หลังจากที่เตรียมของเสร็จแล้วทั้ง 4 คนก็พร้อมใจกันเดินขึ้นเขาไปทันที จื้อโหยวนั้นแม้ในใจจะแอบบ่นก่นด่าพระเ้าอยู่ไม่น้อยที่ให้นางตายไปแล้วก็ไม่ให้ตายไปเลยหรือเกิดใหม่ทั้งทีแต่ไม่ได้อยู่ในร่างของเด็กทารกแต่ให้มาอยู่ในร่างคนที่บังเอิญมีชื่อแซ่เดียวกับตัวเอง ยังดีที่ไม่ลบความสามารถและความทรงจำก่อนตายของนาง
“ข้าขอโทษเ้านะภรรยา ที่ทำให้เ้าต้องลำบาก”
“หาใช่ความผิดของท่านเ้าค่ะ ถือเสียว่าเรามีชะตาต้องกัน ข้าเชื่อว่าในวันข้างหน้าพวกเราจะต้องมีความเป็อยู่ที่ดีขึ้นเ้าค่ะ”
ทั้งสี่คนเดินมาจนถึงป่าไผ่อวิ๋นเซียวแยกกับทั้งสามคนตรงนี้ เขาเพียงกำชับว่าให้นางและน้องๆดูแลตัวเองให้ดีและอย่าเข้าไปในป่าลึกอาจจะพบเข้ากับสัตว์ป่าอันตรายได้
ซึ่งทั้งสามคนก็รับปาก แต่เว่ยจื้อโหยวนั้นแม้ในใจนางรับปากแต่ไม่แน่ว่านางอาจจะไม่ทำตามก็เป็ได้ หากว่านางยังไม่เจออะไรที่สามารถนำมากินเป็อาหารได้จำเป็จะต้องเดินเข้าป่าลึกไปอีกหน่อย อย่างน้อยๆให้มีอะไรติดไม้ติดมือออกมาบ้าง
นางทะลุมิมิมาแต่ตัวพรวิเศษหรือก็ไม่มี มีเพียงแค่สองมือและความทรงจำและความสามารถติดมาเท่านั้น นี่จะไม่เป็การรังแกกันมากไปหรอกหรือ
“เฮอะ ไม่ยุติธรรมเลยไม่แน่ว่าจะได้อดตายแล้วจริงๆยากจนข้นแค้นเสียขนาดนี้ คงได้ตายรอบสอง หวังว่าท่านจะให้ข้าตายไปเสียจริงๆนะเ้าคะ พระเ้าช่างกลั่นแกล้งข้าเสียจริงๆ”เว่ยจื้อโหยวเดินไปบ่นไป
“พี่สะใภ้ ท่านว่าอันใดนะขอรับ ข้าได้ยินไม่ถนัด”
“ไม่มีอะไรข้าแค่คิดดังไปหน่อย เราเดินกันมาตั้งนานแล้วยังไม่เจออะไรเลยนะอาซวน”
“ป่าแถวนี้ชาวบ้านมาหาของป่าเป็จำนวนมากแล้ววันนี้พวกเราก็มาช้า ก็คงไม่เหลืออะไรให้เราเก็บแล้วขอรับ"
“นั่นสิเ้าคะพี่สะใภ้แล้วแบบนี้เราจะทำยังไงกันดีเ้าคะ”
“เอาเถอะพวกเราลองเดินเข้าไปอีกหน่อยหากไม่เจออะไรจริงๆก็คงจะต้องกลับไปมือเปล่า แต่ข้าจะไม่ยอมกลับบ้านไปมือเปล่าหรอกนะ”
“เช่นนั้นพวกเราเดินต่อไปอีกหน่อยก็แล้วกันนะขอรับ”
“ข้าหวังว่าจะพบเจอสมุนไพรหายากและล้ำค้าจะได้นำไปขายแล้วนำเงินไปจ่ายกับหัวหน้าหมู่บ้านพี่ใหญ่จะได้ไม่ต้องไปเป็ทหาร ข้าเกลียดา หากพี่ใหญ่ไม่อยู่ บ้านใหญ่จะต้องมารังแกพวกเราอีกแน่เลยเ้าค่ะพี่สะใภ้”
“เชื่อใจพี่สะใภ้ได้เลย ข้ายะไม่ยอมให้ป้าสะใภ้มหาภัยมารังแกพวกเราได้อีก ที่ผ่านมาเป็เพราะข้ายอมให้คนอื่นรังแกถึงได้มีสภาพเช่นนี้ หลังจากที่ข้าผ่านความเป็ความตายมาข้าตั้งใจว่าต่อไปนี้ใครมารังแกข่มเหงข้า ข้าจะไม่ยอมอีกต่อไป พี่สะใภ้คนนี้จะสู้เพื่อพวกเ้าเอง”
