บทที่7 ตอนที่36 : การกลับมาของโจเซฟ
กลับมาทางด้านแคมป์ของกลุ่มผู้ต่อต้านองค์กรเดอะดาร์คอัลฟาเบต ซึ่งกลายเป็นสมรภูมิรบระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยสถานการณ์ในตอนนี้ ทางฝั่งพรรคพวกของเกษมเลวร้ายลงอย่างสุด ๆ ความหวังเดียวของพวกเขามีเพียงแค่ต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดและปกป้องสมาชิกในทีมให้ปลอดภัย หรือยื้อจนกว่าพวกที่ไปทำภารกิจกลับมาพร้อมเลือดแห่งความหวังเท่านั้น.. และข้อจำกัดอีกอย่างก็คือ ผู้ที่สามารถต่อสู้ได้อย่างจริง ๆ จัง ๆ ในตอนนี้มีเพียงแค่มิทาจิกับไบซ์เท่านั้น และทางฝั่งลูกน้องของดันทัวร์ที่เพิ่งได้รับคำสั่งมานั้น ก็ได้รุกคืบใกล้เข้ามาทุกขณะ.. ชาชาเดียร์เดินสยายผมมาอย่างสง่างามพร้อมกับตวัดแส้สีทองอร่ามที่ถืออยู่ไปมา “ยอมซะดี ๆ เถอะนะจ๊ะ จะได้ไม่ทรมาน” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเย้ายวน แต่ผู้เป็นความหวังของกลุ่มต่อต้านทั้งสองคน กลับไม่มีวี่แววจะยอมเลยแม้แต่น้อย พวกเธอตั้งท่าเตรียมรับการโจมตีของผู้บุกรุกอย่างเด็ดเดี่ยว แม้รู้ดีว่าการบุกครั้งต่อไปจะยากต่อการรับมือมากแค่ไหน อัตราที่จะรอดจากการปะทะในครั้งนี้มีน้อยเสียเหลือเกิน.. “ท่าทางอย่างนั้นมันคืออะไรกัน?.. คิดจะสู้อย่างนั้นเหรอ? ถ้างั้นพวกแกก็จบเห่แล้ว!” เจคถอดชุดคลุมขนสัตว์ออกพร้อมกับกระจายอินฟินิตี้ฟอร์สไปจนทั่วร่าง จนทำให้ขนของเขาในตอนนี้คมกริบราวกับใบมีด ก่อนที่ชายร่างใหญ่วิ่งพุ่งเข้าใส่มิทาจิเพื่อสะสางการต่อสู้ที่ค้างคาไว้เมื่อครู่ให้จบ! นินจาสาวเมื่อเห็นเช่นนั้น เธอก็ได้งอกเล็บของเธอขึ้นมายาวประมาณเกือบสองฟุตและหักออกมาทำเป็นดาบ ก่อนที่เดอะชูริเคนจะอัดพลังอินฟินิตี้ฟอร์สเข้าไปในเล็บเป็นจำนวนมหาศาลเช่นกัน.. ส่วนทางด้านของอานาพาสเองก็กำลังเล็งหาเป้าหมายที่เขาต้องการจะพ่นพิษใส่อยู่.. แต่ทันใดนั้นฟาคาราดีนก็ได้โผล่ขึ้นมาตรงหน้าของเขา ก่อนที่ชายชาวซาอุดิอารราเบียวิ่งตามป่วนเดอะวีนอมไปทุกที่จนไม่สามารถหาจังหวะเหมาะในการลอบโจมตีได้ “หลบไปสิวะไอ้กร๊วกเอ๊ย!!” หนุ่มออสซี่นักผจญภัยที่รู้ว่าพิษของเขาไม่สามารถทำอะไรไอ้บ้าที่วิ่งตามแจอยู่ได้จึงทำให้เขาโกรธจนหัวร้อนผ่าว ๆ กลับมาทางฝั่งของเดอะไวกิ้งซัน.. มนุษย์หนามได้เปิดฉากปล่อยเข็มพุ่งเข้าโจมตีใส่มิทาจิก่อนเพื่อเบิกร่อง! ฟิ้ง