ร่างบุรุษสูงโปร่งภายใต้ผ้าคลุมสีดำก้าวพ้นประตูเรือนมุ่งหน้าไปตามทางออกของจวนวันนี้ชายหนุ่มสวมชุดที่เป็ทางการตามระเบียบการเข้าวังหลวง นายทหารชั้นประทวนสองนายยืนทำหน้าที่อยู่หน้าประตูใหญ่เป็ปกติโดยมีพ่อบ้านเฉินผู้เป็หัวหน้าดูแลความเรียบร้อยของจวนยืนอยู่ไม่ห่าง
พ่อบ้านที่ซื่อสัตย์ผู้นี้ทำหน้าที่ได้ดีไม่ขาดตกบกพร่องไม่ว่าภารกิจน้อยใหญ่ภายในจวนพ่อบ้านเฉินไม่เคยละเลย เขาเตรียมรถม้าและสารถีไว้จอดรออยู่ที่นอกประตูใหญ่และยืนรอส่งเ้านายของตนขึ้นรถม้าให้เรียบร้อยก่อนจึงจะถือว่าเสร็จงาน
“แม่นางเหม่ยหลินล่ะ” แม่ทัพหวางถามพร้อมกวาดสายตามองหาร่างของหญิงสาวที่ถูกพระชายาหม่านลี่เรียกตัวให้เข้าเฝ้าพร้อมกันเขาไม่เห็นนางยืนรออยู่ หรือว่านางจะมาสาย...
พ่อบ้านเฉินชี้นิ้วไปที่รถม้าแทนคำตอบบอกให้รู้เป็นัยว่านางได้เข้าไปนั่งรอในตู้รถม้าแล้ว
ปลายคิ้วชายหนุ่มเลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างแปลกใจก่อนที่จะยกยิ้มที่มุมปากแล้วก้าวลงบันไดจากหน้าประตูจวนขึ้นสู่รถม้ามือหนาเปิดประตูรถม้ามองเห็นร่างบางในชุดผ้าคลุมสีหวานนั่งนิ่งสงบอยู่ภายในตัวรถ ดวงหน้าหวานส่งยิ้มให้ทันทีที่ประตูเปิดออก
“เ้ามาเร็วดีนี่” เขาหลี่ตามองคนที่นั่งอยู่ก่อน
“ข้าเห็นว่าพ่อบ้านเฉินเตรียมรถม้าไว้แล้วก็เลยขึ้นมานั่งรอเ้าค่ะ” ไม่ใช่แค่รอยยิ้มอ่อนหวานน้ำเสียงใสๆ เอ่ยออกด้วยความรู้สึกยินดีกับความหลักแหลมของตัวเองมาถึงก่อนก็รีบขึ้นรถม้าก่อน อย่างน้อยจะได้ไม่ต้องถูกเขาคอยจูงไม้จูงมืออีก
ชายหนุ่มพยักหน้าน้อยๆริมฝีปากหยักยิ้มไม่ถือสาหากเป็ผู้อื่นคงไม่มีใครกล้าก้าวขึ้นรถม้าก่อนเ้าของจวนอย่างเขาเป็แน่ “เอาล่ะ ไปกันเถิด”
ภายในตำหนักเฟยหลงพระชายาหม่านลี่ในชุดสีน้ำเงินอมม่วงปักลายดอกโบตั๋นงดงามทรงแสดงความเป็กันเองด้วยการเชิญให้หวางชุนเทียนและเหม่ยหลินร่วมนั่งดื่มชา
นางกำนัลยกสำรับน้ำชาวางบนโต๊ะที่ตระเตรียมไว้พร้อมกับรินน้ำชาร้อนๆให้แก่ทั้งคู่
“ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะท่านแม่ทัพ ท่านสบายดีหรือไม่” พระชายาถามด้วยรอยยิ้ม
“ทูลพระชายา ขอบพระทัยที่ทรงเป็ห่วงพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมสบายดี” ตอบด้วยความเคารพ
“กลับมาถึงวังหลวงก็ได้ยินแต่เื่ราวที่เกิดขึ้นเมื่อวันงานพิธีอำลาของหญิงบรรณาการอดไม่ได้ต้องเรียกท่านมาพบ” พระชายากล่าวกับแม่ทัพแต่สายตามองเหม่ยหลินที่นั่งอยู่ถัดจากแม่ทัพอย่างพิจารณา
“นั่นคือแม่นางเหม่ยหลินล่ะสิ ล่ำลือกันว่านอกจากใบหน้างดงามแล้ว ยังบรรเลงเพลงขลุ่ยได้ไพเราะยิ่ง”
