หลังจากที่จางหลงจัดการบางอย่างในเมืองหลวงฉงชิ่งทั้งหมดก็เร่งออกเดินทางมุ่งหน้าสู่หูเป่ย์ ในระหว่างที่รถม้ากำลังแล่นมาด้วยความเร็วอยู่ ๆ ก็ชะลอความเร็วไม่นานก็หยุดลง จินหยางที่นอนอยู่บนหลังคารถม้าลุกขึ้นหรี่ตามองด้านหน้าพบเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์สวมเครื่องแบบของราชสำนักเกือบยี่สิบคนยืนขวางทางอยู่ด้านหน้า ด้านข้างมีชาวบ้านหลายสิบคนนั่งคุกเข่าอยู่ ชายฉกรรจ์สองคนก้าวเดินเข้ามาพร้อมกับกำชับดาบในมือแน่นชี้มาที่หม่าเวย
“พวกเจ้าทั้งหมดรีบลงมาจากรถม้า”
“เกิดสิ่งใดขึ้น”
จางหลงเอ่ยวาจาสอบถามดังแว่วมาจากด้านในรถม้า ชายฉกรรจ์ด้านหน้าผู้หนึ่งล้วงไปที่อกเสื้อนำป้ายเหล็กออกมามีอักษรสลักคำว่าราตรีทมิฬ
“พวกข้าเป็นมาจากราชสำนัก ขอตรวจค้นรถม้าของพวกเจ้าเพื่อค้นหาคนจากสำนักทลายฟ้า”
จางหลงขมวดคิ้วทั้งสองขึ้นพร้อมกับส่ายศีรษะไปมา
“เหอะ พวกราชสำนักมักมาช้าเสมอเวลาที่เกิดเรื่อง เมื่อไม่กี่วันก่อนเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นที่เมืองหลวงแห่งนี้เหตุใดข้าถึงไม่พบเจอพวกท่านแม้แต่ผู้เดียว ชาวบ้านมากมายถูกสะกดจิตโดยคนของสำนักทลายฟ้า อีกทั้งเมืองซิวทั้งเมืองถูกกวาดล้างชาวเมืองมากมายล้มตายพวกท่านหาได้เข้าตรวจสอบ แต่กลับมาดักตรวจสอบผู้คนที่ผ่านทาง”
“ปากดีนัก ข้าบอกจะตรวจค้นพวกเจ้าก็ต้องทำตาม หรืออยากมีปัญหากับราชสำนัก”
“หากพวกข้าไม่ให้ความร่วมมือละ”
“พวกเจ้าคิดดีแล้วอย่างนั้นรึที่จะลองดีกับพวกข้า”
จางหลงผ่ายมือทั้งสองออก
“เอาสิหากพวกท่านคิดจะตรวจค้นรถม้าของข้า แต่ข้าเองก็อยากขอเตือนความปลอดภัยของพวกเจ้าเช่นกัน ที่นี่หาใช่เมืองหลวงที่คิดจะใช้อำนาจของราชสำนักมาอวดเบ่งที่นี่”
“จับกุมพวกมันทั้งหมด ข้อหาขัดขวางการทำงานของหน่วยราตรีทมิฬ”
กลุ่มคนของราตรีทมิฬรีบพุ่งเข้ามาล้อมพวกจางหลงเอาไว้ มีชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งจ้องมองไปที่ผิงผิงด้วยสายตาที่หื่นกระหาย ไม่ถึงสามลมหายใจชายผู้นั้นก็รีบพุ่งเข้ามาด้านหน้าของผิงผิงใช้มือซ้ายคว้าจับข้อมือซ้ายกระชาก ผิงผิงตื่นตกใจยกมือขวาตบไปที่ใบหน้าของชายฉกรรจ์อย่างถนัดถนี่ เพียะ
“เล่นตัวนักนะ ดีแบบนี้ข้าชอบนัก มาดูกันว่าหากข้านำเจ้ามาเป็นสาวใช้อุ่นเตียงจะเล่นตัวแบบนี้หรือไม่”
ชายฉกรรจ์กำลังจะใช้ด้ามดาบในมือขวาแทงไปที่หน้าท้องของผิงผิงแต่ทว่าถูกจางหลงที่เข้าจากด้านหลังมาคว้าจับเอาไว้เสียก่อน
“กลุ่มราตรีทมิฬมีแต่พวกบัดซบทั้งนั้น แม่ของเจ้าไม่เคยบอกกล่าวหรืออย่างไรว่าต้องให้เกียรติสตรี”
สิ้นเสียงกล่าวจางหลงใช้สันมือซ้ายฟาดหวดไปที่ต้นคอของชายฉกรรจ์ด้านหน้า เปรี้ยง! จางหลงหันไปมองกลุ่มคนจากราตรีทมิฬหยางเท่านั้นที่ยังคงนั่งอยู่บนหลังคารถม้า ผิงผิงเดินเข้าไปหาชายฉกรรจ์ที่จับข้อมือของนางที่นอนอยู่ นางยกเท้าขวาขึ้นมากระทืบไปที่หว่างขาของชายผู้นั้นอย่างแรง เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังลั่นไปทั่วบริเวณ หม่าเวยและคงอู๋ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ถึงกับเสียววาบไปที่ท้องน้อย เฉินจินยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