ๆ ๆ ๆ ! ซึ่งก็เหมือนเคยที่เข็มเหล่านั้นได้ถูกนินจาสาวฟันทิ้งไปอย่างหมดจด แต่ในชั่ววินาทีเดียวกัน เจคก็ได้สร้างหอกที่มีปลายเป็นขวานซึ่งเป็นอาวุธถนัดของเขาขึ้นก่อนจะเขวี้ยงซ้ำไปยังเป้าหมาย! ฟิ้ง!! นินจาสาวรับการโจมตีนั้นได้อย่างหวุดหวิด โดยที่เธอก็เสียหลักเซเล็กน้อยอันเนื่องมาจากหอกหนามนั้นมีขนาดใหญ่มากพอตัว ความยาวของมันอยู่ที่ราว ๆ สองเมตรครึ่งเป็นอย่างต่ำ บุตรแห่งไวกิ้งไม่พูดพร่ำทำเพลง เขากระโดดคว้าหอกคู่กายก่อนจะฟาดฟันซ้ำเข้าใส่มิทาจิอย่างบ้าคลั่งด้วยกระบวนท่าที่พลิ้วไหวอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว “ฟาดตรง! หวดข้าง! เสียบหน้า! ควงหลอกหนึ่งจังหวะ! ลงต่ำไปที่ขา! หมุนคล้องผ่านไหล่! กระหน่ำแทง! ยกเสย! หมุนตัว! กวาดล่าง! สะพายแล่ง! พุ่งทะลวง!” เขากระหน่ำอาวุธคู่กายพลางท่องพึมพำถึงการโจมตีที่สวยงามเหมือนกับการร่ายรำ เมื่อเจอการรุกแบบไม่ได้ปล่อยให้พักหายใจหายคอแบบนี้เข้าไป มิทาจิจึงทำได้เพียงแค่ใช้ดาบนินจาเล่มเล็กของเธอปัดป้องอย่างอดทนเพื่อรอจังหวะที่เหมาะในสวนกลับเท่านั้น.. ซึ่งทางฝั่งของเจคก็ยังคงแกว่งไกวหอกที่สูงกว่าตัวเขาเกือบสองฟุตอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง.. “เราจำได้แล้ว จับจังหวะได้แล้ว.. เจอแล้ว!” นินจาสาวพึมพำก่อนจะหลับตาลง และจินตนาการถึงภาพช่องโหว่ของการโจมตีอยู่ในหัว “การลงดาบครั้งต่อไปนี้แหละ จะเป็นการลงดาบครั้งสุดท้ายเพื่อตัดสินผลแพ้ชนะ..” เดอะชูริเคนโยกหลบการโจมตีที่บ้าคลั่งอย่างเป็นจังหวะ ก่อนจะย่อตัวลงไปตั้งหลักและใช้เท้าขวาเป็นเท้ายันไว้กับพื้นพร้อมถีบตัวพุ่งทะยานสวนโจมตีของเจคพร้อมกับตวัดดาบ!ชวิ้ง!!!..เกิดเสียงของของแข็งปะทะกันเพียงครั้งเดียวถ้วน ก่อนที่ร่างของมิทาจิพุ่งทะลุผ่านเจคไปอย่างรวดเร็ว! “โดนแล้ว! โดนเข้าไปเต็ม ๆ เลย..” นินจาสาวคิดในใจ แต่เมื่อเธอกลับมาสังเกตดูที่ดาบของตัวเองดี ๆ แล้ว มันกลับเกิดรอยร้าวขึ้นก่อนที่จะหักออกเป็นสองท่อน.. และเพียงชั่วอึดใจถัดมา เลือดของเดอะชูริเคนก็ได้พุ่งกระฉูดออกมาจากทั่วร่างกายของเธอ และเนื่องจากความรุนแรงของการปะทะกันนั้นจึงทำให้เสื้อผ้าขาดวิ่นหลายจุดราวกับถูกเข็มนับพันแทง “เฮือก..” มิทาจิสะอื้นออกมาด้วยความเจ็บปวดก่อนจะคุกเข่าและล้มคว่ำหน้าลง “ชิ!.. โชคดีที่เราถ่ายโอนอินฟินิตี้ฟอร์สทั้งหมดมาตรงจุดที่ยัยนั่นฟันได้ทันพอดี ไม่งั้นฝ่ายที่ลงไปกองต้องเป็นฉันแน่ ๆ ” เจคพูดพลางมองไปยังบริเวณกลางอกของเขาที่กลายเป็นแผงขนหนามแหลมยาวราว ๆ หนึ่งไม้บรรทัดที่อัดแน่นไปด้วยพลังแห่งอวัยวะพิเศษ ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนมันให้กลับไปเป็นสภาพปกติ “มิทาจิ!!” เมื่อหางตาสังเกตไปเห็นนินจาสาวที่พลาดท่า ไบซ์ก็ตะโกนชื่อของเด็กสาวชาวญี่ปุ่นออกมาด้วยความเป็นห่วง “นี่หล่อน! คู่ต่อสู้ของหล่อนคือฉันย่ะ!” ชาชาเดียร์เมื่อเห็นว่าศัตรูเสียสมาธิไปเพียวชั่วขณะ เธอก็ไม่ยอมปล่อยโอกาสทองนั้นให้หลุดมือ.. ในเสี้ยววินาทีเดียวกันนั้นเอง เดอะฟาสซิเนชั่นจึงได้ตวัดแส้ในมือเข้าจู่โจมทีเผลอโดยทันที! เพี๊ยะ!!! เส้นผมสีทองอร่ามอ้อมไปฟาดลงไปยังกลางหลังของบอดี้การ์ดสาวจนเสียหลัก และเมื่อเห็นว่าตนเองเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่าแล้ว แม่เสือสาวชาวรัสเซียก็ได้ใช้ผมของเธอกระหน่ำโจมตีเข้าไปอย่างต่อเนื่อง! เพี๊ยะ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ! เสียงแส้สีบลอนด์ทองประดังเข้าฟาดใส่ไบซ์จนทรุดลงกลับพื้น “ไม่ได้การแล้ว.. คงต้องใช้วิธีนั้นแล้วสินะ..” หญิงสาวแห่งตระกูฟานเดอร์อาร์มคิดพลางเปลี่ยนรูปร่างแขนของเธอ ให้มันแผ่ออกมาอย่างกว้างขวางเพื่อที่จะครอบคลุมเพื่อนที่อยู่ในความดูแล “ฟาคาราดีน เข้ามาในนี้!!” เธอใช้พลังเฮือกสุดท้ายในการตะโกนเรียกชายชาวอาหรับ ซึ่งทันทีที่ได้ยินดังนั้น.. หนุ่มเครางามผู้กำลังวิ่งพล่านเพื่อคอยรับพิษของอานาพาสอยู่ ก็ได้หยุดชะงักก่อนจะมุ่งหน้าไปยังไบซ์ในฉับพลัน แต่การที่จะมาใช้ลูกไม้เดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมาอย่างนี้ มันก็ไม่มีทางที่กลุ่มเดอะดาร์คอัลฟาเบตที่เคยประมือและเห็นรูปแบบการใช้พลังแบบนี้มาก่อนแล้วจะตามเกมส์ไม่ทัน “ไม่ให้หนีหรอก..” ป๊อบปี้ มวายูรูอี ที่รอสนับสนุนอยู่จากแถวหลังก็ได้โอกาสแสดงฝีมือ เธอใช้ใยอันแข็งแรงพุ่งเข้าไปรัดคอของไบซ์ไว้ได้อย่างอยู่หมัด ก่อนที่เดอะบอดี้การ์ดคนน้องจะใช้แขนโอบล้อมเพื่อน ๆ ได้สำเร็จ จนทำให้สาวชาวดัตช์ร้องออกมาอย่างทุกข์ทรมาน.. เธอใช้มือคว้าไปยังเส้นใยที่กำลังพันคออยู่ตามสัญชาตญาณพลางดิ้นทุรนทุรายอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่จะพยายามเปลี่ยนแขนของตัวเองให้เป็นใบมีดเพื่อที่จะตัดเส้นแมงมุมออก