“ขอบคุณพี่สะใภ้มากเ้าค่ะ”
“ข้าก็ขอบคุณพี่สะใภ้เช่นกันขอรับ”
“ไม่ต้อง ไม่ต้องขอบคุณข้า พวกเราเป็ครอบครัวเดียวกันแล้ว ย่อมเป็หน้าที่ข้าที่จะปกป้องพวกเ้าในตอนที่พี่ใหญ่ของพวกเ้าไม่อยู่”
ในตอนที่ทั้งสี่คนเข้าป่าไปแล้วนั้น มีม้าเร็วจากทางการมาส่งหนังสือที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน เนื้อหาในจดหมายระบุว่าให้ชายหนุ่มที่มีอายุครบ 15 หนาว เข้าร่วมกองทัพไปรบที่ชายแดนเพื่อช่วยปกป้องบ้านเมือง และยกเลิกการจ่ายเงินทดแทน 10 ตำลึงเงินแทนการไปร่วมรบ ซึ่งหมายความว่าทุกคนที่อายุครบ 15 หนาวจะต้องเข้าร่วมรบครอบครัวละ 1คน
หัวหน้าหมู่บ้านอ่านเนื้อความในจดหมายที่ทางการส่งมาให้เขาได้แต่ถอนใจ แน่นอนว่า 1ครอบครัวต่อ 1คน จะต้องส่งคนเข้าร่วมกองทัพไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้แล้ว ตอนนี้มีเงิน 10 ตำลึงทองก็ไม่อาจช่วยให้รอดพ้นได้ในตอนนี้
อวิ๋นเซียวตั้งหน้าตั้งตาตัดไม้ไผ่จนได้กองใหญ่ จากนั้นเขาก็ค่อยๆขนลงไปไว้ที่สวนหลังบ้านจากนั้นเขาก็เดินกลับมาขนกลับไป เขาทำอยู่อย่างนั้นหลายรอบจนไม้ไผ่ที่ตะดเอาไว้หมด จากนั้นเขาก็เริ่มตัดไม้ไผ่ต่อเพราะเท่าที่เขาขนลงไปยังไม่พอสำหรับล้อมรั้วที่ดิน 3หมู่ของเขา
ตัดมาที่จื้อโหยวและน้องสามีทั้งสอง หลังจากที่เดินเข้าป่ามานานสองนานก็ได้เพียงผักป่าเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งสามคนไม่ย่อท้อและเดินมุ่งหน้าเข้าป่าไปลึกไปเรื่อยๆ โดยที่ทั้งสามคนได้ลืมไปเสียสนิทว่าตัวเองได้รับปากพีี่ชายและสามีว่าจะไม่เข้าไปในป่าลึก
“อาเฟย อาซวน พวกเ้ารู้หรือไม่ว่า เหตุใดชาวบ้านไม่จับปลาในลำธารไปกิน เท่าที่ข้าเห็นปลาเยอะมากลำธารหลังบ้านพวกเราเองก็มีปลาเยอะมากเช่นกัน”
“ปลาว่ายน้ำเร็วถึงเพียงนั้นต่อให้อยากจะจับพวกมันมาทำอาหารก็คงยากขอรับ ขนาดพี่ใหญ่ถือว่าพอมีฝีมือล่าสัตว์อยู่บ้างยังจับไม่ได้เลย นานๆจะจับได้สักตัวขอรับ ต่อให้อยากกินขนาดไหนก็คงทำได้แค่มองเท่านั้น”
“อ่อ เป็เช่นนี้นี่เอง ข้าเข้าใจแล้ว เอาเป็ว่ากลับไปแล้วข้าจะลองไปจับปลาดูบ้าง แล้วปูกับกุ้งเล่าเหตุใดถึงไม่จับมาทำอาหาร”
“พี่สะใภ้ขอรับ เปลือกแข็งออกปานนั้นจะกินยังไงเล่าขอรับ ”
“อ่อ ไม่รู้วิธีกินนี่เอง เช่นนั้นก็ดีแล้วจะได้มีอาหารเพิ่ม”
