.....
หลังจากที่นั่งรอมานานเกือบ30นาที ในที่สุดก็มาถึงเมนูที่สองของรายการ แต่ในขณะที่ภาคินกำลังจะเดินไปทำอาหารจู่ๆประตูห้องก็ถูกเปิดออกมา และคนที่เดินเข้ามาก็คือพลนั่นเอง เมื่อพลเดินเข้ามาในห้องผู้บริหารระดับสูงหลายๆคนที่กำลังยืนอยู่ก็แสดงสีหน้าแปลกๆออกมา
"พี่ภูมิผมว่า..การที่ให้หลานคินทำอาหารมันก็ดีอยู่นะพี่ แต่ทำออกรายการแบบนี้จะดีเหรอครับ? เมื่อพลเดินเข้ามาเขาก็พูดออกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเป็ห่วงเป็ใย
"ทำไมพล เป็ห่วงหลานเหรอ" ภูมิถามออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม เมื่อเห็นอาการของน้องชายตัวเอง
"ป่าวครับ แต่ผมกลัวว่าหากหลานได้รับอันตรายหรือทำไม่สำเร็จขึ้นมา เอ่อ...มันจะทำให้โรงแรมเรา.."
พลเอ่ยออกมาพร้อมกับทำท่าทางกล้าๆกลัวๆ พร้อมกับแอบหันไปมองพวกผู้บริหารระดับสูง เหมือนกำลังจะส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง
"เอ่อ...ท่านประธานครับ พวกเราก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน.."
ภูมิที่เห็นการแสดงออกของพลและคนอื่นๆ ก็อดที่จะรู้สึกแปลกใจไม่ได้ เพราะปกติคนพวกนี้จะไม่ค่อยถูกกันซักเท่าไหร่ดังนั้นมันจึงยากมากที่จะเห็นคนพวกนี้เห็นชอบในเื่เดียวกันแบบนี้
"พวกคุณก็กังวลกันเกินไป ผมรู้ฝีมือลูกของผมดีไม่ต้องห่วง."
ภูมิพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม แต่มว่าใต้ภายใต้ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของภูมินั้น เขาก็เริ่มตระหนักถึงความผิดปกติบางอย่างได้ลางๆเพราะภูมิไม่ใช่คนโง่หลายๆคนคิดว่าจริงๆแล้วโรงแรมนี้คือโรงแรมของภูมิ แต่นั่นคือความคิดของพนักงานและคนทั่วไป
แต่จริงๆเื้ัของมันโรงแรมแห่งนี้ มีผู้ถือหุ้นอยู่ไม่ต่ำกว่า5คนเลยทีเดียว แต่ภูมิที่เป็คนริเริ่มก่อสร้างโรงแรมแห่งนี้ขึ้นมา จึงได้รับการแต่งตั้งจากผู้ถือหุ้นคนอื่นๆให้มารับตำแหน่งประธาน และเป็ผู้มีอำนาจสูงสุดของโรงแรม แต่ตอนนี้เหมือนจะไม่ใช่ซะแล้ว
เพราะภูมิเริ่มสงสัยแล้วว่าน้องชายของตัวเอง กำลังเริ่มวางแผนการอะไรบางอย่างอยู่ และผู้ถือหุ้นคนอื่นๆก็เริ่มเอนเอียงไปทางพลแล้ว เพราะถึงแม้ภูมิจะเป็ประธาน แต่ภูมิก็ไม่เคยรับสินบนหรือเดินทางในเส้นทางสายมืดเลย ภูมิทำทุกอย่างๆเปิดเผยและโปร่งใส ดังนั้นจึงทำให้ผู้ถือหุ้นคนอื่นๆไม่สามารถทำอะไรได้อย่างเต็มที่ และการบริหารที่ตรงไปตรงมานี้เอง ที่ทำให้อำนาจของภูมิเริ่มไม่คงที่
แต่กลับกันพลที่เพิ่งจะเข้ามามีส่วนร่วมในโรงแรม แต่กลับมีอธิพลต่อผู้ถือหุ้นคนอื่นอย่างมาก รวมถึงอธิพลด้านมืดก็เยอะไม่แพ้กัน ดังนั้นหลายๆคนจึงหวาดกลัวต่ออำนาจของพล และเริ่มเอนเอียงมาอยู่ฝ่ายเดียวกับพลในที่สุด
