หลังจากหั่นแยกชิ้นส่วนหมูป่าเสร็จซ่งมู่ไป๋นำตาชั่งออกมา “156 กิโล น้ำหนักเยอะทีเดียว”
“ลูกพี่จะแบ่งเงินให้น้องสาวยังไง”
“ขายได้เท่าไรก็ให้ทั้งหมดนั่นแหละ”เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
โซ่วจื่อกับพั่งจื่อร้องโอดโอยทำงานการกุศลอีกแล้ว
เซี่ยโม่ได้ยินเช่นนั้นรีบเอ่ยออกมาว่า“พี่ซ่ง จะได้ยังไงกันคะ ทำตามที่เคยทำมาเถอะค่ะ”
พั่งจื่อยิ้มดีใจ“น้องสาวใจดีจัง อุตส่าห์แบ่งเงินให้พวกเราเอาไปดื่มซุปด้วย”
“พั่งจื่อแกนี่ใจแคบจริงๆ แม้แต่เงินของน้องสาวก็ยังกล้าเอา ทำตามที่ลูกพี่บอกนั่นแหละ”โซ่วจื่อเห็นสีหน้าลูกพี่ไม่ค่อยจะดีนักจึงเอ่ยขัด
ซ่งมู่ไป๋หันไปมองโซ่วจื่อยังคงเป็นอีกฝ่ายที่หัวไว
ทว่าเซี่ยโม่ยังคงปฏิเสธ“พี่ซ่ง พี่โซ่วจื่อ หมูตัวนี้ไม่ใช่ของฉัน แบ่งให้พวกคุณด้วยนั่นแหละค่ะดีแล้ว”
พั่งจื่อพยักหน้าอย่างเห็นด้วยน้องสาวนี่รู้ความดีจริง
ซ่งมู่ไป๋ยังคงเงียบเขาคาดเดาในใจว่า แปดถึงเก้าส่วนของหมูป่าตัวนี้น่าจะเป็นของเด็กสาวเองไม่ใช่ของเพื่อนร่วมชั้นเธอแต่อย่างใด
ไม่ทราบว่าเด็กสาวล่ามาได้อย่างไร หลายวันที่ผ่านมาอีกฝ่ายต้องคอยเฝ้าน้องชายที่โรงพยาบาล ไม่ค่อยได้ออกไปไหนด้วยซ้ำไม่มีทางขึ้นเขาไปล่าหมูป่าได้อย่างแน่นอน ต่อให้มีเวลาไปล่ามาได้แต่เด็กสาวขนย้ายมันมาที่นี่ด้วยวิธีไหนกัน
อีกอย่างอากาศร้อนเช่นนี้ไม่สามารถเก็บไว้นานได้เพราะหมูจะเน่าเสีย แต่ในเมื่อคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกเช่นนั้นก็เลิกคิดดีกว่า เขาพูดกับโซ่วจื่อพั่งจื่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา“เลิกพูดมากได้แล้ว เอาไปขายที่เดิม ราคาก็เท่าเดิม”
“ได้เลยลูกพี่”ทั้งสองคนช่วยกันขนเนื้อหมูป่าออกจากบ้านไป
ระหว่างที่เก็บของสายตาซ่งมู่ไป๋เหลือบไปเห็นกระสอบกับถุงพลาสติกในใจพลันเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
หากไม่ได้ถามออกไปเขาเก็บของต่อ จากนั้นจุดไฟตั้งหม้อเพื่อต้มหัวหมูกับขาหมู
เซี่ยโม่เองก็ไม่ได้อยู่ว่างนำไส้หมูไปล้างให้สะอาด ก่อนจะเอาไปต้มรวมกับหัวหมูและขาหมู
เธอมองพี่ซ่งที่ไม่รู้ว่าไปเอาพวกเครื่องปรุงมาจากไหนชายหนุ่มใส่สารพัดเครื่องปรุงลงไปในหม้อ ไม่นานกลิ่นหอมก็ลอยโชยขึ้นมา
เธอลอบกลืนน้ำลายแต่พอมองท้องฟ้าข้างนอก พบว่าเวลานี้เย็นมากแล้วจึงบอกกับอีกฝ่าย “พี่ซ่งป่านนี้น้องชายกับอาจารย์คงเป็นห่วงฉันแย่แล้ว ฉันคงต้องกลับแล้วค่ะ”
ซ่งมู่ไป๋ดูเวลาจริงอย่างที่เด็กสาวว่ามา “งั้นก็รีบกลับเถอะ ถ้าหมูสุกเมื่อไรเดี๋ยวฉันเอาไปให้”
นึกถึงวันก่อนที่น้องชายไม่สบายตัวเพราะกินเนื้อเยอะเกินไปเธอจึงรีบส่ายหน้า “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันกลัวว่าถ้าน้องเห็นแล้วจะอยากกินตอนเย็นกินเนื้อมากๆ ไม่ค่อยดี ไว้พรุ่งนี้ตอนเที่ยงพี่ค่อยเอาไปให้ก็ได้ค่ะ”
เห็นซ่งมู่ไป๋มองมาอย่างสงสัยเธอจึงเล่าเรื่องในวันนั้นให้ฟัง เล่าจบทั้งคู่ต่างหัวเราะออกมา
