ซูเจียวเจียวเห็นว่ายังเช้าอยู่จึงตั้งใจจะอ่านหนังสือต่ออีกสักหน่อย
ทันใดนั้น‘พรึ่บ!’ ไฟก็ดับลง
ที่แท้เป็นฝีมือของหลี่จินฮวาที่จงใจปิดไฟนั่นเอง
ซูเจียวเจียวปิดหนังสือตัดสินใจนอนซะเลย พรุ่งนี้ค่อยอ่านต่อก็ยังไม่สายเพราะช่วงนี้เธอกับอาหมิงไม่ต้องไปทำงาน จึงมีเวลาเหลือเฟือที่จะอ่านหนังสือ
ทว่าดวงตาของเซียวหยวนหมิงกลับฉายแววดุดันขึ้นมา
ในความมืดเสียงหัวเราะเยาะเหยียดหยามของหลี่จินฮวาดังขึ้น “ก็แค่พวกชาวนาคิดจะทำตัวเป็นผู้มีการศึกษา เอาแต่ถือหนังสือทั้งวันนึกว่าตัวเองเป็นปัญญาชนชั้นสูงหรือไง!”
ซูเจียวเจียวไม่พอใจขึ้นมาทันทีเธอว่าเธอได้ แต่จะมาว่าอาหมิงของเธอไม่ได้!
ซูเจียวเจียวผู้ซึ่งปกติไม่ใคร่จะใส่ใจเรื่องหยุมหยิมรีบโต้แย้งกลับไปทันทีว่า “พวกเราอ่านหนังสือแล้วมันหนักหัวใครหรือไง?”
ขณะพูดก็ลงจากเตียงสวมรองเท้าแล้วเดินไปเปิดไฟอีกครั้ง
หลังจากเปิดไฟซูเจียวเจียวก็กลับไปนอนบนเตียงตามเดิม
“ก็ฉันจะนอนแล้ว แต่พวกเธอกลับจงใจเปิดไฟ คิดว่ามันรบกวนคนอื่นไหมล่ะ?พวกเธอทำให้ลูกชายของฉันพักผ่อนไม่ได้นะ!” หลี่จินฮวาจงใจเดินไปปิดไฟอีกครั้ง
ซูเจียวเจียวเดินไปเปิดไฟอีกรอบ“นี่ยังไม่ถึงหนึ่งทุ่มครึ่งด้วยซ้ำ คุณบอกว่าจะนอนแล้วเนี่ยนะ?คุณจะนอนหลับได้จริงๆ เหรอคะ?”
“ฉันหลับได้แน่นอน! แต่เพราะพวกคุณเปิดไฟไง ฉันก็เลยนอนไม่หลับ!” หลี่จินฮวาตะคอก ก่อนจะป้ายน้ำลายเหนียวๆ ลงบนสวิตช์ไฟแล้วยังขยี้ขี้มูกแปะทับลงไปอีก “ถ้าแน่จริงก็เปิดดูสิ!”
ซูเจียวเจียว"…"
แม้ในห้องจะมืดแต่ก็ไม่ได้มืดสนิท
อาศัยแสงไฟจากทางเดินเธอจึงมองเห็นการกระทำของหลี่จินฮวาได้อย่างชัดเจน
แต่ไม่คาดคิดว่าหลี่จินฮวาจะหยาบคายถึงเพียงนี้!น่ารังเกียจจริงๆ!
เพื่อให้เธอรู้สึกขยะแขยงถึงขนาดทำเรื่องแบบนี้ได้ น่าเหลือเชื่อจริงๆ!
เฮ้อ...ช่างเถอะ อยู่ห้องเดียวกันนี่มันวุ่นวายจริงๆอีกแค่สองวันอาหมิงก็จะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว
หลี่จินฮวาเห็นซูเจียวเจียวเดินกลับไปที่เตียงในความมืดก็เชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ฮึ่ม! คิดจะมาสู้กับเธองั้นหรือ ยังอ่อนหัดนัก!
“ผัวะ!”
ทันใดนั้นในความมืดมืออันแข็งแรงข้างหนึ่งก็กดท้ายทอยของหลี่จินฮวาไว้แล้วกดเธอแนบกับผนังโดยตรงจนใบหน้าหันไปทางสวิตช์ไฟและบังเอิญไปแตะโดนสวิตช์ไฟพอดี น้ำลายเหนียวๆที่เธอเพิ่งถ่มลงไปและขี้มูกที่แปะไว้ก็ละเลงเต็มหน้า!
