ฝีมือการเล่นว่าวจื่อยวนของเย่ชิงชิงนั้นย่ำแย่โยนอยู่ครึ่งวันก็ยังไม่สามารถทำให้มันลอยขึ้นไปบนฟ้าได้ เกาเฟิงทนดูไม่ได้จึงบ่นไปพลางช่วยนางทำไปพลาง โชคดีที่โครงไม้ไผ่นั้นค่อนข้างแข็งแรงตอนแรกมันหมุนติ้วๆ ไปสองรอบ จากนั้นก็ค่อยๆ ลอยสูงขึ้นไป
ว่าวจื่อยวนของเย่ฝูหรงนั้นสวยงามแต่รูปทรงผีเสื้อกลับรักษาสมดุลได้ยาก เมื่อลอยขึ้นไปสูงขึ้นก็เริ่มจะหมดแรงนางจึงร้องอย่างร้อนรนว่า “ขึ้นไป! ขึ้นไป!บินขึ้นไปสิ!”
เห็นได้ชัดว่าไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถตามว่าวจื่อยวนธรรมดาๆของเย่ชิงชิงที่ผุพังอันนี้ได้ อีกทั้งยังมีเกาเฟิงคอยช่วยอยู่ข้างๆเย่ฝูหรงโกรธจนฟันกัดแน่น จึงดึงเชือกว่าวจื่อยวนให้เข้าใกล้ไปทางนั้น
ด้วยแรงลมพัดว่าวจื่อยวนทั้งสองตัวจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเข้าใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดก็พันกันและตกลงมาพร้อมกัน
“โอ๊ย! ตกลงมาแล้ว!” หูหยางหมิงเงยหน้าอ้วนกลมขึ้นแล้วชี้ไปยังลำธารที่อยู่ไม่ไกล “ว่าวจื่อยวนตกลงไปในน้ำแล้ว!”
ทั้งสองเดินตามเชือกมาถึงริมลำธารว่าวจื่อยวนกระดาษได้เปียกชุ่มไปหมดแล้ว หมึกที่วาดไว้ก็ละลายเป็นคราบไปหมด
เกาเฟิงหยิบว่าวจื่อยวนที่เปียกชื้นขึ้นมามองเย่ฝูหรงอย่างรังเกียจ “เจ้าเข้ามาใกล้ทำไมกัน!”
เย่ฝูหรงที่ปกติถูกเด็กผู้ชายเอาใจเมื่อได้ยินคำพูดตำหนิเช่นนี้ ดวงตาก็แดงก่ำขึ้นมาทันทีเดิมทีนางโกรธจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ จึงอยากจะทำลายว่าวจื่อยวนของเย่ชิงชิง
แต่เมื่อเห็นว่าวจื่อยวนที่รักของตนเองก็ตกลงมาด้วยกันแถมยังตกลงไปในน้ำอีก นางก็นึกเสียใจขึ้นมาผีเสื้อที่นางทำอย่างตั้งใจ...ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียใจ เย่ฝูหรงจึงร้องไห้โฮทันที
“แงงง... พวกเจ้าต้องชดใช้ให้ผีเสื้อของข้า!”
เมื่อเห็นนางร้องไห้อย่างน่าสงสารทั้งสองก็มองหน้ากัน รู้ดีว่าเล่นต่อไปไม่ได้แล้ว
“เป็นความผิดของเย่ชิงชิงทั้งนั้น!” เจิงชิวเหมยกระโจนออกมากล่าวหาโดยไม่มีเหตุผลพลางดึงแขนเกาเฟิงแล้วอ้อนวอน “ท่านพี่เกาเฟิงท่านอย่าเล่นกับนางได้ไหมเจ้าคะ?”
“ไม่เกี่ยวอะไรกับชิงชิงเลย เย่ฝูหรงเองต่างหากที่เข้ามาใกล้” หลิวฉู่เป่าเห็นชัดเจน นางแลบลิ้นใส่เจิงชิวเหมย “วันๆเอาแต่เกาะแกะเกาเฟิง ชิวเหมยไม่อายเลยหรือ~”
“เจ้าไม่ต้องมายุ่ง!” เด็กหญิงไม่สนใจสิ่งใดสายตาของนางมีเพียงพี่เกาเฟิง แม้ว่าเขาจะพยายามสะบัดมือและบอกให้นางไปให้พ้นก็ตาม
ขณะเย่ฝูหรงเดินกลับนางก็ร้องไห้ไปตลอดทางเย่ชิงชิงสามารถคาดเดาได้เลยว่านางต้องถูกความวุ่นวายนี้ตามติดอย่างแน่นอน
เป็นไปตามคาดเมื่อใกล้ค่ำ ในยามที่ท้องฟ้าเริ่มมืด ย่าเฒ่าสกุลเย่ก็รีบเร่งมาถึงมือยังถือว่าวจื่อยวนที่เสียหายอยู่ด้วยแน่นอนว่ามีเถาอี๋เหนียงและเย่ฝูหรงมาพร้อมกับนางด้วย
ท่านย่าเป็นคนแรกที่ก้าวเข้ามาเสียงของนางเต็มไปด้วยพลัง “อีนังสารเลวต่ำทราม!รีบไสหัวออกมา!”
เถาอี๋เหนียงที่ไม่เห็นหน้านานก็รีบวิ่งตามเข้ามาในลานบ้านนี่เป็นครั้งแรกที่นางมาที่นี่ ดวงตากลมโตของนางสอดส่ายไปทั่ว
เมื่อเห็นกำแพงสีขาวสะอาดใหม่เอี่ยมโอ่งหมูหมักที่ตั้งเรียงราย และกลิ่นหอมของเครื่องเทศที่อบอวลอยู่ในอากาศ...เถาอี๋เหนียงก็รู้สึกอิจฉา นางจึงคิดในใจว่าจะไม่ปล่อยคนพวกนี้ไปง่ายๆ แน่!
