พี่กรเดินออกจากห้อง ตรงมาหาแพรทันที ไม่สนสายตาเพื่อนร่วมงาน
“แพร... เสร็จแล้วครับ พี่จัดการเรื่องงานกับอ.วิภาเรียบร้อยแล้ว
เย็นนี้พี่พาหนูไปกินข้าวนะครับ"
แพรยิ้มกว้างให้พี่กร แล้วพยักหน้าอย่างมั่นใจ
"ค่ะพี่กร... หนูอยากอยู่กับพี่ทั้งคืนเลย”
พี่กรยิ้มตอบ ดวงตาเป็นประกายชัดเจนขึ้นทันที
พี่จับมือแพรแน่น แล้วพาเดินไปขึ้นรถ SUV สีเทาเข้ม
ระหว่างทาง พี่กรเปิดเพลงช้า ๆ เบา ๆ แล้วหันมาบอก
“วันนี้พี่จะไม่ให้ใครมารบกวนเราเลยนะครับ ร้านที่พี่จองไว้เป็นร้านส่วนตัว แถวสยาม มีห้องส่วนตัวด้วย พี่เลือกโต๊ะมุมในสุดไว้แล้ว อาหารอร่อยมาก หนูชอบกินอะไรคะ สั่งได้เต็มที่เลย”
แพรยิ้มเขิน ๆ แล้วพยักหน้า
“หนูกินอะไรก็ได้ค่ะ... ขอแค่ได้อยู่กับพี่สองคนก็พอแล้ว”
รถมาถึงร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์เรียบหรู แสงไฟนวล ๆ บรรยากาศสงบ
พี่กรจอดรถ แล้วพาแพรเดินเข้าไป
พนักงานพาทั้งคู่ไปห้องส่วนตัวมุมในสุด
หน้าต่างบานใหญ่เปิดรับวิวเมืองยามบ่ายแก่ ๆ
โต๊ะไม้ต่ำ มีเบาะนั่งสบาย พี่กรช่วยแพรนั่ง แล้วนั่งลงข้าง ๆ (ใกล้จนแพรได้กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ จากตัวพี่กร)
พี่กรเปิดเมนูให้แพรดู แล้วสั่งอาหารที่แพรชอบ (ซูชิเซ็ต สลัดทูน่า ปลาหมึกย่าง เทมปุระกุ้ง และมิโซะซุป)
อาหารมาเสิร์ฟเร็วมาก
พี่กรตักซูชิชิ้นหนึ่งยื่นให้แพร แล้วยิ้ม
“ลองชิมสิครับ อร่อยมากเลย พี่อยากเห็นหนูกินเยอะ ๆ”
แพรยิ้ม แล้วอ้าปากให้พี่กรป้อน
แต่ยังไม่ทันได้กินคำที่สอง
โทรศัพท์ของพี่กรที่วางอยู่ข้างโต๊ะสั่นขึ้นทันที
หน้าจอขึ้นชื่อ “อ.วิภา” อีกแล้ว
พี่กรชะงัก มองหน้าจอ แล้วหันมามองแพรด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดทันที
“พี่ขอโทษนะครับ... เดี๋ยวพี่รับแป๊บนึง”
พี่กรกดรับสาย แล้วยกขึ้นหู
“ครับอาจารย์วิภา... มีอะไรเหรอครับ”
เสียงอ.วิภาดังออกมาจากลำโพง (พอให้แพรได้ยินชัดเจน)
“อาจารย์ธนากรคะ! ขอโทษที่โทรมาอีกนะคะ แต่เมื่อกี้อ.อาวุธ (อาจารย์อาวุธ อีกท่านในคณะที่เป็นที่ปรึกษาวิจัยของพี่กร) โทรมาหาฉันค่ะ ท่านบอกว่าอยากชวนอาจารย์ธนากรไปดื่มด้วยกันเย็นนี้ค่ะ ท่านบอกว่ามีเรื่องวิจัยอยากคุยเพิ่ม แล้วก็อยากฉลองที่โครงการผ่านรอบแรก ท่านให้ฉันชวนอาจารย์ไปด้วยกันค่ะ
ท่านรออยู่ที่ร้านเดิมแถวสยามนะคะ ท่านบอกว่าอาจารย์ธนากรเป็นคนที่ท่านชื่นชอบมาก อยากให้ไปเป็นเพื่อนดื่มด้วยกันค่ะ”