หลี่จินฮวาแทบจะอาเจียนออกมา
แล้วไฟก็สว่างขึ้นอีกครั้งภายใต้แรงกดดันนั้น
ซูเจียวเจียวกะพริบตาโตสีดำสนิทมองดูฉากนี้ด้วยความประหลาดใจ
อาหมิงของเธอเก่งกาจจริงๆ!
ระบายความแค้นให้เธอได้สาแก่ใจสุดๆ!
ไม่อย่างนั้นเธอก็ไม่รู้จะจัดการกับมนุษย์ป้าไร้เหตุผลคนนี้อย่างไรดี
ราวกับบัณฑิตเจอทหารพูดกันด้วยเหตุผลไม่รู้เรื่อง
“เซียวหยวนหมิง ไอ้สารเลว ไอ้บ้า ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้!”
หลี่จินฮวาถูกบีบคอเธอบิดหน้าไปมองเซียวหยวนหมิงด้วยความโกรธ แล้วตะโกนด่าทอ
เซียวหยวนหมิงมีสีหน้าเย็นชา“อย่าให้ผมเห็นคุณรังแกภรรยาของผมอีกเด็ดขาด!”
พูดจบเขาก็ชูกำปั้นใหญ่แข็งกระด้างขึ้นมา ขู่จนหลี่จินฮวารีบหลับตาลงแล้วส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนออกมา
เซียวหยวนหมิงปล่อยมือออกแล้วมองหลี่จินฮวาด้วยสายตาเย็นชาสุดขีด “ไปเช็ดสิ่งน่ารังเกียจบนสวิตช์นั่นให้เกลี้ยงซะ”
หลี่จินฮวาตั้งใจจะโต้แย้งแต่เมื่อเห็นสายตาเย็นชาที่ราวกับจะกลืนกินคนของเซียวหยวนหมิงเธอก็ได้แต่พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง จากนั้นพอเธอออกจากห้องผู้ป่วยก็ร้องไห้คร่ำครวญว่าเซียวหยวนหมิงทำร้ายคนแก่ กดเธอแนบกับผนังแล้วทุบตี
พยาบาลและผู้อำนวยการโรงพยาบาลได้ยินเสียงดังจึงออกมาสอบถามหลี่จินฮวาพูดจาหยาบคายทุกอย่างที่นึกออก โดยกล่าวว่าเซียวหยวนหมิงเป็นคนไร้มารยาทบังอาจทำร้ายคนแก่
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่จินฮวาความโกรธที่ซูเจียวเจียวพยายามอดกลั้นไว้ก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง“หลี่จินฮวา คุณก็อายุมากแล้ว แต่กลับทำเรื่องไร้ยางอายแบบนี้ห้องนี้ไม่ได้มีแค่คนบ้านคุณคนเดียว เรื่องจริงเป็นยังไง คุณก็ย่อมรู้ดีกว่าพวกเรา”
สีหน้าของเซียวหยวนหมิงเย็นชาลงทันทีร่างกายของเขาแผ่รัศมีความเย็นชาที่ใครๆ ก็ไม่อาจเข้าใกล้
ซูเจียวเจียวเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังผู้อำนวยการและพยาบาลฟังจบก็มองไปที่ผนัง ก็พบว่ายังมีคราบน้ำลายเหนียวๆและรอยเช็ดขี้มูกเหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง นี่ทำให้ทุกคนต่างก็พูดไม่ออกทันที
ยายแก่คนนี้กลับดำเป็นขาวได้เก่งจริงๆ!
หากไม่ใช่เพราะยุวชนซูอธิบายละก็พวกเขาก็คงเกือบถูกยายแก่นี่หลอกแล้ว!
