“เอาล่ะ นักเรียนสาขาศาสตร์แห่งเวทมนตร์มาครบกันแล้วสินะ ในฐานะที่ฉันเป็นอาจารย์ประจำชั้นปี 2 ขอสวัสดีทุกคนที่ยังคงมีชีวิตรอดมาจนถึงปีนี้”
อาจารย์วิเอร่ากวาดตามองไปรอบๆ สอดส่องสายตาสำรวจนักเรียนทุกๆคนของสาขาศาสตร์แห่งเวทมนตร์ที่มารวมตัวกัน ไม่ว่าจะเป็นสาขานักเวทย์เพลิง นักเวทย์ลม นักเวทย์ธาตุดินหรือจะเป็นนักเวทย์สาขาต่างๆล้วนมารวมกันเพื่อฟังเกี่ยวกับหลักสูตรปี 2 ที่พวกเขาจะต้องทำร่วมกัน
แอนเดอร์สันได้กวาดตามองไปรอบๆเพื่อสำรวจดูว่าตัวแทนของตระกูลใหญ่ที่เข้าเรียนในปีนี้เหลืออยู่มากไหมนั้น เขาก็ได้หันมองไปยังโซเดียร์ที่ยังไม่ได้เลือกฝ่ายใดเช่นเดิม ถึงอย่างนั้นตระกูลไลท์สเปียร์ของเธอก็ยังไม่ถูกเล่นงาน เนื่องจากว่ายังไม่เคยมีประวัติร่วมมือกับใครมาก่อน พี่ชายของเขาจึงทำเพียงแค่ส่งคนไปติดต่อกับตระกูลไลท์สเปียร์เพียงเท่านั้น
แต่สำหรับตระกูลโซเยอร์ของจอร์จกลับตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต่างกัน พวกเขาเลือกที่จะเข้าร่วมกับนายน้อย 6 ของตระกูลแลนเซอร์ ที่ถูกเขาเล่นงานด้วยข้อกล่าวหา ฆ่าปิดปากตระกูลเวลเลสและตระกูลโจชัว ส่งผลให้ตระกูลที่อยู่กับนายน้อย 6 ถอนตัวแยกย้ายซบนายน้อยคนใหม่ ซึ่งการแยกย้ายที่เกิดขึ้นทำให้ตระกูลโซเยอร์กลายเป็นกลุ่มอำนาจสำรองเท่านั้น การที่พวกเขาย้ายฝ่ายหลังจากพ่ายแพ้จึงได้ผลประโยชน์จากนายน้อยคนใหม่ที่เข้าร่วมน้อยมาก และยังเสี่ยงถูกใช้ให้ไปแนวหน้ามากกว่ากลุ่มแรกที่เข้าร่วม
“โทษฉันไม่ได้ล่ะนะ”
แอนเดอร์สันหันมองอาจารย์วิเอร่าที่เลื่อนชั้นมาดูแลพวกเขาในปี 2 เช่นเดิม ภายใต้การพูดทักทายนักเรียนปี 2 ในช่วงวันแรกของการเปิดเทอมในที่สุดเนื้อหาที่จะพูดกันก็มาถึงช่วงสำคัญ
“เอาล่ะ หลายคนคงอยากรู้แล้วว่าหลักสูตรของปี 2 ทุกคนจะต้องทำอะไร หลายคนอาจจะรู้จากรุ่นพี่แล้ว แต่เพื่อให้มันชัดเจนและรู้ไปในทางเดียวกัน ฉันจะขอประกาศว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หลักสูตรปี 2 จะใช้ระบบภารกิจ”
นักเรียนปี 2 รู้สึกตื่นเต้น ในปีแรกหลายคนพยายามฝึกตัวเองและทำความเข้าใจกับเวทมนตร์จนไม่ได้ล่า ในช่วงปี 2 ที่พวกเขาก้าวขึ้นมาจึงทำให้รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยที่จะได้เดินทางไปล่ามอนสเตอร์ตามภารกิจของวิทยาลัย
“สำหรับภารกิจ ใน 1 เดือนจะมีภารกิจปรากฎออกมา 1 ครั้ง ทุกคนสามารถจับกลุ่มกันได้ 10 คนต่อ 1 กลุ่มในการรับภารกิจ สิ่งที่พวกเธอทุกคนต้องทำคือ ตามล่ามอนสเตอร์ในภารกิจนั้นๆให้ได้ตามกำหนด หากเป็นภารกิจเอาชีวิตรอดก็ต้องทำตาม หรือหากเป็นภารกิจเก็บสมุนไพรที่ทางวิทยาลัยออกให้ ก็ต้องทำให้สำเร็จภายในเดือนนั้นๆ”