“ได้งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้เที่ยงฉันเอาไปให้ ใส่เกลือจะได้ไม่เสียรับรองว่าได้กินตอนร้อนๆ แน่นอน”
“ค่ะ”
ขณะที่เซี่ยโม่กำลังจะเดินออกจากบ้านชายหนุ่มกลับเรียกเธอเอาไว้เสียก่อน “โม่โม่ ครั้งนี้เธอคิดจะแลกกับอะไร”
ในโกดังสินค้ามีของมากมายย่อมไม่ขาดแคลนสิ่งใดอยู่แล้วเธอทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่ถึงค่อยตอบออกไป “แลกเป็นเงินละกันค่ะพรุ่งนี้ค่อยให้ฉันก็ได้ ฉันไม่รีบแล้วก็อย่าลืมเก็บส่วนที่เป็นค่าแรงของพวกพี่ไว้ด้วยนะคะ”
ซ่งมู่ไป๋ลองหยั่งเชิงถาม“ถ้าเอาไปให้พรุ่งนี้ เธอยังต้องเอาไปให้เพื่อนของเธออีก ฉันให้ตอนนี้เลยดีกว่าถึงยังไงราคาก็ตายตัวอยู่แล้ว”
ลองคิดตามแล้วพรุ่งนี้เธอน่าจะยุ่งพอตัวให้ทุกคนรอไม่น่าดีเท่าไรนัก
อีกอย่างอาจารย์ก็อยู่ด้วยรับเงินจากพี่ซ่งต่อหน้าอาจารย์ อาจารย์อาจสงสัยเอาได้
“ก็ได้ค่ะ”
ซ่งมู่ไป๋เดินไปหยิบเงิน“เนื้อหมูครึ่งกิโล 1.7 หยวน 156 กิโลก็เป็น 530.4 หยวน”
เธอรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้หักค่าแรงของตัวเองออกหลังจากรับเงินมา เธอนำเงินห้าร้อยหยวนใส่ในกระเป๋าหรือก็คือใส่ในโกดังสินค้าส่วนที่เหลืออีก 30.4 หยวนยื่นคืนให้ชายหนุ่ม
“พี่ซ่งฉันจะเอาเปรียบพี่ได้ยังไงคะ เงินนี้ไว้ให้ทุกคนเอาไปซื้อเหล้านะคะ”
“โม่โม่เป็นพวกเรามากกว่าที่เอาเปรียบเธอ หัวหมู ขาหมู แล้วก็เครื่องในฉันไม่ได้ชั่งด้วยซ้ำ”
“พี่ซ่งของพวกนั้นถึงเอาไปขายจะได้สักกี่หยวนกัน หากพี่ทำแบบนี้ต่อไปฉันจะกล้ามาแลกเปลี่ยนของกับพี่อีกได้ยังไงคะ”
เพราะประโยคนี้ชายหนุ่มถึงได้ยอมรับเงินไปก่อนจะเอ่ยอย่างซาบซึ้ง “ฉันขอบคุณเธอแทนเจ้าสองตัวนั้นด้วย”
เซี่ยโม่ยิ้มพี่ซ่งไม่กลัวเพื่อนทั้งสองคนมาได้ยินเข้าหรืออย่างไร
เธอเดินออกจากห้องครัวบังเอิญพบกับพั่งจื่อและโซ่วจื่อซึ่งยืนอยู่หน้าประตูทั้งคู่คงเอาหมูไปส่งเรียบร้อยแล้ว
และทั้งคู่น่าจะได้ยินที่เธอกับพี่ซ่งสนทนากันเมื่อสักครู่แล้วถึงได้มองพี่ซ่งด้วยแววตาตัดพ้อน้อยใจ
ซ่งมู่ไป๋เอ่ยโดยไม่สนใจสายตาของทั้งคู่“ช่วยเฝ้าในห้องครัวให้หน่อย ฉันจะไปส่งน้องสาว”
โซ่วจื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงขึงขัง“ลูกพี่ พวกเราก็จะไปส่งน้องสาวด้วย”
พั่งจื่อพยักหน้าพลางพูดตามคู่หู“ผมก็จะไปด้วย”
ซ่งมู่ไป๋กลอกตามองบนทำไมเจ้าพวกนี้ถึงไม่รู้จักดูสถานการณ์บ้างเลย
เขาพูดพลางกัดฟันกรอด“ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกแกสักหน่อย ไปเฝ้าหม้อหมูตุ๋นในห้องครัวไปจะกินไหมข้าวเย็นน่ะ”
“ลูกพี่รีบกลับมาล่ะถ้าไม่รีบกลับมา พวกเรากินหมดไม่รู้ด้วยนะ” โซ่วจื่อพึมพำอย่างน้อยอกน้อยใจ
ชายหนุ่มมองโซ่วจื่ออย่างไม่ชอบใจก่อนหน้านี้คิดว่าอีกฝ่ายฉลาดมีไหวพริบ แต่ตอนนี้กลับรังเกียจสงสัยเขาคงตามใจสองคนนี้มากเกินไป ทั้งคู่เลยเสียคนแบบนี้
ก็แค่พูดจาต่อว่าต่อหน้าเด็กสาวแค่นิดหน่อยเท่านั้นจำเป็นต้องไม่พอใจขนาดนี้เลยหรือ?
