บทที่ 11 การตรวจสอบ
ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเหลียงโจวมีพื้นที่หนึ่งที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาตลอดทั้งปี หากสามัญชนพลัดหลงเข้าไปเพียงไม่กี่จั้ง ก็จะเวียนหัวและหลงทิศ สุดท้ายก็วนเวียนกลับออกมาด้านนอก ไม่สามารถฝ่าหมอกเข้าไปได้
เื้ัม่านหมอกมองเห็นหน้าผาสูงชันทอดยาว หน้าผาสูงไม่ต่ำกว่าร้อยจั้ง ทอดยาวจากทิศตะวันออกไปตะวันตกหลายหลี่ ช่างเป็ภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
วันนี้มีรถม้าสีดำเป็เงางามค่อย ๆ แล่นเข้าไปในม่านหมอก เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาอยู่ในนั้นราวครึ่งเค่อ ก็สามารถฝ่าหมอกออกมาได้ และมาหยุดอยู่หน้ากระท่อมไม้เล็ก ๆ ใต้หน้าผาชัน
ชายหญิงสามคนะโลงจากรถม้าก่อน ตามด้วยเด็กหนุ่มอีกสามคนที่ลงมาตามหลัง
เด็กหนุ่มทั้งสามคนมีลักษณะเฉพาะตัว คนหนึ่งรูปร่างกำยำ ตาโต คิ้วหนา เอวหนาไหล่กว้าง แม้อายุยังน้อยแต่ดูไม่ใช่คนที่ใครจะมาหาเื่ได้ง่าย ๆ
อีกคนรูปร่างปกติ ใบหน้าที่ควรจะดูหล่อเหลา แต่น่าเสียดายที่มีดวงตาเล็กเหมือนหนูและฟันกระต่ายแหลมสองซี่ ทำให้ดูไม่น่าไว้ใจ
เมื่อเทียบกับสองคนแรก เด็กหนุ่มคนสุดท้ายแม้ผิวจะคล้ำไปหน่อยและดูผอมบาง แต่รูปร่างกลับได้สัดส่วนกว่ามาก ใบหน้าแม้ไม่ถึงกับน่าเกลียด แต่เมื่อเทียบกับสองคนก่อนหน้ากลับดูหล่อเหลา ดวงตาสีดำสนิทเป็ประกายฉายแววปราดเปรื่องเป็ครั้งคราว
คนที่มาคือกลุ่มของลู่หลีที่เดินทางติดต่อกันมาหกวัน
ฉู่ชิงดูคล้ายจะกลัวว่าโจวซินอี๋และเหอจวิ้นจะแย่งคุณความดี จึงสั่งให้ทั้งสองไปคืนรถม้า ส่วนตัวเองถือโอกาสพาพวกลู่หลีเดินไปทางซ้ายของหน้าผาชัน
ลู่หลีกำลังครุ่นคิดว่าหน้าผาดูเรียบลื่นมาก รอบข้างก็ไม่มีสิ่งปลูกสร้างใด ๆ เขาคิดในใจว่าที่นี่คงไม่ใช่สำนักชิงหยางแน่ กระทั่งเดินไปได้สักพัก จึงพบว่าที่หน้าผามีทางเล็ก ๆ ทอดขึ้นไปบนเขาตรง ๆ
ทางเดินกว้างไม่ถึงหนึ่งจั้ง บันไดหินดูราวกับถูกสกัดออกมาอย่างไม่ปราณีต อีกทั้งยังชันมาก
ราวกับกลัวว่าลู่หลีและคนอื่น ๆ จะตกลงมาจากบันไดหิน ฉู่ชิงจึงให้ทั้งสามคนเดินนำหน้า
ทั้งสามใช้ทั้งมือและเท้าในการปีนป่ายขึ้นไปอย่างยากลำบาก แม้ว่าพวกเขาจะเคยออกล่าสัตว์และฝึกฝนอยู่เป็ประจำ แต่บันไดที่ชันเช่นนี้ก็ทำเอาพวกเขาเหนื่อยหอบ โดยเฉพาะฉินโซ่วเหรินที่ปีนอยู่ตรงกลาง จู่ ๆ เขาหันกลับไปมอง กลับพบว่าตนเองอยู่เหนือเมฆเสียแล้ว สายลมเย็นพัดมาปะทะ ขาของเขาอ่อนยวบ เกือบจะกลิ้งตกลงมา
ลู่หลีไม่กล้าหันไปมองด้านหลังเลย ได้แต่เร่งเร้าฉินโซ่วเหรินให้รีบ ๆ ขึ้นไป