ร่องรอยบนผนังหลอกคนไม่ได้
เมื่อคำโกหกของหลี่จินฮวาถูกเปิดโปงสีหน้าของหญิงชราก็พลันเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง เธอรู้สึกไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้รู้สึกละอายใจแม้แต่น้อย
ผู้อำนวยการสั่งให้หลี่จินฮวาเช็ดคราบสกปรกบนสวิตช์ออกตอนแรกหลี่จินฮวาไม่ยอม แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นหมอที่ดูแลลูกชายของเธอกลัวว่าลูกชายจะถูกกลั่นแกล้งในการรักษา จึงได้แต่ยอมหยิบผ้าเปียกที่ชุบน้ำมาเช็ด
ซูเจียวเจียวกล่าวว่า“อย่าใช้ผ้าเปียกนะคะ แบบนั้นจะโดนไฟดูดได้ง่ายๆ”
หลี่จินฮวาไม่เชื่อเลยสักนิดแถมยังเบะปากอย่างดูถูกอีกต่างหาก ในใจเธอเชื่อมั่นว่าซูเจียวเจียวจงใจขู่เช่นนั้น
หลี่จินฮวาก็เอาผ้าเช็ดตัวเปียกชุ่มปิดทับสวิตช์ทันทีน้ำก็ซึมเข้าไปในสวิตช์ สวิตช์ไฟสมัยนั้นกันน้ำได้ไม่ดีเท่าสมัยนี้อยู่แล้ว
ตอนแรกหลี่จินฮวายังไม่รู้สึกอะไรแต่หลังจากนั้นก็รู้สึกมือชาไปทั้งสองข้าง ตัวสั่นจากการโดนไฟดูดแล้วก็กระเด็นออกมาทันที
เธอร้องโอ๊ยเสียงดังผ้าเช็ดมือในมือก็หล่นลงพื้น
ซูเจียวเจียวถอนหายใจอย่างพูดไม่ออกคนอะไรดีชั่วไม่ฟัง โชคดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหากเป็นเช่นนั้นคงเกิดเรื่องใหญ่แน่!
หลี่จินฮวาเมื่อรู้ว่าซูเจียวเจียวพูดจริงก็รีบใช้ผ้าแห้งมาเช็ด
ซูเจียวเจียวกับเซียวหยวนหมิงเอนกายลงบนเตียงพลางมองใบหน้าอันเย็นชาและถมึงทึงของเขาซูเจียวเจียวใช้ปลายนิ้วเกาลงบนฝ่ามือของเขาอย่างแผ่วเบา
เสียงอ่อนหวานนุ่มนวลของหญิงสาวดังขึ้นข้างหูเขา“เราอย่าไปถือสาคนแบบนั้นเลยค่ะ เดี๋ยวจะหัวเสียเปล่าๆ”
เซียวหยวนหมิงส่งเสียงตอบในลำคอเบาๆ
หลี่จินฮวาพูดอะไรเขาไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
เขาคิดอยู่แต่ว่าจะสั่งสอนหลี่จินฮวาอย่างไรให้หลาบจำเพื่อเป็นการสั่งสอนให้หล่อนรู้สำนึกว่า ไม่ใช่ใครก็ได้ที่เธอจะหาเรื่องใส่ตัว!
อีกทั้งคนอย่างหลี่จินฮวาเป็นพวกชอบรังแกคนอ่อนแอหากไม่สั่งสอนให้เข็ดหลาบ หล่อนคงกำเริบเสิบสาน เหยียบย่ำกันให้จมดิน
หลังจากหลี่จินฮวาใช้ผ้าแห้งเช็ดสวิตช์แล้วเธอก็ปิดไฟอีกครั้ง
หากเธอไม่มีความสุขคนอื่นก็อย่าหวังว่าจะมีความสุขเลย!
โดยเฉพาะเซียวหยวนหมิงกับซูเจียวเจียวพวกเธออยากอ่านหนังสืองั้นหรือ ไม่มีทาง!
ขณะนั้นจางเหม่ยจวี๋ก็ยกอ่างน้ำร้อนมากำลังเตรียมนำไปเช็ดตัวให้ลู่เหว่ยหมิน
อาการบาดเจ็บของลู่เหว่ยหมินค่อนข้างหนักกว่าเซียวหยวนหมิงเซียวหยวนหมิงส่วนใหญ่เป็นแผลถลอก แต่ลู่เหว่ยหมินซี่โครงหักไปหนึ่งซี่และข้อเท้าพลิก จึงขยับตัวไม่ได้ ดังนั้นจางเหม่ยจวี๋จึงต้องดูแลทุกเรื่องเอง
หลังจากตักน้ำกลับมาถึงห้องจางเหม่ยจวี๋ก็พบว่าภายในมืดสนิท เธอเผลอเตะอะไรบางอย่างเข้าทำให้ทั้งร่างเสียหลักล้มลง น้ำร้อนที่ยกมาก็หกกระเด็นไปทั่ว
“กรี้ดดดดดด!”
ในความมืดมีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นสองครั้งติดๆกัน