เสียงสายน้ำจากฝักบัวสายฝนกระทบลงบนผิวกายขาวเนียนอย่างรุนแรง ละอองน้ำอุ่นจัดปกคลุมไปทั่วห้องน้ำหรูหราภายในคอนโดมิเนียมของรินลดา ทว่าไม่ว่าจะฟอกสบู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามากเพียงใด หรือขัดถูเรือนร่างจนผิวขาวละเอียดขึ้นรอยแดงเป็ปื้น รินลดาก็ยังรู้สึกว่ากลิ่นอายบางอย่างยังคงฝังแน่นอยู่ในเนื้อตัวของเธอไม่ยอมจางหาย
...กลิ่นน้ำหอมไม้โอ๊คผสมใบยาสูบอ่อนๆ...
กลิ่นของผู้ชายแปลกหน้าวัย 46 ปีคนนั้น...
รินลดายืนพิงผนังกระเบื้องเย็นเฉียบ สองมือยกขึ้นกอดตัวเองไว้แน่น ขาเรียวทั้งสองข้างยังคงสั่นระริกและรู้สึกปวดแปลบระบมที่บริเวณร่องรักด้านใน ทุกครั้งที่ขยับตัว ความรู้สึกตึงแน่นราวกับยังมีท่อนเนื้อใหญ่โตของชายคนนั้นแทรกคาอยู่ภายในใจกลางกายยังคงแล่นริ้วเข้ามาตอกย้ำความจริงอันน่ารังเกียจ
‘ฉันนอนกับคนแปลกหน้า... ฉันเผลอตัวให้ผู้ชายที่เพิ่งเจอกันแค่วันเดียวเอาเปรียบจนแทบหมดเรี่ยวแรง...’
น้ำตาหยดใสไหลรินปะปนไปกับสายน้ำอุ่น เธอปล่อยให้ความรู้สึกผิดบาปกัดกินหัวใจอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เธอเป็ผู้หญิงที่เติบโตมาในกรอบความประพฤติที่ดี มีการศึกษา มีหน้าที่การงานระดับผู้บริหาร และกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานในอีกไม่ถึงสามเดือนข้างหน้า
แต่เพียงเพราะความน้อยใจ... เพียงเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์และความประชดประชันในชั่ววูบ เธอกลับทำลายความซื่อสัตย์ที่มีต่อคณินจนย่อยยับ
‘คณินอาจจะบกพร่องเื่เวลา เขาอาจจะพูดจาทำร้ายจิตใจฉัน... แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ฉันจะทรยศเขาด้วยการไปนอนครางใต้ร่างผู้ชายคนอื่นแบบนี้!’
ความทรงจำเมื่อคืนย้อนกลับมาเป็ฉากๆ เสียงครางกระเส่าของตัวเธอเอง เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังกึกก้อง แววตาคมกริบดุดันของชายร่างใหญ่ที่ก้มลงมองเธอราวกับพญาเสือที่กำลังกลืนกินเหยื่อ และคำว่า ‘ผัวขา’ ที่เธอหลุดปากเรียกเขาในจังหวะที่เสียวซ่านจนใกล้แตะขอบ์...
“ฮึก...” รินลดาหลุดเสียงสะอื้นออกมาเบาๆ เธอรีบหมุนปิดก๊อกน้ำ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติตัวเองกลับมา
หญิงสาวหยิบผ้าขนหนูขึ้นมาซับตัว ก้าวออกจากห้องน้ำมายืนหน้ากระจกบานใหญ่ในห้องแต่งตัว เมื่อมองเงาสะท้อนของตัวเอง รอยดูดสีแดงกุหลาบที่ซอกคอและรอยนิ้วมือจางๆ บริเวณสะโพกมนทำให้เธอต้องรีบหยิบคอนซีลเลอร์มาทากลบอย่างเร่งรีบ เธอเลือกสวมเสื้อเชิ้ตคอปกสูงสีขาวแมตช์กับกระโปรงทรงสอบสีดำเพื่อปกปิดร่องรอยทั้งหมดให้มิดชิดที่สุด
ในขณะที่เธอกำลังหยิบต่างหูมุกขึ้นมาสวม มือเรียวก็ต้องชะงักงันเมื่อพบว่าในกล่องกำมะหยี่มีต่างหูเหลืออยู่เพียงข้างเดียว...