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งเค่อ พวกเขาจึงปีนขึ้นมาถึงยอดหน้าผาได้ในที่สุด เบื้องหน้าเป็ลานกว้างโล่ง ลานหินสีเขียวขนาดใหญ่ปรากฏแก่สายตาเป็อันดับแรก รอบลานเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมโบราณหลากหลายรูปแบบ ส่วนที่ไกลออกไปมีเทือกเขาสูงตั้งตระหง่าน เมฆหมอกที่ปกคลุมยอดเขาเ่าั้ดูราวกับภาพมายา
ขณะนี้ทางด้านขวาของที่ที่พวกเขายืนอยู่ มีศิลาจารึกสูงสลักอักษรสามตัวว่า 'สำนักชิงหยาง'
ทั้งสามคนอ้าปากค้าง ทำหน้าเหมือนบ้านนอกเข้าเมืองไม่มีผิด
"ศิษย์น้องทั้งหลาย ของพวกนี้ค่อยดูทีหลังก็ได้ ตามข้ามาก่อน ข้าจะพาพวกเ้าไปตรวจสอบรากิญญา" ฉู่ชิงกล่าวอย่างร้อนใจ
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่หลีและอีกสองคนจึงรีบตามไปทันที
ทางด้านตะวันออกของลานกว้างมีหอคอยหลังหนึ่ง มีชื่อว่าโถงการทูต เป็สถานที่จัดการเื่ราวต่าง ๆ ของสำนักชิงหยาง รวมถึงการรับศิษย์ใหม่และการมอบภารกิจ ฉู่ชิงพาทั้งสามคนเดินตรงเข้าไปแล้วขึ้นบันไดไปชั้นสอง
ภายในห้องโถงชั้นสอง ขณะนั้นมีชายชราในชุดสีเขียวกำลังจิบชาอย่างสบายอารมณ์ เมื่อเห็นฉู่ชิงมาถึงก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ ลุกขึ้นยืนแล้วถามว่า "นี่มันเื่อะไรกัน"
ชายชราในชุดสีเขียวมีนามว่าอวี๋ถง เป็ผู้าุโอันดับสองของสำนักชิงหยาง และดำรงตำแหน่งผู้ดูแลโถงการทูต ปกติจะมาประจำการที่นี่เฉพาะ่เดือนหกและเดือนเจ็ดที่สำนักชิงหยางรับศิษย์ใหม่เท่านั้น เพื่อช่วยตรวจสอบคุณสมบัติรากิญญา นอกจากนั้นก็จะอยู่ในที่ถ้ำของตนเพื่อบำเพ็ญเพียร
ตอนนี้ใกล้สิ้นเดือนเจ็ดแล้ว การรับศิษย์ใหม่ปีนี้ก็จบลงแล้ว เขากำลังจะเก็บข้าวของกลับไปบำเพ็ญเพียรที่ถ้ำ ไม่คิดว่าจะมีเด็กน้อยมาอีกหลายคน
แต่ฉู่ชิงไม่ใช่คนของโถงการทูต และไม่ได้รับผิดชอบการรับสมัครในครั้งนี้ด้วย ทำให้เขารู้สึกสงสัยอยู่บ้าง
ฉู่ชิงรีบก้าวเดินไปข้างหน้า กล่าวด้วยความเคารพแต่แฝงความภาคภูมิใจ "ผู้าุโรอง ขณะที่ศิษย์ออกไปทำภารกิจ บังเอิญได้พบเด็กน้อยทั้งสามคนนี้ พวกเขาล้วนปลุกรากิญญาแล้ว ขอผู้าุโรองช่วยตรวจสอบระดับรากิญญาด้วยขอรับ"
ผู้าุโรองเป็ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐาน และมีเพียงผู้ที่อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานเท่านั้นที่จะสามารถตรวจสอบรากิญญาของผู้อื่นได้
อวี๋ถงได้ยินดังนั้นก็มองด้วยความประหลาดใจไปยังลู่หลีและอีกสองคนที่กำลังกระวนกระวายใจ ก่อนจะหันไปมองฉู่ชิงพลางเอ่ยด้วยความตกตะลึง "เ้าถึงกับมีโชคลาภเช่นนี้!"
