ไป๋จุ่นให้คำมั่นสัญญาแล้วจึงจากตำหนักบูรพาไปด้วยความรู้สึกผิด
“ท่านตาบาดเจ็บเช่นนี้ ไม่ควรต้องเหน็ดเหนื่อยเดินทางกลับมาเลย” กู้ชิงเฉิงกล่าวอย่างจำใจหลังจากส่งไป๋จุ่นกลับไปแล้ว “แต่นิสัยของพี่ใหญ่เช่นนั้น ใครก็ห้ามไม่ได้หรอกเพคะ”
“พวกเขาสมควรต้องขอโทษเจ้า” โม่อวี้เฉินยืนเคียงข้างกู้ชิงเฉิงที่หน้าประตูตำหนักบูรพามองดูรถม้าของไป๋จุ่นที่ค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไปจนลับสายตาก่อนจะถอนหายใจและกล่าวว่า “ส่วนข้ายิ่งติดค้างเจ้ามากกว่าสิ่งใด ข้าจะใช้ช่วงชีวิตที่เหลือทั้งหมดเพื่อชดเชยให้เจ้า”
กู้ชิงเฉิงหันข้างเงยหน้ามองเขา แววตาของนางส่องประกายระยิบระยับดุจดวงดาว
กู้ชิงเฉิงพยักหน้าอย่างเงียบงันนางไม่ได้กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติมที่จริงแล้วยามนี้นางไม่ได้ต้องการความรู้สึกผิดหรือคำขอโทษจากผู้ใดนางเพียงต้องการให้ความจริงปรากฏแก่โลก ลบล้างมลทินให้เจ้าของร่างเดิมและรักษากู้จิ่งเซวียนให้หายดี ส่วนความคับแค้นใจของเจ้าของร่างเดิมนั้นล้วนไม่มีความหมายอีกแล้ว
ทั้งสองคนเดินไปด้วยกันเพื่อไปเยี่ยมกู้จิ่งเซวียน
“ท่านแม่ ท่านลุงใหญ่เป็นคนไม่ดีหรือขอรับ?” กู้จิ่งเซวียนนั้นฉลาดกว่าเด็กในวัยเดียวกันนักจึงเอ่ยถามด้วยความกังวล
“ท่านลุงเป็นคนดี เป็นวีรบุรุษ” กู้ชิงเฉิงครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยตอบ
ตระกูลไป๋ทั้งตระกูลล้วนเป็นวีรบุรุษเป็นแม่ทัพผู้เก่งกาจ พวกเขาคอยปกป้องความปลอดภัยของต้าฉินและทำให้ราษฎรต้าฉินพ้นจากความทุกข์ระทมของสงคราม
ใบหน้าเล็กๆของกู้จิ่งเซวียนเต็มไปด้วยความสับสน แต่ก็พยักหน้าเล็กๆ“เซวียนเอ๋อร์ทราบแล้วขอรับ”
เขาเงยหน้าหันไปทางโม่อวี้เฉิน“ท่านพ่อก็เป็นวีรบุรุษ” ท่าทางนั้นดูสนิทสนมกับโม่อวี้เฉินเป็นอย่างยิ่งเหนือความคาดหมายของกู้ชิงเฉิง อย่างไรก็ตามนางก็หวังให้ความสัมพันธ์ระหว่างบิดาและบุตรชายแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ยามนี้โม่อวี้เฉินควรจะมีความสุขกับครอบครัวให้มากขึ้นเสียหน่อยเพราะในอนาคตชีวิตของเขาจะต้องโดดเดี่ยวอ้างว้างอย่างน่าอนาถ
เมื่อคิดถึงจุดจบในอนาคตของโม่อวี้เฉินกู้ชิงเฉิงก็ขมวดคิ้ว เดิมทีนางกำลังหัวเราะกับกู้จิ่งเซวียน แต่จู่ๆ ก็เงียบไปกลายเป็นคนเก็บงำความกังวลใจ
“เมื่อข้าเติบใหญ่ ข้าก็อยากเป็นเช่นท่านพ่อ” ความชื่นชมในดวงตาของกู้จิ่งเซวียนนั้นไม่อาจปกปิดได้เลยดวงตาทั้งคู่จ้องมองโม่อวี้เฉินอย่างสดใสทำให้กู้ชิงเฉิงรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนเกินเสียเหลือเกิน
หลังจากกู้จิ่งเซวียนหลับใหลกู้ชิงเฉิงและโม่อวี้เฉินจึงออกจากเรือนของเขาแล้วเดินเคียงคู่กันไปยังเรือนข้างเคียงทั้งสองคนต่างเงียบงัน
“เจ้าไปอาบน้ำก่อน แล้วรอข้านะ” โม่อวี้เฉินเป็นผู้ทำลายความเงียบงันก่อน
แม้ว่าหลังจากแต่งงานกันทั้งสองจะอยู่ร่วมกันมาครึ่งปีแล้ว แต่ในยามนั้นโม่อวี้เฉินเพียงแค่ทำราวกับนางไม่มีตัวตน น้อยครั้งนักที่จะมองนางเพียงแค่สั่งให้คนรับใช้ดูแลนาง อย่าให้เด็กในครรภ์มีเรื่องไม่คาดฝัน
ในยามนั้นเพียงแค่เขามองนางแวบเดียว ก็รู้สึกรำคาญแล้ว แต่ยามนี้หากเขาไม่ได้มองนางเลยแม้แต่น้อย เขากลับรู้สึกว้าเหว่
--------
หลังจากกู้ชิงเฉิงอาบน้ำเสร็จก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อยและคิดจะหลบหน้าโม่อวี้เฉิน
ทว่าอีกฝ่ายกลับให้ความร่วมมือ“ชิงเฉิง ช่วยข้าฝนหมึกก่อนเถิด เดี๋ยวข้าอาบน้ำเสร็จแล้วจะมา”
ฮ่องเต้ฉินทรงเชื่อใจเพียงบุตรชายคนนี้เท่านั้นฎีกาส่วนใหญ่จึงถูกส่งมาที่เมืองหลวง โม่อวี้เฉินเองก็อยู่ภายใต้แรงกดดันไม่น้อยทุกวันจะต้องตรวจฎีกาจนถึงยามสาม
โม่อวี้เฉินที่อาบน้ำเสร็จสิ้นสวมชุดนอนสีขาว ผมยาวสยาย บัดนี้ความดุดันบนร่างของเขาลดลงและดูอ่อนโยนขึ้นหลายส่วนสายตาของเขาอ่อนโยนดุจสายน้ำกวาดมองกู้ชิงเฉิงที่กำลังฝนหมึก
ภายใต้แสงโคมไฟใบหน้าของนางขาวนวลราวเครื่องกระเบื้อง ผิวละเอียดอ่อนราวกระเบื้องบอบบางช่างงดงามหาใดเปรียบ
ยามนี้นางราวกับหยกงามล้ำค่าทำให้โม่อวี้เฉินอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปใกล้เขาเอื้อมมือจับปลายนิ้วที่ขาวนวลเย็นเล็กน้อยของนาง“ชิงเฉิง ท้องฟ้าเริ่มมืดค่ำแล้ว พักผ่อนก่อนเถอะ”
เขารู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วลมหายใจไม่สม่ำเสมอ องค์รัชทายาทผู้เด็ดเดี่ยวห้าวหาญและเป็นที่เกรงขามกลับรู้สึกประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย มือที่จับปลายนิ้วของกู้ชิงเฉิงออกแรงบีบเบาๆ
ทว่ากู้ชิงเฉิงกลับชักมือกลับ“เดี๋ยวสิเพคะ”
ร่างของโม่อวี้เฉินก็พลันแข็งทื่อขึ้นเล็กน้อยเรื่องเช่นนี้จะเอ่ยให้กระจ่างชัดเกินไปก็ไม่บังควรแต่ยามนี้กู้ชิงเฉิงกลับพลิกผันราวกับเปลี่ยนใจ
นางก้าวเดินไปที่โต๊ะหยิบถ้วยขึ้นมา รินสุราสองจอก นี่เป็นสุราที่นางกำชับคนรับใช้ให้นำมาเมื่อครู่ในยามที่โม่อวี้เฉินกำลังอาบน้ำ
มีคนกล่าวว่าสุราช่วยเสริมความกล้ายามนี้กู้ชิงเฉิงรู้สึกว่านางจำต้องอาศัยสุราเพื่อเพิ่มความหาญกล้าเสียบ้างไม่เช่นนั้น นางเกรงว่าตนเองจะหันหลังหนีไปเสียก่อน เพราะเรื่องเช่นนี้...