และเมื่อพลได้ผู้ถือหุ้นส่วนมากมาเป็พวก เขาจึงเริ่มแผนได้เร็วขึ้น ซึ่งหากเป็เมื่อครั้งในอดีต พลอาจจะเริ่มแผนตอนภาคินอายุ13ปี แต่ตอนนี้ภาคินมีอายุเพียง10ปี นั้นก็หมายความว่าพลเริ่มแผนเร็วขึ้นถึง3ปีเลยทีเดียว และสาเหตุสำคัญที่พลต้องรีบลงมือนั่นก็คือภาคินนั่นเอง
"เราจะปล่อยให้เ้าเด็กนี้ออกรายการไม่ได้เด็ดขาด มันจะกระทบต่อแผนของเรา"
พลไม่อยากให้หลานโด่งดัง และเป็ที่สนใจของคนทั่วไป เพราะหากเกิดอะไรขึ้นมันก็จะกลายเป็ข่าวดังขึ้นมาทันที แต่หากภาคินไม่เป็ที่รู้จักของผู้คน การจะลงมือฆ่าและปิดข่าวก็ไม่ใช่เื่ยาก ดังนั้นพลจึงไม่อยากให้ภาคินออกรายการในครั้งนี้
"ไม่ต้องเป็ห่วงผมเหรอกครับอาพล ผมจะทำให้สุดความสามารถเลย.." ภาคินพูดออกมาด้วยรอยยิ้มที่ใสซื่อ เมื่อเดินผ่านอาแท้ๆของเขา แต่เพียงไม่นานรอยยิ้มอันใสซื่อก็หุบลง
"แสดงละครต่อไปเถอะ อีกไม่นานเหรอกอีกไม่นาน..." ภาคินบ่นพึมพัมออกมา หลังจากเดินผ่านพลไปแล้ว
และแล้วการทำอาหารฝีมือภาคินก็เริ่มขึ้น เริ่มแรกภาคินเริ่มแนะนำวัตถุดิบที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้บนโต๊ะทีละอย่างๆจนครบและเริ่มลงมือทำอาหารหน้ากล้องอย่างชำนาญ
"หลังจากเตรียมวัตถุดิบพร้อมแล้ว ต่อไปเรามาเริ่มทำกันเลยนะครับ อันดับแรก ปรุงมะเขือเทสด้วยเกลือ พริกไทยน้ำมัน ตามด้วยผักนิดหน่อย..."
ภาคินเริ่มลงมือทำอาหารพร้อมกับแนะนำไปทีละขั้นตอน ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของช่างกล้องและทีมงานหลายๆคน เพราะเด็กน้อยตรงหน้าของพวกเขาตอนนี้ กำลังทำอาหารไปด้วยและให้คำแนะนำไปด้วย โดยที่ไม่มีอาการตื่นกล้องเลย แถมการทำอาหารยังดูเป็ธรรมชาติอีกด้วย ดังนั้นจึงทำให้หลายๆคนอดไม่ได้ ที่จะกล่าวชื่นชมภาคินออกมาจากใจ
หลังจากผ่านไป20นาทีในที่สุดอาหารของภาคินก็เสร็จเรียบร้อย และทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยดี ท่ามกลางความดีใจของภูมิมาเรีย และเชฟใหญ่ แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มที่ไม่ได้ดีใจไปด้วย ก็คือพลที่บัดนี้รีบเดินออกมาจากห้อง พร้อมกับยกโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วรีบโทรหาใครบางคน
"เออเมฆเหรอ ยังรับงานอยู่ใช่ไหม..? โอเคๆ รูปและประวัติเดี๋ยวส่งไปให้.." เมื่อพลพูดจบก็เปิดรูปในโทรศัพท์ขึ้นมาและรูปที่พลกำลังมองอยู่ในตอนนี้ก็คือ รูปของเชฟใหญ่ ภูมิ และภาคินนั่นเอง
"ส่งเสริมกันดีนักใช่ไหม ในเมื่ออยู่ดีๆไม่ชอบงั้นก็ตายซะเถอะ!!"