“พี่สะใภ้ รู้วิธีกินหรือเ้าคะ”
“แน่นอน ว่ารู้เอาไว้กลับบ้านแล้วเราไปจับมาทำอาหารกันรับรองว่าพวกเ้าจะต้องชอบแน่”
“ขอรับ ข้าเชื่อพี่สะใภ้ขอรับ”
“โอ๊ะ เห็ดหอมล่ะ มาช่วยข้าเก็บเห็ดหอมเร็วเข้า ดอกใหญ่มาก”
“พี่สะใภ้ท่านโชคดีจริงๆเห็ดหอมตากแห้งมีราคาแพงมาขอรับ ”
หลังจากที่จื้อโหยวเจอเห็ดหอม ในเวลาต่อมาพวกเขาก็เจอกับเห็ดหูหนูดำ เมื่อเก็บเห็ดจนหมดแล้วพวกเขาจึงเดินต่อ ด้วยความดีใจที่สามารถเก็บผักป่าและเห็ดได้เป็จำนวนมาก ทำให้พวกเขาทั้งสามคนเดินเข้าป่าลึกไปโดยไม่ทันได้รู้ตัว
ยิ่งเดินเข้าป่าลึกไปมากเท่าไหร่ผลการเก็บเกี่ยวย่อมมีมากขึ้นในตอนที่ทุกคนกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บผักป่าอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรวิ่งมาทางพวกเขา ด้วยความใเว่ยจื้อโหยวหันหลังกลับไปมองว่าเ้าของเสียงวิ่งนี้เป็ตัวอะไรนางได้แต่หวังว่าจะไม่ใช่สัตว์ป่าดุร้าย
เ้าหมูป่าที่วิ่งหนีตายมาจากฝูงหมาป่า มันวิ่งเร็วสุดฝีเท้าโดยไม่สนใจว่าข้างหน้าจะมีอะไรขวางอยู่หรือไม่ ขอเพียงแค่มันรอดพ้นจากเ้าฝูงหมาป่าพวกนั้นได้ก็พอแล้ว มันเองก็ย่อมอยากรักษาชีวิตของตัวเองเอาไว้เพียงเท่านั้น
เมื่อเว่ยจื้อโหยวเห็นว่าเ้าของฝีเท้าเป็หมูป่าตัวใหญ่ ด้วยความในางจึงหันไปบอกน้องๆทั้งสองคนให้ปีนขึ้นไปบนต้นไม้หลังหินก้อนใหญ่ด้านหน้า
“อาซวน อาเฟย แย่แล้วหมูป่ากำลังวิ่งมาทางนี้ พวกเ้ารีบขึ้นไปบนต้นไม้หลังก้อนหินเร็วเข้า”
“อะไรนะ มะ..หมูป่าหรือ แย่แล้ว ตายแน่ๆ พี่รองเร็วเข้า พี่สะใภ้เร็วเ้า วิ่งขอรับวิ่ง”
เว่ยจื้อโหยวกลัวว่าทั้งสองคนจะปีนขึ้นต้นไม้ไม่ทัน นางจึงจับน้องสามีให้ขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ ส่วนตัวเองคิดว่าคงหนีไม่ทันแล้วได้แต่หลบอยู่หลังก้อนหินก้อนให้ ส่วนเ้าหมูที่หลับหูหลับตาวิ่งไม่มองทางเพราะกลัวว่าฝูงหมาป่าจะวิ่งตามมาทันทำให้มันมองไม่เห็นว่าข้างหน้ามีหินก้อนใหญ่ขวางอยู่
“ปัง!!” หมูป่าที่วิ่งมาด้วยความเร็วพุ่งเข้าชนกับหินก้อนใหญ่อย่างจัง อนิจจาหนีรอดเงื้อมมือหมาป่ามาได้ตั้งนานเหตุใดมันถึงมาตายเพราะก้อนหินด้วย หมูป่าตายลงไปทั้งที่ใจไม่ยินยอม
“เอ่อ.. พี่สะใภ้ เหตุใดมันถึงไม่หลบก้อนหินเล่าขอรับ มันจงใจฆ่าตัวตายใช่หรือไม่”
“ข้าเองก็ไม่รู้ หรือว่ามันจะตาบอด”
“เล่นเอาข้าตกอกใหมด ข้ากลัวจนฉี่จะราดแล้วเ้าค่ะ”