“พระชายากล่าวเกินไปแล้วเพคะ” หญิงสาวลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำความเคารพรอยยิ้มบนใบหน้าของพระชายาวัยกลางคนช่างอ่อนโยนและดูอบอุ่น สตรีสูงส่งเช่นพระชายาหม่านลี่กลับชวนพูดคุยโดยไม่ถือพระองค์แถมประทานน้ำชาชั้นดีให้ร่วมดื่มด้วยกันเหม่ยหลินไม่รู้สึกเกร็งที่ต้องอยู่ต่อหน้าพระพักตร์เลยสักนิดเดียว
“ความงามของเ้าเป็ที่ต้องตาของเหล่าบุรุษ ไม่เว้นแม้แต่องค์ชายรองถึงกับเอ่ยปากขอเ้าไปเป็สนมเชียวนะ”พอพูดถึงองค์ชายรองเหม่ยหลินก็ทำหน้าไม่ถูก องค์ชายรองผู้นั้นดูท่าทางเป็คนดื้อรั้นและเอาแต่ใจไม่ใช่น้อยเลยทีเดียวหากถูกบังคับให้เป็สนมไม่รู้ชีวิตเธอจะเป็อย่างไร
“หม่อมฉันมิกล้า ตำแหน่งสนมไม่เหมาะกับคนธรรมดาเช่นหม่อมฉันเลยเพคะ”
เสียงหัวเราะเบาๆจากผู้เอ่ยปากชมที่ได้เห็นการพูดถ่อมตัวและตรงไปตรงมาของหญิงสาวหน้าหวานผู้นี้ช่างใกล้เคียงกับนิสัยของแม่ทัพหวางชุนเทียนพระชายาหม่านลี่ทราบจากพระสวามีอยู่เนืองๆ ว่าแม่ทัพนุ่มผู้นี้มีบุคลิกนุ่มลึกถึงภายนอกดูเ็าแต่ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเท่าเทียม น่าแปลกใจตรงที่นิสัยของเขาไม่ชอบข้องเกี่ยวกับผู้ใดไม่ชายตาแลสตรีใดแต่บัดนี้กลับออกปากต่อท่านอ๋องเพื่อช่วยเหลือสตรีนางหนึ่งโดยไม่กริ่งเกรงต่อความประสงค์ขององค์ชายรองแม้แต่น้อย
แล้วจู่ๆพระชายาก็ทรงเอ่ยถึงเื่ที่เป็ประเด็นหลักของการเชื้อเชิญครั้งนี้
“อันที่จริงข้าเรียกท่านมาที่นี่ก็เพราะจะกล่าวยินดีกับการแต่งงานของท่านได้กำหนดวันพิธีสมรสไว้แล้วหรือยัง?”
“ไม่คิดว่าจะทรงทราบเื่นี้ด้วย กระหม่อมยังไม่ได้เตรียมการเื่นี้...” หวางชุนเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบา ทั้งที่ออกจากวังหลวงไปไม่กี่วันข่าวเกี่ยวกับทั้งสองก็แพร่สะพัดไปทั่วเขาเกือบลืมไปแล้วว่าได้ตัดสินใจทูลท่านอ๋องเื่รับเหม่ยหลินเป็ฮูหยินซึ่งจำเป็ต้องจัดการให้เป็รูปธรรมเสียด้วย มิเช่นนั้นองค์ชายรองอาจจะหันกลับมาหาเื่เขาอีก
“อะไรกัน ท่านแม่ทัพจะทำเพิกเฉยเื่นี้ได้อย่างไร อีกไม่นานท่านก็ต้องไปชายแดนทางใต้แล้วมิใช่หรือ” ทรงตรัสด้วยความเป็ห่วง ด้วยเกรงว่าหากไม่จัดการพิธีสมรสให้แล้วเสร็จจะไม่ทันกำหนดที่ต้องไปชายแดนทางใต้
“กระหม่อมทราบดีพ่ะย่ะค่ะ”
‘พิธีสมรส? แต่งงาน! นี่ท่านแม่ทัพมีคนที่จะแต่งงานด้วยแล้วเหรอ?”บทสนทนาที่เหม่ยหลินได้ยินทำให้หญิงสาวปรายตามองหน้าชายหนุ่มด้วยความสงสัยหญิงสาวตั้งคำถามในหัวไว้มากมาย