“ต่างหูหายไปไหนข้างหนึ่งนะ...”
รินลดารีบค้นหากระเป๋าถือและเสื้อผ้าชุดเมื่อวาน แต่ก็ไม่พบ ร่องรอยความทรงจำเลือนรางบอกเธอว่า มันอาจจะหลุดหล่นอยู่บนเตียงนอนในห้องเพนต์เฮาส์บ้าบอนั่น...
‘ช่างมัน... ต่างหูคู่ละแสนก็ช่างมัน ขอแค่อย่าให้มีอะไรเชื่อมโยงฉันกับผู้ชายคนนั้นได้อีกเป็พอ!’
ครืดดด... ครืดดด...
เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งสั่นเตือนอย่างกะทันหัน หน้าจอแสดงชื่อ ‘คุณแม่’ ทำให้รินลดารีบกดรับสายทันทีด้วยความร้อนรน
“สวัสดีค่ะคุณแม่...”
(ริน! รินอยู่ไหนลูก รีบมาที่โรงพยาบาลด่วนเลยนะ!)
เสียงปลายสายของมารดาสั่นเครือและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกจนรินลดาหัวใจตกวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“คุณแม่เกิดอะไรขึ้นคะ! ใครเป็อะไร!”
(คุณพ่อ... คุณพ่อความดันกำเริบจนหมดสติ ตอนนี้อยู่ห้องฉุกเฉิน หมอกำลังตรวจดูอาการอยู่ รินรีบมาเดี๋ยวนี้นะลูก!)
“รินจะรีบไปเดี๋ยวนี้ค่ะคุณแม่!”
รินลดาคว้ากระเป๋าและกุญแจรถ วิ่งออกจากห้องพักตรงไปยังลานจอดรถในทันที ความกังวลเื่พ่อทำให้ความรู้สึกผิดบาปและความปวดเมื่อยตามร่างกายเมื่อครู่ถูกผลักออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวที่จะสูญเสียเสาหลักของบ้านไปเท่านั้น
---
ณ โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำใจกลางเมือง
บรรยากาศหน้าห้องพักฟื้นพิเศษเต็มไปด้วยความเงียบสงัดและตึงเครียด รินลดาเร่งฝีเท้ากึ่งวิ่งกึ่งเดินมาตามโถงทางเดินจนกระทั่งเห็นมารดานั่งกุมมืออยู่บนโซฟาหน้าห้อง
“คุณแม่คะ! คุณพ่อเป็ยังไงบ้างคะ” รินลดาโผเข้าไปสวมกอดมารดาที่ขอบตาแดงก่ำ
“หมอบอกว่าคุณพ่อเครียดสะสมจนความดันพุ่งสูงเกินสองร้อย ดีที่แม่เรียกรถพยาบาลทัน ตอนนี้หมอให้ยาลดความดันและให้นอนพักแล้วลูก แต่หมอบอกว่าต้องห้ามเครียดเด็ดขาด” คุณหญิงพรรณีเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า “่นี้คุณพ่อกังวลเื่โครงการ River Crown มาก ทั้งเื่งบประมาณที่บริษัทของคณินยังเคลียร์ไม่ลงตัว และเื่ที่ดินผืนริมน้ำของเรา... พ่อเขากลัวว่าถ้าโครงการนี้สะดุด ครอบครัวเราจะแบกรับภาระหนี้ไม่ไหว”
คำพูดของแม่เปรียบเสมือนค้อนหนักๆ ที่ทุบลงกลางอกของรินลดา
ที่ดินริมแม่น้ำผืนนั้นเป็มรดกตกทอดชิ้นสุดท้ายของตระกูลวัฒนากูล พ่อของเธอไว้วางใจที่จะนำมาร่วมทุนกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของคณิน ก็เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ของเธอกับคณินที่คบหากันมานานกว่า 4 ปี และกำลังจะแต่งงานกันเพื่อรวมสองตระกูลให้เป็หนึ่งเดียว
‘ถ้ารู้ว่าเมื่อคืนฉันทำเื่บัดซบอะไรลงไป... พ่อกับแม่คงอกแตกตายแน่ๆ’ รินลดากลืนก้อนสะอึกอันขมขื่นลงคอ
“ริน! คุณแม่ครับ!”