แต่ทันใดนั้นเอง เส้นผมของชาชาเดียร์ก็ได้พุ่งเข้ามาพันธนาการแขนของไบซ์อย่างรวดเร็ว! “สิ้นฤทธิ์แล้วสินะที่รัก..” แรงค์ซีขององค์กรชั่วพูดด้วยเสียงเย้ายวน พลางควบคุมเส้นผมของเธอให้คลอเคลียยังใบหน้าของบอดี้การ์ดสาวที่สิ้นสภาพ และเมื่อเสาหลักในการต่อสู้ทั้งสองคนของกลุ่มต่างหมดสภาพในการต่อสู้ ดันทัวร์ก็ผลักร่างของคุณเวิร์ดที่ห่อด้วยใยลงไปนอนกับพื้นและส่งตำราออแกเนียนในมือไปให้มิมิโนะถือ จากนั้นตนเองก็ค่อย ๆ ย่างกรายเข้าไปยังผู้ที่ไม่มีทางสู้ทั้งสี่อันประกอบไปด้วย อลันที่กำลังเป็นเจ้าชายนิทรา ฟาคาราดีนที่ทำใด้เพียงรับพิษของอานาพาส โสตที่ไม่มีความสามารถในการต่อสู้เลยแม้แต่น้อย และโพซิเออร์ผู้ที่ไม่เคยแม้แต่จะใช้อวัยวะพิเศษของตัวเอง.. “จัดการไอ้นี่ก่อนก็แล้วกัน พวกแกจะได้เห็นเพื่อนของแกตายต่อหน้าต่อตาให้ครบทุกคน” แวมไพร์ผู้โหดเหี้ยมพูดพลางมองไปร่างอันแน่นิ่งของอลันก่อนที่มันจะแยกเขี้ยวออกมายาวเฟื้อยหวังปลิดชีพชายหัวเห็ด “นอนเฉย ๆ อย่างนี้มันทรมานสินะ ฉันจะช่วยให้แกพ้นทุกข์เอง..” ไอ้ปิศาจในร่างมนุษย์พูดด้วยน้ำลายที่เยิ้มเต็มปากอย่างน่าขยะแขยง ก่อนที่มันจะโน้มตัวลงและกระชากร่างของอลันขึ้นมาเพื่อให้กัดได้อย่างถนัดถนี่ ผู้ที่เหลือรอดทั้งสามพยายามปิดตาและเบือนหน้าหนีเพราะไม่อยากเห็นภาพที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป แต่ก็ไม่สามารถทำได้.. เพราะพวกเขานั้นได้ถูกเส้นผมของชาชาเดียร์ตรึงและขึงตาให้เบิกกว้างไว้เพื่อบังคับให้ดูภาพอันน่าเวทนา ซึ่งมันก็ทำให้โพซิเออร์ปล่อยโฮร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวซึ่งไม่ต่างอะไรกับฟาคาราดีน แต่ทางด้านของโสตินทรีย์กลับมีแววตาอันล่องลอยราวกับจิตของเขาได้หลุดออกจากร่างกายไปแล้ว “มีบางอย่างกำลังมา..” โสตพูดขึ้นมาเบา ๆ ภายใต้ใบหน้าอันเรียบเฉย ซึ่งเป็นขณะเดียวกันกับที่ขากรรไกรของดันทัวร์กำลังง้างออกอย่างเต็มที่ และเขี้ยวยาวนั้นก็กำลังจะตัดผ่านหลอดลมของเหยื่อในอีกไม่ช้า.. แต่ทันใดนั้นเองก็มีอะไรบางอย่างเคลื่อนที่มาอย่างรวดเร็วก่อนมาหยุดตรงหน้าของแวมไพร์หนุ่ม..