นักเรียนหลายคนตื่นเต้นมากกว่าเดิม เมื่อรู้ว่าพวกเขาจะได้กลายเป็นนักล่าเต็มตัว นอกจากจะทำตามที่วิทยาลัยระบุเอาไว้ได้แล้วยังมีโอกาสหาเงินจากการทำภารกิจอีกด้วย
แอนเดอร์สันที่เห็นนักเรียนหลายคนกำลังวาดฝันเอาไว้ไกล เขาจึงฉีกยิ้มเล็กน้อยเพราะนักเรียนเหล่านี้ยังไม่เคยเห็นโลกจริงว่ามันโหดร้ายแค่ไหน ภายในมิสเทอรี่ที่ก้าวขาเข้าไป มันไม่มีกฎใดๆคอยคุ้มกะลาหัว มีเพียงแค่ความสามารถที่เป็นเครื่องมือที่ทำให้พวกเขารอดจากสถานการณ์ต่างๆ
“ ไม่ใช่แค่ต้องล่าหรอกนะที่จำเป็นต้องทำ พวกเธอจำเป็นต้องล่าเพื่อให้คะแนนออกมาดีด้วย หากให้ฉันเล่าเกณฑ์ในการให้คะแนนคงเยอะจนเล่าไม่หมด เอาเป็นว่าฉันจะประกาศในบอร์ดของปี 2 ให้ไปอ่านเอง ”
“นี่มัน ถ้าทำได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็ไม่นับด้วย แบบนี้จะได้ขึ้นปี 3 ไหมเนี่ย!”
นักเรียนหลายคนมองดูเกณฑ์การให้คะแนนและมองดูคะแนนที่ใช้ในการเลื่อนชั้นไปยังปี 3 เมื่อรู้ว่าการทำภารกิจพลาดถึง 2 ภารกิจพวกเขาจะต้องเรียนซ้ำชั้นไปเรื่อยๆจนกว่าจะไม่มีภารกิจใดพลาด นักเรียนถึงขั้นวิตกกังวลใจ
“เอาล่ะ ในเมื่อพูดถึงหลักสูตรธรรมดาเสร็จแล้ว ฉันจะขอพูดถึงหลักสูตรพวกพิเศษที่มีพลังมากกว่าหลักสูตร คนพวกนั้นไม่ต้องบอกพวกเขาก็น่าจะรู้ตัว”
นักเรียนเริ่มเงียบ หลังจากอาจารย์วิเอร่าพูดจบนักเรียนก็เริ่มมองไปยังนักเรียนที่มาจากตระกูลใหญ่ที่ตอนนี้มีพลังเวทย์ขั้นต่ำอยู่ที่ 200 ปี จากพลังเวทย์ของพวกเขานี้การจะล่าในพื้นที่เขต 1 ตามภารกิจที่ทางวิทยาลัยมอบให้คงจบได้ใน 1 เดือน
“คนเหล่านี้ พวกเธอไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมหลักสูตรของวิทยาลัยก็ได้ เพียงแค่กลับมาสอบให้ทันก็พอ แต่เดี๋ยวก่อน มันยังมีงานให้พวกเธอต้องทำ การที่พวกเธอมีพลังมากไม่ใช่ว่าจะไม่ต้องทำภารกิจ เพียงแต่ภารกิจของพวกเธอนั้นทางวิทยาลัยได้มอบไปให้กับตระกูลและกลุ่มอำนาจของพวกเธอให้รับทราบแล้ว ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ภารกิจของผู้ที่มีพลังล้นเหลือคือการออกล่ากับคนในกลุ่มอำนาจของพวกเธอแล้วนำผลการล่าในครั้งนั้นๆส่งมอบให้กับวิทยาลัย ทางเรามีอาจารย์รอประเมินจากพวกเธออยู่”
“อาจารย์ครับ แล้วถ้าเกิดว่าเป็นคนที่มีพลังมากเกินชั้นเรียนแต่ไม่มีกลุ่มอำนาจหนุนหลังล่ะครับ”
แอนเดอร์สันยกมือสอบถาม เขาอยากรู้ว่าตัวเองถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ไหนเพราะจะได้ทำตามเงื่อนไขการเลื่อนชั้นถูก อย่างน้อยเขาก็ไม่อยากเป็นผู้ที่ถูกเขี่ยออกจากวิทยาลัยหรือผู้ที่ต้องเรียนซ้ำชั้น