เสียงฝีเท้าหนักๆ วิ่งกระหืดกระหอบตรงเข้ามา รินลดาหันไปมอง พบ ‘คณิน’ คู่หมั้นหนุ่มวัย 25 ปี วิ่งเข้ามาด้วยสภาพเสื้อเชิ้ตหลุดลุ่ย ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
“คณิน...”
ทันทีที่เห็นหน้ารินลดา คณินก็ไม่สนใจสายตาของพยาบาลหรือใครทั้งสิ้น เขาตรงเข้ามาทรุดตัวคุกเข่าลงต่อหน้ารินลดา สองมือเอื้อมไปจับมือเรียวของเธอไว้แน่นจนสั่นเทา
“ริน... ผมขอโทษ... ผมขอโทษจริงๆ ครับสำหรับเื่เมื่อวาน” น้ำเสียงของคณินสั่นเครือ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสำนึกผิดอย่างจริงใจ “เมื่อคืนผมโทรหาคุณเป็ร้อยสายแต่คุณปิดเครื่อง ผมแทบเป็บ้า... พอรู้ข่าวว่าคุณพ่อเข้าโรงพยาบาลผมก็ทิ้งทุกอย่างแล้วรีบมาทันที ริน... ผมผิดไปแล้วที่ใช้อารมณ์กับคุณ ผมมันแย่เองที่ปล่อยให้ความเครียดเื่งานมาทำลายความรู้สึกของคุณ”
รินลดามองชายหนุ่มรุ่นน้องที่คุกเข่าอยู่แทบเท้าเธอ ชายคนที่เธอคบหามาั้แ่เขายังเรียนมหาวิทยาลัย ชายคนที่เธอเคยสัญญาว่าจะร่วมสร้างอนาคตด้วยกัน
เมื่อเห็นคณินยอมลดศักดิ์ศรีลงมาคุกเข่าขอโทษอย่างจริงใจเช่นนี้ ความรู้สึกผิดในใจของรินลดายิ่งทวีคูณขึ้นเป็ร้อยเท่าพันทวี
‘เขากำลังคุกเข่าขอโทษฉัน... ทั้งๆ ที่คนที่ทำผิดมหันต์จนไม่น่าให้อภัยที่สุดในตอนนี้... คือตัวฉันเอง’
“คณิน ลุกขึ้นเถอะค่ะ ตรงนี้หน้าห้องคนไข้นะคะ” รินลดาพยายามดึงมือเขากลับ แต่คณินยังคงจับไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
“ไม่ครับริน... ถ้าคุณยังไม่ยกโทษให้ผม ผมจะไม่ลุกขึ้นเด็ดขาด” คณินสบตาเธออย่างเว้าวอน “เื่แต่งงาน... เราจะจัดตามที่คุณ้าทุกอย่าง ผมจะไม่บ่น ไม่เลื่อนนัด และจะไม่ทำให้คุณต้องเสียใจอีกแล้ว ให้โอกาสผมนะริน... เรากลับมารักกันเหมือนเดิมเถอะนะ”
คุณหญิงพรรณีมองภาพตรงหน้าแล้วถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยปาก “รินลูก... คณินเขาก็รู้ตัวว่าผิดแล้ว อีกอย่างคุณพ่อก็อยากเห็นลูกสองคนแต่งงานกันอย่างมีความสุขนะลูก มีอะไรค่อยๆ ปรับความเข้าใจกันเถอะ”
รินลดานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ความรู้สึกหลากหลายประดังประเดเข้ามา ทั้งหน้าที่ต่อครอบครัว สุขภาพของพ่อ และความสัมพันธ์ 4 ปีที่ไม่อาจตัดทิ้งได้ง่ายๆ
“รินให้โอกาสคุณค่ะคณิน...” รินลดาเอ่ยเสียงแ่ “แต่... รินยังไม่พร้อมที่จะใส่แหวนหมั้นตอนนี้ ขอให้เื่สุขภาพคุณพ่อและเื่งานของบริษัทผ่านไปก่อนได้ไหมคะ”
คณินชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นนิ้วนางข้างซ้ายของรินลดายังคงว่างเปล่า แต่เขาก็รีบพยักหน้ารับด้วยความโล่งอก