นางก้มหน้าต่ำรินสุราสองจอกเสร็จสิ้นก็ทรุดกายลงนั่ง แล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า“มาดื่มด้วยกันเถิดเพคะ”
ถ้อยคำนั้นทำให้โม่อวี้เฉินรู้สึกจำนนอยู่ในใจทว่าในยามนี้ เขาเองก็ต้องการสุราจอกนี้เช่นกัน
ทั้งสองยกจอกสุราชนกันแล้วรินดื่มรวดเดียวจนหมดสิ้น เมื่อถึงจอกที่สอง ทั้งคู่ต่างก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดเพียงก้มหน้าดื่มของตนเอง ในจอกที่สาม ใบหน้าเล็กๆ ของกู้ชิงเฉิงก็เริ่มแดงระเรื่อดูท่าคอของนางจะอ่อนด้อยเสียแล้ว
“อาการป่วยของกู้จิ่งเซวียนจะยังทนได้อีกหลายปีทว่าเด็กน้อยต้องทนทุกข์ทรมานเพียงใด” กู้ชิงเฉิงกำจอกสุราไว้ในมือพลางเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาบนใบหน้าปรากฏร่องรอยความเจ็บปวด
“ทุกครั้งที่ทำการรักษาด้วยเคมีบำบัด เขามักจะปลอบโยนข้าเสมอกู้จิ่งเซวียนเป็นเด็กที่เข้าใจโลกอย่างยิ่ง”
ไม่เพียงแต่เข้าใจโลกหากแต่ยังเป็นอัจฉริยะ นางพึงพอใจในบุตรชายของนางทุกประการ ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น นางจำต้องรักษากู้จิ่งเซวียนให้หายขาดให้จงได้แม้จะต้องกระทำการอันน่าตกใจเช่นนี้ก็ตาม
โม่อวี้เฉินมองใบหน้าแดงระเรื่อของนางคล้ายผลผิงกั่วจนอดใจไม่ได้ที่อยากจะลิ้มลอง แต่เขาก็จำต้องอดทนไว้
“ชิงเฉิง ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าที่ทำให้เจ้าและลูกต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้” ในใจของโม่อวี้เฉินเจ็บปวดราวกับถูกน้ำมันเดือดสาดเขาจึงยกจอกสุราขึ้น “ข้าขอกล่าวคำขอโทษด้วยสุราสามจอก”แล้วเขาก็รินดื่มทีละจอกจนหมดสิ้นท่าทางเช่นนั้นดูมีเจตนาอันจริงใจยิ่งนัก
“การดื่มสุราเพื่อลงโทษตนเองมีประโยชน์อันใด…” กู้ชิงเฉิงเริ่มมีอาการมึนเมา
“ความทุกข์ระทมที่เราเคยประสบ ไม่อาจลบเลือนไปได้ มาๆ เรามาดื่มด้วยกันเถิดไม่ต้องลงโทษตนเองหรอก มันเสแสร้งเกินไป” นางเอ่ยพลางรินสุราชนจอก และดื่มจนหมดสิ้น
เมื่อได้ยินคำพูดของนางหัวใจของโม่อวี้เฉินก็เจ็บปวดยิ่งขึ้น ดูท่าสตรีตัวน้อยผู้นี้ยังคงไม่ให้อภัยเขาและยังเห็นว่าเขาเสแสร้งอีกด้วย