“สำหรับเธอแอนเดอร์สัน มีหนังสือส่งมาให้เธอ ซึ่งวิทยาลัยไม่ใช่ผู้ประเมินแต่เป็นสหพันธ์”
แอนเดอร์สันพอจะเข้าใจได้ในทันทีเลยว่า สิ่งที่พ่อของเขาบอกให้เตรียมตัวเอาไว้คืออะไร หลังจากนี้เขาน่าจะถูกส่งไปแนวหน้าเพื่อทำงานร่วมกับสหพันธ์
“เอาล่ะ แต่ก่อนจะเริ่มชั้นปี 2 นี้ ฉันมีเรื่องสำคัญที่ต้องแจ้งให้ทราบกันถ้วนหน้าเพื่อเพิ่มโอกาสรอดของพวกเธอให้สูงขึ้นไปอีก”
นักเรียนทุกคนเงียบฟังสิ่งที่อาจารย์วิเอร่ากำลังเล่า
“สิ่งที่ทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้ในปี 2 นี้มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มันไม่ใช่เวทมนตร์ แต่มันคือศาสตร์ของนักรบ”
“อาจารย์ครับ ไม่ใช่ว่าศาสตร์ของนักรบหายไปหลายร้อยปีแล้วเหรอครับเราจึงเปลี่ยนมาใช้ศาสตร์แห่งนักเวทย์แทน”
นักเวทย์และนักรบ คือสิ่งที่มนุษย์ในอดีตแบ่งแยกกันออกอย่างชัดเจน นักเวทย์คือคนที่ฝึกเวทมนตร์เป็นหลัก ส่วนนักรบคือผู้ที่ฝึกอาวุธระยะประชิดเน้นไปที่การฝึกร่างกายควบคู่กับการใช้มานาน้อยนิดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ในช่วงหลังที่มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องทำให้มนุษย์สามารถแข็งแกร่งเท่านักเวทย์ได้ผ่านการพึ่งเทคโนโลยี ทำให้ศาสตร์แห่งนักรบค่อยๆหมดไป เหลือเพียงแค่ศาสตร์แห่งนักเวทย์
“ถามได้ดี อันที่จริงศาสตร์แห่งนักรบยังคงเหลืออยู่ แต่มันกลายเป็นศาสตร์ลับของตระกูลบางตระกูลไปแล้ว ทว่าสิ่งที่ฉันจะสอนในวันนี้คือศาสตร์พื้นฐานของนักรบที่ใช้สำหรับเคลื่อนไหวที่สามารถเรียนรู้ได้เมื่อเป็นนักเวทย์ 100 ปี”
สำหรับนักเรียนปี 2 ทุกคนเป็นนักเวทย์ 100 ปีทั้งหมดแล้ว จึงสามารถฝึกพื้นฐานของนักรบได้ทุกคน ในช่วงปี 1 นักเรียนทุกคนได้เรียนเวทย์และวิธีใช้เวทย์ร่วมกันกับอาวุธ แต่เมื่อขึ้นปี 2 สาขาศาสตร์เวทย์จะต้องเรียนรู้การต่อสู้ของนักรบเพิ่มเติมเข้ามาด้วยเพื่อให้พวกเขามีความสามารถในการหลบหลีก
“เอาล่ะ เพื่อให้อธิบายได้ง่ายขึ้น อาจารย์จะแสดงให้เห็นภาพก่อน”
วิ๊ง!
เวทย์เสริมความเร็วร่ายลงไปบนร่างของอาจารย์วิเอร่าจากนั้นเธอก็พุ่งตัวไปรอบๆนักเรียนด้วยท่าทางปกติทั่วไปไม่ต่างจากนักเรียนธรรมดา มีการเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา จากนั้นก็กลับมายังตำแหน่งเดิมเพื่อทำบางอย่าง แอนเดอร์สันที่ใช้เวทย์ตรวจสอบมองดูอาจารย์เขาก็พบว่าร่างกายของอาจารย์วิเอร่ามีบางอย่างแปลกไป เธอเหมือนจะมีมานาเพิ่มมากขึ้นจนส่งไอพลังลอยออกมานอกตัว
พรึ่บ!