“ได้ครับริน... แค่คุณยังให้โอกาสผม ผมสัญญาว่าจะพิสูจน์ตัวเองให้คุณและคุณพ่อเห็นว่าผมคู่ควรกับคุณ” คณินลุกขึ้นยืนแล้วดึงรินลดาเข้ามากอดแนบอก
รินลดาซบหน้าลงกับไหล่ของคณินอย่างจำยอม แต่ในใจของเธอกลับหนาวเหน็บอย่างประหลาด ััอ้อมกอดของคณิน... ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยหรือใจเต้นแรงเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
และที่เลวร้ายไปกว่านั้น... ในเสี้ยววินาทีที่คณินกอดเธอ ภาพของแผงอกแกร่งและััอันเร่าร้อนของชายแปลกหน้าในคืนฝนตก กลับแวบเข้ามาในหัวของเธออย่างห้ามไม่อยู่!
---
บ่ายวันเดียวกัน ณ สำนักงานใหญ่ บริษัท สยาม แคปปิตอล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
ห้องประชุมใหญ่บนชั้นสูงสุดของอาคารหรู ถูกตกแต่งด้วยกระจกใสรอบด้านมองเห็นวิวโค้งแม่น้ำเ้าพระยาได้อย่างชัดเจน บรรยากาศภายในห้องประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียดของเหล่าคณะกรรมการบริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่นั่งประจำตำแหน่งอยู่รอบโต๊ะไม้โอ๊คขนาดยาว
คณินในฐานะกรรมการผู้จัดการ (MD) ยืนอยู่หน้าจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ เขากำลังนำเสนอแผนพัฒนาโครงการ ‘River Crown’ ซึ่งเป็เมกะโปรเจกต์มิกซ์ยูสมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท
“จากโมเดลธุรกิจที่เราวางไว้ หากเราสามารถรวมกรรมสิทธิ์ที่ดินริมน้ำของตระกูลวัฒนากูลเข้ากับที่ดินฝั่งตะวันออกของบริษัทเราได้ มูลค่าโครงการจะเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าตัวครับ และในส่วนของโครงสร้างผู้ถือหุ้น การแต่งงานระหว่างผมกับคุณรินลดา วัฒนากูล จะเป็หลักประกันความมั่นคงสูงสุดที่ทำให้โครงการนี้ไม่มีวันสะดุด”
คณินนำเสนอด้วยความมั่นใจ เขาหวังจะใช้โครงการนี้ในการพิสูจน์ตัวเองและลบคำครหาว่าเขาเป็เพียงเด็กหนุ่มที่ขึ้นมานั่งเก้าอี้ผู้บริหารเพราะบารมีของตระกูล
ทว่า... ในขณะที่กรรมการหลายคนกำลังพยักหน้าเห็นชอบ ประตูไม้บานคู่ขนาดใหญ่ด้านหลังห้องประชุมก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง!
โครมมม!
เสียงเปิดประตูที่ดังขึ้นขัดจังหวะทำให้ทุกคนในห้องประชุมรวมถึงคณินต้องหันไปมองเป็ตาเดียว
ร่างสูงใหญ่สง่างามของชายวัย 46 ปี ก้าวเข้ามาในห้องประชุมอย่างสุขุม รูปร่างสูงโปร่งกว่า 186 เิเ ไหล่กว้างผึ่งผายในชุดสูทสั่งตัดพิเศษสีเทาเข้ม (Charcoal Gray) เน็คไทผ้าไหมสีดำสนิท ใบหน้าคมคายหล่อเหลาคมกริบมีหนวดเคราจางๆ ที่ตัดแต่งอย่างประณีต ดวงตาสีดำสนิทลึกล้ำทรงอำนาจกวาดมองไปทั่วห้องประชุม กลิ่นน้ำหอมไม้โอ๊คผสมใบยาสูบอ่อนๆ แผ่กระจายออกมาสร้างบรรยากาศกดดันจนทุกคนในห้องถึงกับกลั้นหายใจ
“ข...คุณธีรัช!”
กรรมการาุโหลายคนรีบลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ด้วยความใปนยำเกรง
ชายผู้นี้คือ ‘ธีรัช อัครโภคิน’ ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มทุนการลงทุนระดับภูมิภาค ชายผู้กุมอำนาจทางการเงินและถือหุ้นใหญ่ที่สุดของบริษัท ผู้ซึ่งเดินทางไปขยายอาณาจักรธุรกิจอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์นานกว่า 12 ปี และแทบไม่เคยเข้ามาร่วมประชุมบอร์ดบริหารในไทยด้วยตัวเองเลย!
คณินยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าโปรเจกเตอร์ ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็สีเผือดสลับแดงด้วยความโกรธและใ
“...พ่อ” คณินพึมพำเสียงแ่
ธีรัชก้าวเดินอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง ตรงไปยังหัวโต๊ะประชุมซึ่งเป็ตำแหน่งของประธานบอร์ด เลขาส่วนตัวรีบเลื่อนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ให้เขานั่งลง ธีรัชปลดกระดุมสูทออกเม็ดหนึ่งแล้วนั่งลงอย่างสง่างาม ท่วงท่าเต็มไปด้วยความเป็ผู้นำที่ไร้ข้อกังขา
“นั่งลงกันตามสบายเถอะครับ” ธีรัชเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังที่สะกดทุกคนในห้อง “พอดีผมเพิ่งเคลียร์งานที่สิงคโปร์เสร็จ เลยถือโอกาสบินกลับมาตรวจดูการทำงานของบริษัท... ดูเหมือนว่าผมจะมาทันเวลาฟังการนำเสนอโครงการ River Crown พอดี”
สายตาคมกริบของธีรัชตวัดไปมองคณิน ลูกชายเพียงคนเดียวที่ยืนกำหมัดแน่นอยู่หน้าห้อง
“พ่อกลับมาั้แ่เมื่อไหร่... ทำไมไม่บอกผมล่วงหน้า” คณินถามด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อไม่ค่อยราบรื่นนักมาั้แ่เด็ก เพราะธีรัชเป็คนเด็ดขาด เ้าระเบียบ และมักทุ่มเทเวลาให้กับการสร้างอาณาจักรธุรกิจมากกว่าครอบครัว
“ถ้าบอกล่วงหน้า... ผมคงไม่ได้เห็น ‘ความสะเพร่า’ ในการบริหารงานของคุณใช่ไหม คณิน” ธีรัชตอบกลับอย่างเยือกเย็น
“ความสะเพร่าอะไรของพ่อ! โครงการ River Crown เป็โครงการที่ผมศึกษามาเป็ปีๆ และผลตอบแทนมันมหาศาลมาก!” คณินโต้กลับอย่างไม่ยอมแพ้
ธีรัชไม่ได้ขึ้นเสียง เขาเพียงแค่ยกมือขึ้นเล็กน้อย เลขาส่วนตัวก็รีบส่งแฟ้มเอกสารสัญญาและรายงานการวิเคราะห์โครงการ River Crown มาวางตรงหน้าเขาทันที
มือหนาที่มีรอยแผลเป็จางๆ พลิกเปิดเอกสารทีละหน้าอย่างใจเย็น นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะเป็จังหวะสร้างความกดดันให้ทุกคนในห้อง
“โครงการอสังหาฯ ที่พึ่งพาเพียงแค่ ‘สัญญาทางพฤตินัย’ จากการแต่งงาน โดยที่ยังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์หรือเซ็นสัญญาร่วมทุนทางกฎหมายอย่างเป็ทางการ... คุณกล้าเรียกมันว่าแผนธุรกิจที่สมบูรณ์แบบได้อย่างไร” ธีรัชกล่าวเสียงเรียบ “หากวันหนึ่งงานแต่งงานไม่เกิดขึ้น หรือเกิดความขัดแย้งส่วนตัวขึ้นมา บริษัทเราไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงมูลค่าหมื่นล้านจากการถูกฟ้องร้องยึดที่ดินคืนอย่างนั้นหรือ?”