สามคนในคราวเดียว โชคลาภเช่นนี้ไม่ใช่ว่าใครจะพบได้
ที่สำนักชิงหยางมีกฎอยู่ว่า หากผู้ใดสามารถนำคนใหม่มาให้สำนัก ทางสำนักจะมีรางวัลให้ ยิ่งมีพร์ดี รางวัลก็ยิ่งสูง นอกจากรางวัลจากสำนักชิงหยางแล้ว หากศิษย์ที่แนะนำเข้ามาโชคดีได้เข้าสู่สำนักชั้นสูง รางวัลจากสำนักชั้นสูงก็จะยิ่งมากมายกว่า
ดังนั้นผู้คนในสำนักชิงหยางจำนวนไม่น้อยจึงกระตือรือร้นออกไปตามหาเด็กที่มีแววเหมาะสม เพียงแต่การค้นหาผู้มีรากิญญานั้นเปรียบเสมือนงมเข็มในมหาสมุทร ขึ้นอยู่กับวาสนาล้วน ๆ บางคนค้นหามาทั้งชีวิตก็ยังไม่พบผู้มีวาสนาบำเพ็ญเซียนแม้แต่คนเดียว แต่อย่างฉู่ชิงนี่ เพียงแค่ออกทำภารกิจก็พบถึงสามคน จะบอกว่าโชคดีของโชคดีก็ไม่เกินไป
ฉู่ชิงยิ้มจนปากจะฉีกถึงหูพลางเร่งเร้า "ท่านผู้าุโรองรีบดูให้หน่อยขอรับ หากเป็รากิญญา์ พวกเราก็รวยกันแล้ว"
"รากิญญา์" อวี๋ถงมองฉู่ชิงด้วยสายตาดูแคลน "เ้าไปฝันกลางวันต่อเถอะ"
พูดจบก็หันไปมองลู่หลี "เ้าชื่ออะไร"
ลู่หลีที่กำลังฟังบทสนทนาของทั้งสองคนอยู่นั้นรู้สึกตื่นเต้นจนถึงขีดสุด เมื่อได้ยินอีกฝ่ายเรียกตน ในสมองก็มีเสียงดังอื้ออึง กระทั่งได้ยินอีกฝ่ายเรียกอีกครั้ง จึงได้สติ ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวพร้อมประสานมือคำนับ "ข้า ข้ามีนามว่าลู่หลี"
"ไม่จำเป็ต้องตื่นเต้นถึงเพียงนี้" อวี๋ถงยิ้มพลางโบกมือเรียกลู่หลี "เ้าจงเดินมาข้างหน้า"
ลู่หลีคิดว่า ไม่ว่าจะยื่นหน้าหรือหดหัวก็ต้องถูกฟันอยู่ดี จึงสูดลมหายใจลึกแล้วเดินเข้าไป
อวี๋ถงพยักหน้า จากนั้นก็จับข้อมือของลู่หลีเพื่อตรวจดู ทันใดนั้นลู่หลีก็รู้สึกราวกับว่าอวัยวะภายในทั้งห้าและหกของตนถูกมองทะลุปรุโปร่ง
ฉู่ชิงจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างไม่วางตา ด้วยความรู้สึกตื่นเต้นราวกับกำลังเปิดกล่องปริศนา
ครู่ต่อมา อวี๋ถงก็ขมวดคิ้ว ตามด้วยใบหน้าที่กระตุกอย่างรุนแรง ปากพึมพำว่า
"ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน ลม สายฟ้า แสงสว่าง ความมืด...พรวด!"
"ข้าไม่เคยพบเห็นรากิญญาที่ด้อยค่าเช่นนี้มาก่อน!"
"อะไรนะ" ฉู่ชิงชะงักไป "ผู้าุโรองอาจจะเข้าใจผิดกระมัง พวกเขาล้วนแต่กินยาปลุกพลังิญญาเพียงเม็ดเดียวก็ปลุกได้สำเร็จ อย่างต่ำก็ต้องเป็รากิญญาห้าธาตุ จะเป็ไปได้อย่างไร..."
"ฮึ! ข้าจะหลอกเ้าไปทำไมกัน!" รอยยิ้มบนใบหน้าของอวี๋ถงหายวับไป "คนต่อไป"
"ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน ลม ความมืด..."
"ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน ลม สายฟ้า..."
ในที่สุด เมื่อตรวจสอบทั้งสามคนเสร็จสิ้น สีหน้าของอวี๋ถงก็เปลี่ยนเป็หม่นหมองราวกับเหล็ก เขาคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าคนปัญญาอ่อนพวกนี้ปลุกพลังได้อย่างไร
ส่วนสีหน้าของฉู่ชิงก็หม่นลงเช่นกัน โดยปกติแล้วรากิญญาทั่วไปจะได้รับรางวัล แต่หากรากิญญาผสมแล้วละก็...
"ท่านผู้าุโ พวกเราจะได้อยู่ที่นี่ต่อหรือไม่ขอรับ"
แม้ทั้งสองคนจะมีสีหน้าไม่ดี แต่ลู่หลีก็อดไม่ได้ที่จะขอคำตอบ แน่นอนว่าหากไม่ได้เขาก็จะไม่บังคับ ถ้าที่นี่ไม่ได้วิชา ก็ต้องหาหนทางอื่น
เมื่อตื่นรากิญญาแล้ว ต่อให้ไร้ค่าแค่ไหน ลู่หลีก็ต้องเดินหน้าต่อไป