จากนั้นเขาก็รินดื่มสุราติดต่อกันอีกสามจอก ไม่นานนัก สุราหนึ่งไหก็ร่อยหรอจนหมดสิ้นกู้ชิงเฉิงกำจอกสุราไว้ในมือ แล้วฟุบหลับไปบนโต๊ะโดยไม่รับรู้สิ่งใด
โม่อวี้เฉินมองแล้วก็ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้เขาทำได้เพียงยกสุราที่เหลือในจอกดื่มจนหมดสิ้น แล้วจึงอุ้มกู้ชิงเฉิงวางลงบนเตียงจากนั้นก็ห่มผ้าให้แก่นาง มองใบหน้าแดงก่ำของนาง แล้วก้มลงจุมพิตที่หน้าผากเบาๆ
เมื่อจัดการทุกสิ่งเรียบร้อยโม่อวี้เฉินก็หันกลับไปที่โต๊ะทำงานด้วยความอาลัยอาวรณ์ เพื่อสะสางฎีกาอีกครั้ง
การพยายามครั้งนี้ล้มเหลวอีกแล้วดูท่าการดื่มสุราก็เป็นอุปสรรคเช่นกัน…
เมื่อกู้ชิงเฉิงตื่นขึ้นก็รู้สึกปวดศีรษะ แต่กลับไม่เห็นเงาร่างของโม่อวี้เฉินอยู่ข้างกายนางทำได้เพียงนวดขมับแล้วลุกจากเตียง พยายามทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนทว่ากลับไม่มีความทรงจำใดๆ เลย
นางรู้สึกจนปัญญาอีกครั้งก้าวนี้ช่างยากเย็นนัก แต่ถึงกระนั้นก็จำต้องก้าวออกไปให้จงได้
--------
เมื่อเข้าไปในวังหลวงเพื่อถวายการรักษาแด่ฮ่องเต้ฉินด้วยการฝังเข็มและให้ยานางกลับเห็นชายชราผู้หนึ่งกำลังเอ่ยสิ่งใดบางอย่างกับฮ่องเต้ฉินอีกทั้งยังมอบยาเม็ดหนึ่งให้แก่เขา
กู้ชิงเฉิงขมวดคิ้วแน่นชายชราผู้นี้ไม่ว่ามองมุมใดก็คล้ายนักต้มตุ๋นไม่คาดว่าจะกล้ามาหลอกลวงถึงในวังหลวง ช่างอาจหาญยิ่งนักแต่ฮ่องเต้ฉินกลับเชื่อมั่นอย่างยิ่ง รับยาเม็ดนั้นมาดมแล้วก็กลืนลงไปอย่างจริงจัง
“เสด็จพ่อ ช้าก่อนเพคะ” คำทัดทานของกู้ชิงเฉิงเอ่ยออกไปก็สายเกินไปเสียแล้ว
ดูท่าฮ่องเต้ฉินคงจะร้อนใจไม่น้อยคิดว่าหลายปีมานี้คงจะเสวยยาหลากหลายชนิดไม่ใช่น้อยเพราะนางเห็นว่าฮ่องเต้ฉินกลืนยาเม็ดนั้นลงไปอย่างรวดเร็วนางจึงทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้
“ชิงเฉิงมาแล้วหรือ” ฮ่องเต้ฉินกลับดูสงบเยือกเย็นเอ่ยทักกู้ชิงเฉิง ส่วนชายชราผู้นั้นก็ลุกขึ้นถอยออกไป ก่อนจากไปเขามองกู้ชิงเฉิงอย่างลึกซึ้ง