หวางชุนเทียนนิ่งไปชั่วครู่ก็เอ่ยขึ้นมา“หากกระหม่อมกำหนดทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วจะทูลให้พระชายาทราบทันทีพ่ะย่ะค่ะ ”
“นั่นสิ คงไม่มีสิ่งใดต้องกังวล ไหนๆ ก็อยู่ร่วมจวนเดียวกันแล้ว ท่านคงจัดการงานแต่งงานได้ไม่ยาก”
แม่ทัพหนุ่มถอนหายใจใช่...อีกไม่นานเขาต้องไปชายแดนทางใต้สับเปลี่ยนกับองค์ชายรองเพื่อทำการฝึกซ้อมรบพระชายาหม่านลี่เองก็คงนับวันตั้งตารอพระสวามีกลับมาจากชายแดนด้วยเช่นกัน
ส่วนเหม่ยหลินนั่งฟังบทสนทนาที่คาดไม่ถึงอยู่เงียบๆทั้งเื่การแต่งงานทั้งเื่ต้องไปชายแดนทางใต้อีก
‘....อยู่ร่วมจวนเดียวกันแล้ว’ ตามที่พระชายาตรัสคงหมายถึงว่าที่เ้าสาว...หรือว่าจะเป็ลู่หลิ่ง! ต้องใช่แน่ๆได้ยินจากพ่อบ้านเฉินเล่าว่าเข้ามาอยู่ในจวนแม่ทัพได้หลายเดือนแล้ว หญิงชายเห็นหน้ากันทุกวันก็คงไม่แปลกที่สักวันหนึ่งย่อมมีใจต่อกันแม่นางลู่หลิ่งก็สวยซะขนาดนั้น...
ระหว่างทางที่รถม้ากำลังวิ่งมุ่งหน้าไปทางประตูวังหลวงเหม่ยหลินลอบมองคนที่นั่งเคียงข้างอย่างระแวงสงสัย เหตุใดชายหนุ่มนั่งนิ่งมาตลอดทางราวกับมีเื่หนักใจ
‘หากเขาจะต้องแต่งงานกับแม่นางลู่หลิ่งเร็วๆนี้ ทำไมเขาไม่บอกเราั้แ่แรกนะไม่อย่างนั้นเราจะได้ปฏิเสธการเข้าพักที่เรือนใหญ่ หากแม่นางลู่หลิ่งเข้าใจผิดขึ้นมาต้องโดนเกลียดขี้หน้าแน่’ ที่คิดเช่นนี้เพราะเธอยังมั่นใจเช่นเดิมว่าเ้าสาวคือลู่หลิ่ง...
รถม้ายังไม่ทันจะวิ่งพ้นประตูหญิงสาวก็ได้ยินเสียงเอะอะดังจากภายนอกแม่ทัพหวางก็ได้ยินเช่นกัน เขาจึงะโถามสารถีว่าเกิดอะไรขึ้น
“ทหารกำลังขับไล่หญิงผู้หนึ่งออกจากวังขอรับ”
หวางชุนเทียนได้ยินแล้วถอนหายใจอย่างเข้าใจสถานการณ์เื่การขับไล่นางกำนัลออกจากตำหนักในวังหลวงเป็เื่ที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง
“ฮือ...ฮือๆๆ ปล่อยข้า...ข้าไม่มีที่ไปจริงๆ ได้โปรดเถิด”
‘เสียงร้องไห้ที่น่าสงสารนั้นช่างคุ้นหูเหลือเกิน’ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเหม่ยหลิน เธอเผลอถลันตัวไปที่หน้าต่างฝั่งด้านข้างของหวางชุนเทียนโดยลืมไปว่าร่างบางได้ััใกล้ชิดกับชายหนุ่มแบบไม่รู้ตัว
กลิ่นหอมอ่อนๆที่โชยมาจากเรือนผมยาวสลวยแตะเข้าที่จมูกโด่งเป็สันกลิ่นหอมดอกกุ้ยฮวาที่เขาคุ้นเคย... หวางชุนเทียนสูดลมหายใจเข้าเบาๆเหมือนกลัวหญิงสาวจะจับสังเกตได้
มือเรียวบางรีบเปิดหน้าต่างออกสิ่งที่เห็นคือทหารชั้นประทวนสองนายหิ้วแขนทั้งสองข้างของหญิงสาวลักษณะกึ่งลากกึ่งจูง แม้จะทำท่าทีต่อต้านแต่ก็ถูกโยนปลิวออกไปจนพ้นประตูจนได้
จนกระทั่งหญิงนางนั้นเงยใบหน้าซีดเผือดหากแต่เปื้อนไปด้วยน้ำตา
“จูผิง! ใช่จูผิงหรือเปล่า!”