พี่กรชะงัก มองหน้าแพรที่กำลังนั่งนิ่งอยู่ข้าง ๆ
สีหน้าพี่กรตอนนี้เต็มไปด้วยความลำบากใจชัดเจน
พี่กรหันกลับไปตอบอ.วิภาเสียงสุภาพแต่หนักแน่น
“ครับอาจารย์วิภา... ผมเข้าใจแล้วครับ แต่คืนนี้ผมมีนัดส่วนตัวที่สำคัญมากเลยครับ ผมไปไม่ได้จริง ๆ
ฝาก ขอโทษ อ.อาวุธให้หน่อยนะครับ พรุ่งนี้เช้าผมจะเข้าไปหาท่านที่ห้องทำงานเลยครับ แล้วเราค่อยคุยเรื่องวิจัยกันให้ชัดเจน”
อ.วิภาดูงงนิดหนึ่ง แต่ก็ตอบกลับ
“โอเคค่ะอาจารย์... ฉันจะบอกท่านให้ ท่านคงเสียดายนะคะ เพราะท่านชอบคุณมากเลย แต่ไม่เป็นไรค่ะ พรุ่งนี้เจอกันนะคะ”
สายตัด
พี่กรวางโทรศัพท์ลง แล้วหันมามองแพรทันที
สีหน้าพี่กรตอนนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและจริงจัง
พี่กรจับมือแพรแน่น แล้วพูดเสียงต่ำ
“แพร... พี่ขอโทษอีกครั้งนะครับ
พี่ไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องงานมารบกวนเราแบบนี้ พี่บอกอ.วิภาแล้วว่าพี่มีนัดกับหนู แล้วพี่ก็ปฏิเสธ อ.อาวุธไปแล้ว
พี่ไม่อยากให้หนูรู้สึกว่าพี่ให้ความสำคัญกับงานมากกว่าหนู พี่เลือกหนูก่อนเสมอครับ
วันนี้เราจะกินข้าวกันสองคนให้จบเลยนะครับ ไม่มีใครมารบกวนอีก พี่สัญญา”
พี่กรยกมือแพรขึ้นมาจูบหลังมือเบา ๆ แล้วมองตาแพรตรง ๆ
“หนูยังอยากกินต่อไหมครับ หรือหนูอยากให้พี่พากลับบ้านแล้วค่อยคุยกันที่บ้าน พี่ตามใจหนูทุกอย่างเลยครับ”
แพรยังไม่ทันอ้าปากตอบ โทรศัพท์ของพี่กรก็ดังขึ้นอีกครั้ง
หน้าจอขึ้นชื่อ “อ.อาวุธ” (อาจารย์อาวุธ ท่านที่เป็นที่ปรึกษาโครงการวิจัยของพี่กร และมีอิทธิพลในคณะมาก เพราะเป็นผู้ใหญ่ที่ทุกคนเคารพนับถือ)
พี่กรมองหน้าจอ แล้วถอนหายใจเบา ๆ หันมามองแพรด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความลำบากใจชัดเจน
พี่กรยกโทรศัพท์ขึ้นหู กดรับสายแบบลำโพงออก (เพื่อให้แพรได้ยินทุกคำเหมือนเดิม)
“สวัสดีครับท่านอาจารย์อาวุธ... มีอะไรครับ”
เสียงอ.อาวุธดังออกมาจากลำโพง ชัดเจนและมีน้ำเสียงอบอุ่นแต่หนักแน่น (แบบผู้ใหญ่ที่ชวนแบบไม่ให้ปฏิเสธง่าย ๆ)
“ธนากร... คืนนี้ว่างไหม ผมอยากชวนไปดื่มด้วยกันสักหน่อย มีเรื่องวิจัยอยากคุยเพิ่ม แล้วก็..อยากฉลองที่โครงการผ่านรอบแรกน่ะ วิภาโทรบอกว่า คุณบอกว่ามีนัดส่วนตัว แต่ถ้าคุณว่างได้ก็ดีนะ ผมอยากคุยกับคุณโดยตรงสักหน่อย มาด้วยกันเถอะ..! ผมรออยู่ที่ร้านเดิมแถวสยาม มานะ..!”