“ในเมื่อเป็นแบบนี้เห็นทีพวกเราคงต้องทำบางอย่างกับพวกมันแล้วขอรับ”
จางหลงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เจ้าจะทำสิ่งใดเฉินจิน คงไม่คิดจะทำอย่างผิงผิงหรอกนะ”
เฉินจินส่ายศีรษะไปมา เดินเข้าหาชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งที่นอนอยู่ด้านหน้าเขาก้มลงไปฉีกกระชากเสื้อผ้าที่ชายฉกรรจ์สวมใส่ขาดหลุดลุ่ย
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เพียงแค่นี้ พวกมันก็คงไม่กล้าเข้าไปในเมืองอีกแล้ว”
หลังจากนั้นไม่นานทั้งหมดก็ออกเดินทางต่อ ผ่านไปสี่วันก็เข้ามาสู่เขตแคว้นหูเป่ย์ สภาพโดยรอบเป็นภูเขาและสันเขาต่ำ ๆ ที่ราบส่วนใหญ่ผู้คนทำการเกษตรและปลูกผลไม้เช่นท้อ ทุเรียน และสับปะรด รถม้าของกลุ่มจางหลงจอดแวะที่เมืองหนึ่งนามหวางฉือเป็นเมืองที่ไม่ได้ใหญ่โตมากนักเพราะเป็นเมืองหน้าด่านระหว่างแคว้นฉงชิ่งและหูเป่ย์ ผู้คนส่วนใหญ่ทำการเกษตรปลูกข้าวเป็นหลัก หลังจากผ่านเข้ามาในเมืองได้ไม่นานคงอู๋ก็จอดรถม้าด้านหน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งใจกลางเมืองหวางฉือ เสี่ยวเอ้อสองคนที่ยืนอยู่ด้านหน้ารีบเข้ามาต้อนรับ
“เชิญคุณชายทั้งหลายเข้าไปด้านในขอรับ ที่นี่เรามีบริการห้องพักและบ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งคอยให้บริการอีกอย่างอาหารของโรงเตี๊ยมเราก็ขึ้นชื่ที่สุดในเมืองหวางฉือแห่งนี้แล้ว”
จางหลงหรี่ตามองด้านในโรงเตี๊ยมพร้อมกับยกยิ้ม
“ดี เช่นนั้นคืนนี้เราก็พักที่นี่ก็แล้วกัน น้องชายหวังว่าที่นี่จะมีห้องพักพอสำหรับพวกข้า”
“แน่นอนขอรับโรงเตี๊ยมของเรามีที่พักพอสำหรับพวกท่าน เชิญพวกท่านด้านในเถอะขอรับ”
เมื่อเข้ามาด้านในเฉินจินก็สั่งอาหารหลายสิบอย่างจากเสี่ยวเอ้อ ในระหว่างที่ทุกคนกำลังทานอาหารจินหยางก็ได้ยินบางอย่างที่น่าสนใจจากกลุ่มชายฉกรรรจ์กลุ่มหนึ่งที่พูดถึงเรื่องราวการค้นพบสุสานโบราณแห่งหนึ่งบนเขาเอินซีที่อยู่ใกล้กับเมืองหวางฉือ แน่นอนว่าจางหลงเองก็ได้ยินเช่นกัน
“พวกเจ้าได้ยินหรือไม่”
ทั้งหมดต่างพยักหน้าตอบรับ
“เช่นนั้นคืนนี้พวกเราไปสำรวจหรือไม่ ไม่แน่พวกเราอาจได้บางอย่างติดไม้ติดมือกลับมา”
เฉินจินยกยิ้มหันไปมองจางหลง
“ไม่ใช่ว่าท่านหัวหน้าเจ็บแค้นที่ไม่ได้รับสิ่งใดจากสำนักกระบี่วิญญาณหรอกหรือขอรับ”
“ไม่เอาน่าเฉินจิน อย่ากล่าววาจาเช่นนั้นลองไปดูก็ไม่เสียหายจริงไหมหัวหน้า”
จางหลงพยักหน้าตอบรับยกมือขวาตบไปที่หัวไหล่ของเย่หยาง
“อย่างน้อยก็ยังมีเจ้าเย่หยางที่เข้าใจข้า เอาละหลังจากทานอาหารจนอิ่มพวกเจ้าก็แยกย้ายกันเข้าพักเถอะ ยามซวีเราจะออกเดินทางกัน”
จางหลงหันไปมองเฉินจิน
“ส่วนเจ้าเฉินจิน หลังจากทานอาหารอิ่มแล้วเจ้ารีบออกไปหาข่าวว่าสุสานที่คนพวกนั้นเอ่ยถึงเป็นของผู้ใด”