หญิงที่ถูกเรียกชื่อหันหน้ามองตามเสียงที่ดังออกมาจากรถม้าเห็นใบหน้าขาวนวลของใครบางคนที่กรอบหน้าต่างเพียงครู่เดียวก็ได้ยินเสียงะโ “หยุดรถก่อน!” เหม่ยหลินผลุนผลันเปิดประตูอย่างเร่งรีบหวางชุนเทียนเองเป็ห่วงว่านางจะก้าวพลาดตกรถม้าไปเสียก่อน จึงคิดจะคว้ามือนางไว้แต่ก็ไม่ทัน
“มะ...แม่นางเหม่ยหลิน!” หญิงที่ถูกโยนออกนอกประตูวังส่งเสียงเรียกชื่อฝ่ายตรงข้ามทันทีที่ได้เห็นหน้า
“จูผิง เกิดอะไรขึ้นทำไมเ้าดูเหมือนได้รับาเ็”
“ข้าถูกลงโทษโบยหลังยี่สิบไม้ ข้าไม่รู้จริงๆว่าทำสิ่งใดผิดไป” จูผิงคนซื่อไม่เข้าใจสิ่งที่นางกระทำนั้นเป็ความผิดได้อย่างไรหลังจากที่พระชายาฟางซินทราบว่าจูผิงเป็ผู้ช่วยเหม่ยหลินให้ไปถึงลานพิธีได้ทันเวลาถึงกับโกรธจัดจนไม่อาจให้อภัย ทั้งลงโทษและไล่ออกจากตำหนัก
“แล้วเ้า...จะทำอย่างไรต่อไป”
“ข้าไม่รู้ ฮือๆๆ ตอนนี้ข้าถูกไล่ออกมาจากตำหนักแล้วข้าอยู่วังหลวงมาั้แ่เด็ก นอกจากในวังหลวงแล้วข้าก็ไม่รู้จักผู้ใด”
เหม่ยหลินเหลือบไปเห็นเืที่ซึมบนแผ่นหลังของจูผิงยิ่งรู้สึกหดหู่ใจสงสารนางอย่างมากนางต้องถูกโบยเพราะช่วยเหลือเธอแท้ๆทั้งที่นางก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในแผนการสลับตัวของพระชายาฟางซินแม้แต่น้อยช่างไม่ยุติธรรมเลย
หญิงสาวหันไปมองร่างชายหนุ่มที่ก้าวลงจากรถม้าด้วยสีหน้าเรียบนิ่งเขาได้ยินการสนทนานั้นชัดเจนแม้ว่าพระชายาฟางซินจะทรงไม่ชอบหน้าเหม่ยหลินแต่ในตำหนักเฟิ่งหวงยังมีจูผิงผู้นี้คอยช่วยเหลือหากนางไม่ได้ช่วยพาเหม่ยหลินมาได้ทันเวลาในวันนั้นป่านนี้เขาคงไม่มีทางได้พบหน้าหญิงสาวอย่างแน่นอน
“ท่านแม่ทัพ ข้า...คือว่าข้าอยากจะ...” เหม่ยหลินกล้าๆกลัวๆที่จะเอ่ยขอความเห็นใจจากแม่ทัพหนุ่มให้พาจูผิงไปอยู่ด้วยกันลำพังเธอผู้เดียวก็เกรงใจเขาจะแย่แล้ว
“คือนางเคยช่วยข้าไว้ ท่านจะกรุณารับจูผิงไปอยู่ที่จวนอีกสักคนได้หรือไม่”ในที่สุดก็ตัดสินใจออกปากไป
หวางชุนเทียนถอนหายใจเบาๆเขารู้อยู่แล้วว่าหญิงสาวต้องออกปากร้องขอเช่นนี้เขายังไม่ตอบรับทันทีหากแต่เดินไปบอกสารถีผู้ควบคุมม้า
“พานางกลับจวนไปก่อน บอกพ่อบ้านเฉินให้ดูแลรักษาแผลที่หลังของนางด้วย”
การสั่งการให้พากลับจวนถือเป็การตอบตกลงเหม่ยหลินหันไปฉีกยิ้มกว้างพร้อมกล่าวกับนางผู้ได้รับาเ็ “จูผิง ท่านแม่ทัพอนุญาตแล้ว เ้าไปอยู่กับข้านะ”