พี่กรเงียบไปครู่หนึ่ง มองหน้าแพรที่กำลังนั่งนิ่งอยู่ข้าง ๆ
แพรเห็นชัดเลยว่าพี่กรลังเลมาก สายตาพี่กรเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและกังวล
พี่กรหันกลับไปตอบเสียงสุภาพแต่หนักแน่น
“ครับท่าน... วันนี้ผมมีนัดส่วนตัวจริง ๆ ครับ แต่ถ้าท่านอยากคุยเรื่องวิจัยด่วนขนาดนั้น ผมจะรีบไปให้ได้ครับ แต่ผมขอไปช้าหน่อยได้ไหมครับ เดี๋ยวผมรีบจัดการเรื่องส่วนตัวให้เสร็จก่อน แล้วจะรีบไปหาเลยครับ”
อ.อาวุธหัวเราะเบา ๆ แล้วพูดต่อ
“ได้ๆๆ.. ผมเข้าใจ ผมรอคุณนะ มาช้าได้ แต่มาด้วยนะ ผมอยากคุยกับเจ้าคุณโดยตรงจริง ๆ”
สายตัด
พี่กรวางโทรศัพท์ลง แล้วหันมามองแพร
สีหน้าพี่กรตอนนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดจนแทบจะน้ำตาคลอ (แต่พี่กรยังกลั้นไว้)
“แพร... พี่ขอโทษจริง ๆ นะครับ
ท่านอาจารย์อาวุธเป็นที่ปรึกษาโครงการวิจัยของพี่ ท่านให้คำแนะนำพี่มาตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาเอก พี่ปฏิเสธท่านไม่ได้ง่าย ๆ เลยครับ
พี่จำใจต้องไปจริง ๆ แต่พี่สัญญาว่าจะไปแค่แป๊บเดียว คุยเรื่องงานให้เสร็จ แล้วรีบกลับมาหาหนูทันทีเลยครับ
พี่จะไม่ดื่มเยอะ ไม่นั่งนาน พี่จะบอกท่านว่ามีนัดสำคัญ แล้วรีบกลับมา พี่จะไม่ปล่อยให้หนูต้องรอคนเดียวอีก”
พี่กรจับมือแพรแน่น แล้วก้มลงมองตาแพร
“หนู... อยากให้พี่ทำยังไงดีครับ พี่ไปแป๊บเดียวแล้วรีบกลับมา หรือหนูอยากให้พี่ปฏิเสธท่าน แล้วอยู่กับหนูคืนนี้ พี่เลือกหนูก่อนเสมอครับ บอกพี่มาเลยนะ พี่จะทำตามที่หนูสบายใจที่สุด”
แพรยิ้มอ่อน ๆ แล้วพูดเบา ๆ แต่ชัดเจน
“เรากินข้าวเสร็จแล้วพี่ค่อยไปก็ได้ค่ะ... หนูไม่เป็นไร หนูเข้าใจว่าพี่ต้องไปหาท่านอาจารย์อาวุธจริง ๆ
หนูกินเสร็จแล้วพี่ไปเลยนะคะ หนูกลับบ้านเองได้ พรุ่งนี้เจอกันที่ทำงานก็ได้ค่ะ”
พี่กรมองหน้าแพรนานนิดนึง สายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและลังเล แต่สุดท้ายก็พยักหน้าเบา ๆ
“...ครับ แพร พี่ขอโทษอีกครั้งนะครับ พี่จะรีบไปรีบกลับให้เร็วที่สุดเลย พี่จะไม่ดื่มเยอะ แล้วพี่จะโทรหาหนูทันทีที่เสร็จ พี่สัญญา
หนูดูแลตัวเองดี ๆ นะครับ พี่รักหนูมากเลย”
พี่กรจูบหน้าผากแพรเบา ๆ
หลังทานมื้อเย็นไปได้ครู่เดียวแล้ว พี่กรลุกขึ้นจากโต๊ะ เรียกพนักงานมาจ่ายเงิน ก่อนบอกลาแพรและเดินออกจากห้องส่วนตัวไป
แพรนั่งมองตามหลังพี่กรจนลับตา แล้วค่อย ๆ ก้มหน้าก้มตากินอาหารที่เหลือต่อเงียบ ๆ
แต่กินได้ไม่กี่คำ แพรก็หมดอารมณ์ เรียกพนักงานมาขอห่อกลับ แล้วเดินออกจากร้านคนเดียว
**คืนนั้น**
แพรกลับถึงบ้านคนเดียวอีกครั้ง
เปิดไฟห้องนั่งเล่นแค่ดวงเดียว นั่งกอดเข่าบนโซฟา รอสายจากพี่กร
แต่โทรศัพท์ยังเงียบอยู่
ตีหนึ่ง ตีสอง ตีสาม... ยังไม่มีสายเข้า ไม่มีข้อความ
แพรเริ่มง่วง แต่ก็ยังนั่งรอ จนหลับไปบนโซฟาแบบไม่รู้ตัว
เช้ามืดประมาณตีสี่กว่า ๆ
เสียงโทรศัพท์ที่สั่นเตือนในเวลาที่ฟ้ายังไม่สางทำให้แพรที่กึ่งหลับกึ่งตื่นบนโซฟา สะดุ้งสุดตัว หัวใจที่ล้าจากการรอคอยเต้นระรัวด้วยความหวัง
แพรหยิบขึ้นมาดู เป็นสายจากพี่กร
แพรกดรับทันที
“แพร...”