ในขณะที่พลกำลังเริ่มลงมือ ภาคินในตอนนี้กลับไม่ทันได้ระวังตัวเลย เพราะจากความทรงจำของภาคิน พลยังไม่ลงมือในปีสองปีนี้แน่ๆ แต่ดูเหมือนการย้อนเวลาในครั้งนี้ จะทำให้หลายสิ่งหลายอย่างเริ่มเปลี่ยนไป โดยที่เขาเองก็ยังไม่ทันได้รู้สึกตัว
หลังจากเสร็จสิ้นการถ่ายทำรายการแล้ว ภาคินก็มุ่งหน้ากลับไปยังบ้านต่อ เพราะเขาไม่แน่ใจว่าตอนนี้ต่างโลกมันผ่านมาแล้วกี่วัน หรือกี่ชั่วโมงแล้ว ดังนั้นเมื่อมาถึงบ้านเขาก็ส่งตัวเองไปยังต่างโลกทันที
ภายในร้านใหม่..
เมื่อภาคินมาถึงต่างโลกเขาก็ปรากฏตัวขึ้นที่ร้านใหม่ของเขาเช่นเคย
"ฮ่าๆๆๆพลังของข้าเพิ่มขึ้นไม่หยุดเลย"
ภาคินที่เดินลงมาที่ชั้นล่าง เขาก็ต้องพบกับเื่ที่น่าแปลกใจ เพราะด้านหน้าของภาคินตอนนี้ปรากฏชายวัยชราสองคนคนแรกมีหุ่นที่ลำสันและเต็มไปด้วยมัดกล้าม ชายคนนี้อยู่ในชุดนักรบอันทรงเกียรติ ส่วนคนที่สองใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราสีขาวยาวจึนถึงหน้าอก และสวมใส่ชุดที่ดูเหมือนพวกนักเวทย์ระดับสูงไม่มีผิดเพี้ยน
"พี่เซนคนพวกนี้คือใคร...?" เมื่อภาคินเดินลงมาถึงชั้นล่าง เขาก็เริ่มมองหาเซนและถามออกมาทันที
"นายน้อยท่านไปไหนมา ข้ากลัวจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว ทั้งสองคนนี้คือหัวหน้าสมาคมนักรบประจำเมืองนอริช และหัวหน้าสมาคมนักเวทย์ประจำเมืองนอริช"
เซนรีบแนะนำออกมาอย่างกล้าๆกลัว เนื่องจากก่อนหน้านี้เมื่อการแข่งขันได้จบลง ก็มีคนมาขอซื้อโลหิตัทองเป็จำนวนมาก แต่เซนนั้นมีมันเพียงแค่ขวดเดียวและนายน้อยของมันก็ยังมาหายตัวไปอีก จึงทำให้หลายๆคนเริ่มมองว่าเื่นี้คือเื่หลอกลวง
ดังนั้นมันจึงทำให้หัวหน้าสมาคมทั้งสองอยู่เฉยไม่ได้ จนต้องเดินทางมาทดสอบด้วยตัวเอง จนสุดท้ายเซนก็ต้องยอมมอบโลหิตัทองขวดสุดท้ายให้ทั้งสองไป และผลที่ได้ก็คือทั้งสองมีอาการไม่ต่างไปจากเซนเลย
"นี้เหรอระดับหัวหน้าสมาคม เรานึกว่าจะองอาจกว่านี้ซะอีก..?" ภาคินบ่นพึมพัมออกมา พร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