“ขอบคุณท่านแม่ทัพ ขอบคุณท่านแม่ทัพ” จูผิงดีใจก้มหัวคำนับหลายครั้ง
หญิงสาวเตรียมตัวพยุงร่างจูผิงขึ้นรถม้าพร้อมกันแต่ต้องชะงักกึกเมื่อได้ยินเสียงออกคำสั่ง
“ให้นางผู้นี้ขึ้นรถม้ากลับจวนไปคนเดียว”
“อ้าว! ให้รถม้ากลับไปก่อนอย่างนี้แล้วเราจะกลับจวนกันอย่างไร”
“เดี๋ยวข้าจะให้คนเตรียมม้าไว้ ข้ามีเื่สำคัญที่ต้องคุยกับเ้า”
“ม้า! ข้าขี่ม้าไม่เป็นะเราคุยกันระหว่างทางบนรถม้าไม่ได้หรือ แล้วข้าก็เป็ห่วงจูผิงด้วย”
“ไม่ได้ ข้าต้องคุยกับเ้าเพียงสองคน”หวางชุนเทียนทำเสียงขึงตึงเมื่อเห็นว่าหญิงสาวไม่เชื่อฟังแต่กลับห่วงหญิงรับใช้มากกว่าเื่สำคัญที่เขาจะพูด
จูผิงมองหน้าเครียดของแม่ทัพหวางอย่างหวาดๆรีบล่ะล่ำล่ะลักพูดแทรกขอให้แม่นางเหม่ยหลินทำตามที่ท่านแม่ทัพพูด “ท่านแม่ทัพเมตตาให้ข้าไปรับใช้แม่นางเหม่ยหลินก็เป็พระคุณมากแล้วข้าดูแลตัวเองได้เ้าค่ะ ไม่ต้องเป็ห่วงข้า” แม้ว่ายังรู้สึกเจ็บจากาแที่หลังแต่หวาดกลัวสายตาของแม่ทัพหวางชุนเทียนมากกว่า นางเคลื่อนตัวออกห่างจากเหม่ยหลินรีบเดินขึ้นรถม้าอย่างลนลาน
เหม่ยหลินหันมองหน้าหวางชุนเทียนอย่างไม่เข้าใจทำไมไม่รีบกลับจวน ตอนนี้มีอะไรที่สำคัญมากไปกว่าการรีบกลับไปหาว่าที่เ้าสาวของเขางั้นหรือ?
หลังจากที่รถม้าวิ่งห่างออกไปจนลับสายตาแล้วเหม่ยหลินยืนรออยู่ที่หน้าประตูเมืองตามคำสั่งของหวางชุนเทียนสักพักก็เห็นชายหนุ่มจูงม้ารูปร่างแข็งแรงเดินตรงมาหยุดตรงหน้าหญิงสาวพร้อมยื่นมือมาเป็สัญญาณให้รู้ว่านางต้องขึ้นม้าตัวเดียวกับเขา
“มีม้าตัวเดียวหรือเ้าคะ”
“ใช่สิ เมื่อครู่เ้าบอกว่าขี่ม้าไม่เป็” ตอบแบบรู้ทัน“อย่าชักช้าอยู่เลย รีบมาขึ้นม้าเถิด”
หญิงสาวยังยืนนิ่งออกปากถามหาบันได
“ไม่มีบันได ข้าจะพาเ้าขึ้นหลังม้าเอง”
“เอ่อ...เดี๋ยวข้าลองขึ้นเองดูก่อนดีกว่า”มือเล็กบอบบางเกาะที่อานม้า พยายามะโขึ้นหลังม้าอย่างทุลักทุเลชายหนุ่มที่ยืนกอดอกอยู่ด้านหลังหลี่ตามองร่างอรชร ส่ายหน้ากับความอวดดีของหญิงสาวทั้งที่ตัวนางนั้นไร้หนทางไปแต่ก็ไม่โอนอ่อนผ่อนตามคำพูดของเขาได้แต่คัดค้านแทบทุกครั้งหวางชุนเทียนไม่เคยพบเจอหญิงนางใดในแคว้นทำทีท่าเช่นนี้ใส่แม่ทัพอย่างเขามาก่อน