เสียงพี่กรแหบพร่า หอบเล็กน้อย ฟังดูเมานิด ๆ แต่ยังรู้ตัวอยู่
“พี่... พี่ขอโทษครับ พี่เพิ่งกลับถึงคอนโดเมื่อกี้
ที่ร้าน... ท่านอาจารย์อาวุธชวนดื่มเยอะจริง ๆ พี่พยายามบอกว่าต้องกลับ แต่ท่านไม่ยอมให้กลับเลย พี่เลยต้องนั่งจนจบ แล้วอ.วิภาเธอก็เมาหนักมาก พี่เลยต้องไปส่งเธอที่หอพัก เพราะเธอเมาจนไม่รู้เรื่องเลยครับ
พี่... พี่ไม่ได้ตั้งใจเลยนะแพร แต่ระหว่างไปส่ง... เธอเมาแล้วเผลอ... พี่ก็เผลอ... เรามีอะไรกันครับ แพร พี่ขอโทษจริง ๆ พี่ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป พี่เมาแล้วจำได้ไม่ค่อยชัด แต่พี่รู้ว่าพี่ผิด พี่ผิดมากจริง ๆ”
เสียงพี่กรสั่นจนแทบร้องไห้
“พี่... พี่ไม่กล้าบอกหนูเลย แต่พี่ไม่อยากโกหกหนู พี่รักหนูคนเดียวจริง ๆ พี่ไม่ได้ตั้งใจ พี่เมาแล้วเสียสติ พี่ขอโทษครับแพร... พี่ขอโทษจริง ๆ
หนู... หนูเกลียดพี่แล้วใช่ไหมครับ”
คำสารภาพนั้นสั้น แต่ทรงพลังพอที่จะหยุดลมหายใจของแพรไปชั่วขณะ
โลกทั้งใบที่แพรพยายามประคับประคองมาตลอดคืน พังครืนลงมาต่อหน้า แสงสลัวจากไฟดวงเดียวในห้องนั่งเล่นสะท้อนน้ำตาที่ไหลอาบแก้มอย่างไร้เสียง
ความเจ็บปวดครั้งนี้มันต่างจากตอน อ.วิภา มาแทรกเรื่องงาน เพราะครั้งนี้มันคือ "ความทรยศ" > 'พี่บอกว่ารักหนู... พี่บอกว่าเลือกหนูหน้าห้องทำงานต่อหน้าทุกคน แต่สุดท้ายพี่ก็กลับไปหาเขา พี่ไปนอนกับเขาในวันที่หนูนั่งรอพี่จนเช้า'
ความคิดนี้วนเวียนอยู่ในหัวแพรเหมือนค้อนที่ทุบลงบนใจซ้ำๆ
เสียงพี่กรที่สั่นเครือและคำขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ได้ทำให้แพรรู้สึกดีขึ้นเลย แต่มันกลับทำให้เธอรู้สึกสมเพชตัวเอง ที่เชื่อในคำสัญญาเหล่านั้น
เธอนึกถึงภาพ อ.วิภา ที่เมามายในอ้อมกอดของพี่กร... ภาพที่พี่กรบอกว่าเผลอ แต่มันคือการทำลายชีวิตของแพรทั้งเป็น
แพรไม่ได้กรีดร้อง ไม่ได้ด่าทอสายที่โทรมา เธอเพียงแค่ถือโทรศัพท์ค้างไว้ด้วยมือที่เย็นเฉียบ น้ำตาหยดลงบนหลังมือที่พี่กรเคยจูบเมื่อเย็นวาน... รอยจูบที่ตอนนี้ดูสกปรกจนเธออยากจะขูดมันทิ้ง