คำพูดที่แทงใจดำและเฉียบคมของธีรัชทำให้กรรมการหลายคนเริ่มพยักหน้าเห็นด้วยอย่างช่วยไม่ได้ คณินหน้าชาดิก เม้มปากแน่นด้วยความเจ็บใจ
“งานแต่งงานของผมกับรินไม่มีทางล่มแน่นอน! เรารักกันมา 4 ปี และครอบครัวทั้งสองฝ่ายก็ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว!” คณินยืนยันเสียงหนัก
ธีรัชเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาของเขาเลื่อนลงไปมองเอกสารแนบท้าย ซึ่งเป็สำเนาโฉนดที่ดินและเอกสารรับรองกรรมสิทธิ์ริมแม่น้ำผืนงาม
สายตาคมสะดุดเข้ากับชื่อตัวบรรจงที่ระบุชัดเจนในฐานะเ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว...
‘นางสาวรินลดา วัฒนากูล’
ตำแหน่ง: ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
ธีรัชชะงักไปชั่วครู่... ชื่อ ‘รินลดา’ สะท้อนเข้ามาในโสตประสาทของเขาในทันที
‘ริน... รินลดา...’
ภาพของหญิงสาวร่างบาง ผิวขาวเนียนละเอียด ผู้มีดวงตาสวยซ่อนความเศร้าที่เขานั่งดื่มด้วยที่บาร์... หญิงสาวที่ก้าวเข้ามาในห้องเพนต์เฮาส์ของเขาเมื่อคืน และครางหวานเรียกชื่อเขาใต้ร่างอย่างเร่าร้อน...
มือหนาของธีรัชเลื่อนลงไปััที่กระเป๋าเสื้อสูทด้านใน... ปลายนิ้วััได้ถึงความเรียบเนียนของ ‘ต่างหูมุกแท้’ ข้างหนึ่งที่เขาเก็บไว้ั้แ่เมื่อเช้า
หัวใจของพญาเสือวัย 46 ปีที่เคยนิ่งสงบดั่งผืนน้ำ กลับกระตุกวูบขึ้นมาด้วยความรู้สึกท้าทายและน่าสงสัยอย่างรุนแรง
ธีรัชปิดแฟ้มเอกสารลงช้าๆ ั์ตาสีดำสนิททอประกายลึกล้ำที่ยากจะคาดเดา เขายกยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับลูกชายตรงๆ
“รินลดา วัฒนากูล อย่างนั้นเหรอ...” ธีรัชเอ่ยชื่อเธอออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงความนัย “ผู้หญิงคนนี้... เป็คนยังไงกันนะ ถึงทำให้คุณมั่นใจขนาดนั้นว่าจะควบคุมเธอและที่ดินผืนนี้ได้”
“รินเป็ผู้หญิงที่ดีและฉลาดที่สุดครับ และเธอรักผมมาก” คณินตอบอย่างภูมิใจ โดยไม่รู้เลยว่ามีอะไรซ่อนอยู่เื้ัคำถามนั้น
ธีรัชเคาะนิ้วลงบนแฟ้มเอกสารอีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยความพราวเสน่ห์และเล่ห์เหลี่ยมของผู้ใหญ่ที่มองเห็นเกมเหนือกว่า
“งั้นเหรอ...” ธีรัชพึมพำกับตัวเองเบาๆ ในลำคอ พลางลูบต่างหูมุกในกระเป๋าเสื้อสูท
‘รินลดา... ผู้หญิงที่นอนครางใต้ร่างฉันเมื่อคืน... จะใช่ผู้หญิงคนเดียวกับว่าที่เ้าสาวของลูกชายฉันจริงๆ หรือไม่...’
เกมกระดานนี้... ชักจะน่าสนใจและอันตรายเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดเสียแล้ว!