“พวกเ้าลงมา เราต้องรีบไปแล้ว หากว่าเราอยู่ที่นี่อาจจะมีสัตว์ร้ายตามกลิ่นเืมาก็ได้ เร็วเข้า”
“ขอรับ แล้วหมูป่าเล่า เราจะทิ้งเอาไว้อย่างนี้หรือขอรับ”
“ไม่ทิ้งแล้ว เ้าจะให้พี่สะใภ้แบกไปหรือ เราเองก็ยังเด็กนะอาซวนถึงแม้ว่าข้าจะเสียดายก็ตามที แต่ข้าเองก็ยังไม่อยากเป็อาหารสัตว์ในป่านี่หรอกนะ”
“พวกเ้าไม่ต้องห่วง พี่สะใภ้จะแบกเ้าหมูนี่ไปเอง ไปกันเถอะ”
ถึงแม้เด็กน้อยทั้งสองคนจะไม่พูดอะไรแต่ในแววตากลับมีคำถาม “พี่สะใภ้ตัวท่านก็เล็กผอมบางขนาดนี้จะแบกหมูป่าตัวใหญ่ไปได้เช่นไร ไม่แน่ว่าหากเป็พี่ยังก็ยังไม่สามารถจะแบกมันไปได้ด้วยตัวคนเดียว”
แต่เมื่อทั้งสองเห็นพี่สะใภ้ของตัวเองยกหมูป่าตัวใหญ่ขึ้นพาดบ่า อีกทั้งนางยังเดินออกจากป่าไปด้วยความรวดเร็วประหนึ่งว่าที่นางแบกอยู่นั้นเบาดุจปุยนุ่น ทั้งสองคนวิ่งตามหลังพี่สะใภ้ออกจากป่าไปด้วยความโง่งม
เมื่อนางเห็นว่าเดินออกจากป่ามาไกลจนเกือบจะถึงป่าไผ่ที่สามีนางกำลังตัดไม้ไผ่อยู่นั้น เว่ยจื้อโหยวก็หยุดเดินและวางหมูป่าลงตัวนางเองก็นั่งลงด้วยความเหนื่อยล้า เพราะร่างกายยังไม่ฟื้นเต็มสิบส่วน ถึงนางจะหายดีแล้วแต่ร่างกายนี้นับว่าอ่อนแออยู่บ้างเพราะขาดสารอาหาร
“โอย เหนื่อยมาก ข้าเดินต่อไปไม่ไหวแล้ว”เว่ยจื้อโหยวพูดออกมาพร้อมกับทิ้งตัวลงนอนข้างหมูป่า
“พี่สะใภ้่ท่านเป็อะไรขอรับ ไหวหรือไม่ หรือไม่สบายตรงไหน”
“ข้าไม่เป็ไรแค่เหนื่อย อาเฟยเ้าไปตามพี่ใหญ่ของเ้ามาเอาหมูตัวนี้กลับบ้านไป ข้าไม่ไหวแล้วหากพี่ใหญ่ของพวกเ้าถามว่าพวกเราเข้าป่าลึกไปหรือไม่ พวกเ้าต้องบอกว่า เ้าหมูตัวนี้วิ่งหนีอะไรมาถึงป่าชั้นนอกที่พวกเราหาของป่ากันและมันวิ่งชนก้อนหินตายเอง และพวกเราไม่ได้เข้าไปในป่าลึกเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจขอรับ”
“เข้าใจเ้าค่ะ”
“อือ เช่นนั้นเ้าไปตามพี่ใหญ่เ้ามา”
“เ้าค่ะพี่สะใภ้ อาซวนดูแลพี่สะใภ้ด้วย”
"ขอรับพี่รอง
อวิ๋นเฟยรีบเดินมุ่งหน้าตรงไปป่าไผ่ที่พี่ชายของนางอยู่ อวิ๋นเซียวที่หันไปเห็นน้องสาวเดินมาเขาก็ขมวดคิ้วมองด้วยความสงสัยทันที ภรรยาและน้องชายของเขาหายไปที่ใดแล้วเหตุใดจึงมีเพียงน้องสาวกลับมาเพียงแค่คนเดียว
“พี่ใหญ่ ไปช่วยพี่สะใภ้ที่ชายป่าทีเ้าค่ะ”
“นางเป็อะไร เกิดอะไรขึ้น” เขาถามน้องสาวแต่ไม่รอเอาคำตอบก็มุ่งหน้าวิ่งไปยังทิศทางที่น้องสาวชี้ทันทีด้วยความร้อนใจ
“อ้าว ข้ายังพูดไม่จบเลยพี่ใหญ่ รอข้าด้วย”