เปรี้ยง ! ! ! ! ! ปลายเท้าของบุคคลปริศนาเตะเสยเข้าไปที่ปลายคางของดันทัวร์อย่างจัง! จนทำเอาร่างของจอมปิศาจกระเด็นเคว้งไปอย่างไม่เป็นท่า โดยในขณะที่กำลังลอยอันเนื่องมาจากลูกเตะอยู่นั้นเอง ดิเอมเพอเรอร์ก็ชำเลืองตากลับไปมองเจ้าของเท้าด้วยความโกรธแค้น.. “ไอ้เวรนี่!” ดันทัวร์สบถออกมาหลังจากได้เห็นโฉมของคนที่เข้ามาขัดจังหวะก่อนที่ร่างจะร่วงกองลงไปกับพื้น “ขี้เซาจังนะไอ้น้องรัก กำลังจะโดนกัดคออยู่แล้วยังไม่ตื่นอีก” โจเซฟประคองร่างที่กำลังจะร่วงหล่นของอลันเอาไว้แล้ววางลงช้า ๆ ก่อนจะพุ่งเข้าไปซัดลูกสมุนคนอื่น ๆ ที่กำลังตะลึงอยู่ด้วยความเร็วระดับเดียวกับอลันหรืออาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ ลูกสมุนขององค์กรเดอะดาร์คอัลฟาเบตถูกชายหนุ่มเจ้าของฉายาขาแห่งปาฏิหาริย์ไล่เตะจนกระเจิงออกไปไม่เป็นท่า และนั่นก็ทำให้เพื่อน ๆ ในกลุ่มกลับมาอยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัยอีกครั้ง ใบหน้าของดันทัวร์เคร่งเครียดเป็นอย่างมาก แววตาของอสูรกายหนุ่มเต็มไปด้วยความคับแค้นและสงสัย“แก.. เป็นไปไม่ได้.. ทั้งที่ไม่กี่วันก่อนยังเป็นไอ้เด็กกระจอกที่ดึงอินฟินิตี้ฟอร์สออกมาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!” “เจ! ไอ้พวกที่ฉันส่งไปเฝ้าหอพักมันหายไปไหนหมด” ผู้นำองค์กรฉุนขาดจึงส่งสารไปยังตัวกลางการติดต่อ.. แต่ยังไม่ทันที่จะได้รับคำตอบโจเซฟก็ชิงพูดอย่างสบายอารมณ์ “อ้อ.. ถ้าเป็นเจ้าพวกนั้นล่ะก็ ฉันซัดจนหมอบไปหมดแล้วล่ะนะ” ซึ่งนั่นก็เป็นขณะเดียวกันกับตอนที่ทีมของเหล่าผู้ออกไปทำภารกิจเอาเลือดวิเศษได้วิ่งกลับมาจวนจะถึงแคมป์.. และสตีฟก็ได้ใช้พลังอวัยวะพิเศษของเขาเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ก่อนจะกลับเข้าไป “นั่นมันโจเซฟไม่ผิดแน่!” หนุ่มอเมริกันพูดขึ้นในขณะที่กำลังแบกมีสท์ที่หมดแรงวิ่งเอาไว้บนหลัง “โจเซฟเหรอ? เกิดอะไรขึ้นกับหมอนั่น?” เกษมถามด้วยความเหนื่อยหอบ “เจ้านั่นกำลังไล่เตะสมุนของดันทัวร์อยู่!” พลเอกแห่งกองทัพสหรัฐลั่นออกมาด้วยความประหลาดใจ ซึ่งเกษมเองก็ไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่สตีฟพูดเช่นเดียวกัน “ห๊ะ!?” หนุ่มแว่นอุทานออกมาเสียงหลง ก่อนจะพากันเดินหน้าต่อไป จนกระทั่งทั้งสามคนและอีกหนึ่งตัวได้มาถึงแคมป์ของพวกเขา โดยทั้งหมดก็ไม่รอช้าที่จะเปิดเผยตัวเข้าไปในสมรภูมิทันที..