สู้โม่โม่ของเขาก็ไม่ได้น่ารักกว่าตั้งเยอะ
เซี่ยโม่ดูออกว่าทั้งสองใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างบังหน้าเพื่อแสดงความไม่พอใจที่มีต่อพี่ซ่ง
เป็นคนที่น่าสนใจจริงๆเธอหลุดหัวเราะออกมา
หลังจากปรับอารมณ์ได้แล้วซ่งมู่ไป๋เดินออกจากบ้านนำหน้าไป
เซี่ยโม่เข้าใจแล้วโบราณกล่าวไว้ว่า ใกล้ชาดติดสีแดง ใกล้หมึกดำติดสีดำ[1]ที่แท้ที่พี่ซ่งมีบุคลิกท่าทางเหมือนอันธพาลเป็นเพราะอยู่กับพี่โซ่วจื่อพี่พั่งจื่อบ่อยๆ นี่เอง ก็เลยติดนิสัยของทั้งคู่มา
เซี่ยโม่กับซ่งมู่ไป๋พูดคุยหัวเราะกันไปตลอดทาง
ซ่งมู่ไป๋มาส่งเด็กสาวที่หน้าโรงพยาบาลรอจนเด็กสาวเข้าไปข้างในแล้วถึงค่อยเดินกลับ
จากตอนแรกที่รู้สึกเคลือบแคลงตอนนี้เขารู้สึกสงสัยยิ่งกว่าเดิมหมูป่าตัวนั้นต้องไม่ใช่พ่อของเพื่อนร่วมชั้นล่ามาได้แน่ไม่เช่นนั้นเหตุใดเด็กสาวถึงไม่รีบนำเงินไปให้เพื่อน
เซี่ยโม่ลืมที่บอกกับซ่งมู่ไป๋ไปเสียสนิทเธอเข้าไปในโรงพยาบาลอย่างอารมณ์ดีแวะห้องน้ำครู่หนึ่งเพื่อนำยาที่ซื้อจากร้านหุยชุนถังออกมาจากนั้นค่อยเดินไปห้องพักผู้ป่วยของน้องชาย
เมื่อเดินเข้าไปในห้องก็เห็นน้องชายกับอาจารย์กำลังยืนดูอะไรบางอย่างตรงหน้าต่าง
แล้วเธอก็นึกอะไรได้ทว่าเซี่ยเฉินเฟิงวิ่งพุ่งเข้ามาหาเธอพอดี “พี่ครับ ผมเห็นพี่ซ่งทำไมเขาถึงกลับไปแล้วล่ะครับ”
น้องชายเธอเห็นแล้วจริงๆด้วย
“ตอนซื้อยาเสร็จพี่บังเอิญได้เจอพี่ซ่ง เขากำลังจะไปหาเพื่อนที่บ้าน พี่ก็เลยไปด้วยคุยกันไปคุยกันมา กว่าจะรู้ตัวอีกทีเวลาก็ผ่านมานานขนาดนี้แล้ว” เซี่ยโม่ตอบ
“พรุ่งนี้เด็กซ่งจะมารับพวกเราออกจากโรงพยาบาลไหม”คุณปู่จ้าวเอ่ยถาม
“มาค่ะจะมาพรุ่งนี้ตอนเที่ยง” เธอพยักหน้า
พอนึกได้ว่าทุกคนยังไม่ได้กินข้าวมื้อเย็นเธอเลยเปลี่ยนเรื่อง “มื้อเย็นเราจะไปกินที่ไหนกันดีคะ”
เซี่ยเฉินเฟิงตัวน้อยมองมาที่เธอด้วยแววตาคาดหวัง“พี่ครับ ตอนนี้ที่โรงอาหารคนน่าจะเยอะ พวกเราไปกินที่ร้านอาหารของรัฐดีไหมครับ”
—------------------------
[1]ใกล้ชาดติดสีแดง ใกล้หมึกดำติดสีดำ หมายถึงอยู่ใกล้ใครหรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหนก็จะได้นิสัยหรือสิ่งนั้นมาด้วย