“พวกเจ้ามาทำอะไรกัน!”
เวลานี้เย่จื้อเฟิงที่เพิ่งกลับจากการขายของกำลังจัดสวนผักเล็กๆของตนเอง เมื่อเห็นพวกนางมาอย่างดุดัน เขาก็เอ่ยห้ามทันที
จินหลันและชุนฮวาที่ทำงานรายวันกลับไปนานแล้วนางซูที่ได้ยินเสียงก็ได้ออกจากห้อง เมื่อเห็นพวกนางก็อดกำมือแน่นไม่ได้ราวกับเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
ชีวิตอยู่ภายใต้เงาของท่านย่าผู้นี้มานานแม้จะจากมาครึ่งปีก็ไม่อาจลบความหวาดกลัวในใจของนางได้
“ฮึ!” ท่านย่าแค่นเสียงหัวเราะเยาะ “ตัวซวยทำเราลำบากแล้วตัวเองกลับโชคดีขึ้นหรือ?”
เย่ชิงชิงเตรียมใจไว้แล้วว่าพวกนางจะมาอาละวาดนางจึงกล่าวอย่างไม่เกรงใจ “ท่านย่าก็อายุมากแล้วโปรดระมัดระวังคำพูดบ้างเถิด”
วันๆเอาแต่พูดคำว่าตัวซวยบ้าง กาลกิณีบ้าง ช่างใจร้ายเหลือเกิน
ย่าเฒ่าผู้ไม่เคยยอมให้ใครว่าตนได้แม้แต่ครึ่งคำก็โมโหจัดทันที พลางขว้างว่าวจื่อยวนที่ขาดนั้นใส่หน้าเย่ชิงชิง
นางกล่าวว่า“นี่ไม่ใช่ฝีมือเจ้าหรือ? นังเด็กเหลือขอรู้หรือไม่ว่าหมึกหลากสีเหล่านี้แพงแค่ไหน? ช่างเป็นพวกกระดูกต่ำทรามที่หล่อหลอมมาจากเบ้าเดียวกันเห็นคนอื่นได้ดีไม่ได้เลย!”
เย่ชิงชิงเบี่ยงตัวหลบการโจมตีที่พุ่งเข้าใส่หน้านางชื่นชมความสามารถในการบิดเบือนความจริงของพวกนางเหลือเกิน อย่างแรกว่าวจื่อยวนรูปผีเสื้อนั่นไม่ใช่ของดีอะไรแล้วนางก็บังคับเส้นเชือกพุ่งเข้ามาพันกันเองมิใช่หรือ?
จะให้นางมาอาละวาดในพื้นที่ของตนเองได้อย่างไรเย่จื้อเฟิงเลิกคิ้วขึ้นแล้วขวางทางพวกนาง “อยากลงมือหรือ?”
“ตอนนั้นมีคนมากมายเห็นอยู่ ทำไมไม่สืบให้ชัดเจนก่อนถึงกล้ามาที่นี่?”เย่ชิงชิงมองเย่ฝูหรงอย่างเย็นชา
ดวงตาของเย่ฝูหรงยังคงบวมแดงนางสะอึกสะอื้นไม่พูดอะไร
เถาอี๋เหนียงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวขวางสายตาของเย่ชิงชิงนางเท้าเอวพลางกล่าวว่า “ไร้สาระ! ใครๆก็รู้ว่าเจ้าอิจฉาฝูหรงที่หน้าตางดงาม เห็นนางมีเสื้อผ้าใหม่ๆ ว่าวจื่อยวนใหม่ๆก็ริษยาใช่หรือไม่!”
“เถาอวิ๋น เจ้าอย่าพูดจาเหลวไหล!” นางซูเผชิญหน้ากับเถาอี๋เหนียง“ชาวบ้านละแวกนี้ไม่มีใครไม่ชมเชยชิงชิงว่าเฉลียวฉลาดและรู้จักความของของพวกเจ้าพวกเราไม่เห็นค่าเลย!”
“ก็ดีแล้วนี่! ไม่รู้ว่าใช้คาถาอะไรถึงรักษาหน้าผุให้หายได้แต่รูปร่างหน้าตานั้นสวรรค์ลิขิตไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็เทียบความงามกับฝูหรงของข้าไม่ได้หรอก!” สิ่งที่เถาอี๋เหนียงภูมิใจที่สุดในชีวิตคงจะเป็นลูกสาวของนางที่เกิดมาสวยกว่าลูกสาวของนางซูและสามารถเชิดหน้าชูตาต่อหน้าท่านย่าและเย่เจียอวี้ได้
นางจ้องหน้าเย่ชิงชิงแล้วพูดต่ออีกว่า“คนเรานี้ โชคลาภล้วนถูกสวรรค์จัดสรรไว้แล้วคนโง่นังอัปลักษณ์นั้นคือการชดใช้กรรมที่ทำไว้ในชาติที่แล้ว พวกเจ้าโลภมากเกินไประวังจะอายุสั้นลงนะ~”
มิต้องสงสัยเลยว่าคำพูดเหล่านี้กำลังกล่าวหาว่าพวกนางใช้วิธีการนอกรีตเพื่อรักษาบาดแผลบนใบหน้าและอาการโง่เขลาของเย่จื้อเฟิงให้หายเป็นปกติ ซ้ำยังสาปส่งให้พวกนางมีอายุสั้นนางซูได้ฟังก็โมโหจนแทบกระอักเลือด