจวบจนปัจจุบัน แม้อายุล่วงเข้าสู่วัยห้าสิบปีแล้วแต่เรือนร่างของเขายังคงเปี่ยมไปด้วยพลังและความแข็งแกร่ง ผิวพรรณเปล่งประกายดุจหยกเย็นเส้นผมยังคงดำขลับเพียงแซมแดงตรงปลายราวเปลวเพลิงมิได้ปรากฏเงารอยชราภาพเช่นเดียวกับพี่ชายของตนเองแม้แต่น้อย
สายตาของเหยียนฉางหลงจับจ้องไปยังพี่ชายเงียบๆ
แม้ไม่มีถ้อยคำใดหลุดออกมาแต่ในดวงตาคู่นั้นกลับแฝงไปด้วยความเคารพและอาลัยลึกซึ้ง เขารู้ดีว่าบัลลังก์จักรพรรดิเปรียบเสมือนบ่วงโซ่ที่กักขังเหยียนฉางเยว่ไว้กับกฎระเบียบและภาระอันหนักอึ้ง
แตกต่างจากเขา...ผู้ได้รับอิสระในฐานะอ๋องแห่งราชวงศ์ทว่าก็ยังต้องยืนหยัดเป็นเงาเบื้องหลังพระเชษฐาอยู่ดี