การพุ่งตัวของอาจารย์วิเอร่าเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ทันใดนั้นเธอก็หักเลี้ยวด้วยท่าทางที่ดูนุ่มนวลกว่าเดิม ให้ความรู้สึกเหมือนกับกำลังเล่นสเก็ตน้ำแข็ง การเลี้ยวซ้ายและขวาดูนุ่มนวลแต่กลับรวดเร็วมากกว่าก่อนหน้า สามารถโยกย้ายตำแหน่งได้อย่างอิสระและลื่นไหล หากต้องการหนีออกมาตั้งหลักก็สามารถทำได้ง่าย หากจะวิ่งอ้อมไปด้านหลังศัตรูก็ทำได้รวดเร็ว หนำซ้ำมันยังลดแรงที่ต้องใช้ในการเลี้ยวลงไปมาก แอนเดอร์สันที่พบเทคนิคใหม่ที่เขาไม่เคยใช้มาก่อนจึงรู้สึกสนใจ
“เห็นความต่างไหม”
นักเรียนทุกคนพยักหน้า พวกเขาเห็นความต่างอย่างชัดเจนระหว่างการเคลื่อนไหวครั้งแรกของอาจารย์วิเอร่าและครั้งหลังที่เธอทำบางอย่างให้เคลื่อนไหวได้อย่างลื่นไหลเหมือนกับอยู่บนสเก็ตน้ำแข็ง
“สิ่งที่ฉันใช้เมื่อครู่ มีชื่อว่า สเต็ปดวงดาว มันเป็นทักษะการเคลื่อนไหวที่วิทยาลัยของเราเปิดสอน สามารถเปลี่ยนตำแหน่งได้อย่างอิสระหากชำนาญจะหนีหรือจะเข้าไปยังจุดบอดของอีกฝ่ายก็ทำได้ง่าย”
“อาจารย์ครับ หมายความว่าวิทยาลัยอื่นก็มีอย่างนั้นเหรอครับ”
“ใช่ วิทยาลัยอื่นก็มีทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานของนักรบที่ต่างกันออกไป”
แอนเดอร์สันเท้าคางคิด ตลอดระยะเวลาที่เขาถูกไล่ล่าและเป็นฝ่ายไล่ล่า ไม่ได้สังเกตการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายเลยเพราะส่วนมากเขามุ่งเน้นไปที่การโจมตีของอีกฝ่าย เมื่อเขารู้ว่านักเวทย์ที่เข้ามาฆ่าเขามีหลายคนพยายามใช้ศาสตร์การเคลื่อนไหวของนักรบ เขาจึงเงียบเพื่อจะเรียนมัน
“หลายคนคงอยากจะเรียนแล้วใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นมาเริ่มกันเถอะ”
รูปภาพร่างกายถูกฉายขึ้นไปบนอากาศ ก่อนที่ทุกคนจะมองเห็นท่อที่ใช้ดึงพลังมานาไปยังส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อใช้ในการเขียนวงเวทย์ แม้ส่วนมากนักเรียนทุกคนจะใช้เพียงแค่ท่อช่วงแขนและกลางหน้าอกก็ตามที
“ข้อแตกต่างของนักรบและนักเวทย์คือ นักเวทย์จะใช้มานาผ่านวงเวทย์ ส่วนนักรบจะใช้มานาผ่านร่างกาย เคล็บลับที่ทุกคนจะได้เรียนรู้คือ การเคลื่อนไหวมานาไปตามส่วนต่างๆ ถึงมันจะไม่ได้ส่งมานาไปยังกล้ามเนื้อโดยตรงเหมือนนักรบสมัยก่อน แต่การส่งไปยังท่อพลังในส่วนที่เราต้องการใช้งานก็นับว่าเป็นวิธีการที่ทำให้เราสามารถใช้การเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงนักรบ”
“อาจารย์ครับ ถ้าเราจะพยายามส่งมานาไปยังกล้ามเนื้อจะเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอครับ”
“เสียเวลาเปล่า ศาสตร์แห่งนักรบจะเริ่มฝึกตั้งแต่ 3 ขวบเพื่อให้ร่างกายพัฒนาจากการได้รับมานา ตอนนี้ต่อให้จะใช้วิธีการนำมานาเข้าสู่กล้ามเนื้อมีแต่จะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บเท่านั้นเพราะมานาของพวกเธอมันสูงจนกล้ามเนื้อรับไม่ไหว อย่างที่บอก เราไม่จำเป็นต้องส่งมานาไปยังกล้ามเนื้อก็ได้ ขอแค่โคจรมานาไปยังท่อมานาบริเวณที่อยู่ใต้สะโพกให้ได้เท่านั้นก็พอแล้ว”
แอนเดอร์สันมองดูวีดีโอที่กำลังสอนวิธีการนำมานาโคจรไปตามส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อให้สามารถใช้ศาสตร์พื้นฐานในการเคลื่อนไหวของนักรบให้ได้ ภายใต้การเปิดวนไปซ้ำๆเขาก็ได้ใช้เวทย์ห้องสมุนโซโลมอนจดจำเอาไว้แล้วเริ่มทำตามคำแนะนำของอาจารย์วิเอร่า นักเรียนทุกคนที่เห็นว่ามันง่ายจึงลองทำตามดู ก่อนจะเกิดเสียงร้องเจ็บปวดดังลั่นรอบๆสนามที่ทุกคนกำลังยืนอยู่
“ทำต่อไป เดี๋ยวก็ชิน!!!”