ไม่นานก็ถึงเวลายามซวีทั้งหมดรวมตัวกันที่ด้านหน้าของโรงเตีี๊ยม เฉินจินที่ยืนนิ่งครุ่นคิดบางอย่างจนหม่าเวยเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เกิดสิ่งใดกับกับเจ้ากันเฉินจิน แล้วเจ้ารู้หรือยังว่าสุสานนั่นเป็นของผู้ใด”
“ข้าได้ไปสืบมาแล้ว พบเจอเรื่องน่าประหลาดใจอยู่ไม่น้อยกับสุสานโบราณที่เรากำลังจะไปกัน พวกเจ้าเคยได้ยินตำนานปีศาจกระหายเลือดเมื่อหลายร้อยปีก่อนหรือไม่? มันเป็นตำนานเรื่องเล่าที่โด่งดังในแคว้นหูเป่ย์ ในอดีตมีหมู่บ้านขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในถ้ำบริเวณเขาเอินซีมีชื่อว่าหมู่บ้านเซียงซุน หมู่บ้านแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องการหล่อขึ้นรูปทองคำและทำเครื่องประดับจากหยก แต่มีเรื่องน่าเศร้าคือทุก ๆ ปีหมู่บ้านแห่งนี้ผู้คนในหมู่บ้านจะล้มตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ชาวบ้านต่างส่งจดหมายถึงเจ้าเมืองเพื่อเชิญหมอจากทั่วสารทิศให้มารักษาผู้คนในหมู่บ้าน แต่ทว่าผ่านไปหลายปีกลับมีไม่มีหมอคนไหนสามารถรักษาการล้มตายของชาวบ้านได้ เจ้าเมืองหูเป่ย์จึงมีคำสั่งให้ปิดตายหมู่บ้านแห่งนั้นเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนด้านล่างตกตายเช่นผู้คนในหมู่บ้าน อยู่มาวันหนึ่งมีชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านพบเจอภาพสลักในถ้ำที่อยู่ในหุบเขาเอินซี ทำให้เขาค้นพบสมุนไพรชนิดหนึ่งที่คาดว่าสามารถรักษาผู้คนในหมู่บ้านได้ หลังจากที่เขาออกมาจากหุบเขาเขาก็นำสมุนไพรที่นำมาแจกจ่ายให้แก่ชาวบ้านนำไปต้มกิน ผ่านไปหลายเดือนผู้คนที่เคยล้มตายอย่างไม่ทราบสาเหตุก็หยุดลง ผู้คนภายในหมู่บ้านกลับมาใช้ชีวิตกันอย่างปกติไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะมีผู้ใดตกตายเช่นในอดีต ไม่นานข่าวการหายเป็นปกติของผู้คนภายในหมู่บ้านเซียงซุนก็ถึงหูของเจ้าเมืองหูเป่ย์ จึงมีคำสั่งให้ชายหนุ่มผู้นั้นเข้าพบเพื่อตรวจสอบที่มา แน่นอนว่าชายหนุ่มบอกกล่าวทุกอย่างให้แก่เจ้าเมืองฟัง ด้วยความโลภของมนุษย์และความเชื่อของการอยากมีชีวิตที่ยืนยาว เจ้าเมืองจึงอยากครอบครองสมุนไพรชนิดนั้น จึงส่งทหารเข้ามาตรวจค้นภายในหมู่บ้าน แต่แน่นอนว่าสมุนไพรที่ชายหนุ่มนำออกมาถูกใช้แจกจ่ายให้แก่คนในหมู่บ้านจนหมดแล้ว โดยความโกรธแค้นของเจ้าเมืองจึงสั่งให้ทหารทำการสังหารผู้คนภายในหมู่บ้านเพื่อปิดปาก แต่ทว่าผู้คนที่ถูกสังหารกลับฟื้นขึ้นมาจากความตายกลายเป็นปีศาจกระหายเลือด เจ้าเมืองจึงมีคำสั่งให้ทหารทำการระเบิดปากถ้ำขังปีศาจพวกนั้นเอาไว้ด้านใน แน่นอนว่าสุสานที่พวกเรากำลังจะไปสำรวจคือที่ตั้งของหมู่บ้านเซียงซุนในอดีต"
“ขอบใจเจ้ามากเฉินจิน เอาละถึงเวลาที่เราต้องออกเดินทางกันแล้ว”
“ท่านหัวหน้าท่านไม่กลัวปีศาจกระหายเลือดหรือขอรับ”
“เฉินจินเรื่องที่เจ้าเล่ามันเกิดขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อนหากปีศาจพวกนั้นมีจริงตอนนี้คงไม่เหลือสภาพที่ทำสิ่งใดได้อีกแล้ว อีกอย่างเจ้าก็บอกเองไม่ใช่รึว่ามันเป็นเพียงตำนาน เอาละพวกเราเสียเวลามานานมากแล้วรีบเดินทางเถอะ”