บทที่ 1 บันทึกฏ
‘ฏหรือไม่ฏดี’
‘เอาสิ ฏกันเถอะ!’
ครั้นเห็นสองประโยคแรกที่ปรากฏบนสมุดบันทึกนั้น หน้าของฮ่องเต้จูหยวนจางก็ถมึงทึงถึงขีดสุด ลุกขึ้นยืนอย่างกราดเกรี้ยว แล้วฟาดมือลงบนโต๊ะ กล่าวด้วยโทสะว่า “ไอ้ลูกทรพี! ผู้ใดกันที่บังอาจให้ความกล้ามันเช่นนี้! กล้าดีอย่างไรถึงคิดฏ”
“มันรู้หรือไม่ ว่าการพูดเช่นนี้จะต้องชดใช้ด้วยสิ่งใด”
“หากแค่เอ่ยลอย ๆ ก็คงพอทำเป็หูทวนลมไปได้ แต่นี่มันยังกล้าบันทึกลงในสมุดบันทึก! โชคยังดีที่บันทึกเล่มนี้ตกมาอยู่ในมือข้า”
“หากเื่นี้แพร่งพรายออกไปถึงหูผู้อื่น แม้นต้องโทษสถานเบาที่สุด ก็ต้องถูกถอดยศลดเป็เพียงสามัญชน”
“โง่เง่าจริง ๆ!”
แววตาแห่งักริ้วฉายชัดในดวงตาของฮ่องเต้จู เขาแทบจะระงับโทสะไว้ไม่อยู่ ใครเลยจะคาดคิดว่า โอรสองค์ที่ห้าของตน นามว่า จูซู่ ผู้ซึ่งสุภาพอ่อนโยนและรู้ความ ภายในกลับซุกซ่อนจิตคิดก่อฏเอาไว้
เื่ราวกลับเป็เช่นนี้… ยามที่ฮ่องเต้จูพลิกอ่านฎีกาอยู่นั้น ก็สังเกตเห็นสมุดบันทึกเล่มหนึ่งท่ามกลางกองฎีกาเล่มอื่น เมื่อหยิบขึ้นพินิจดูก็พบว่า บนหน้าปกเขียนไว้ว่า ‘บันทึก์ - จูซู่’
ฮ่องเต้จูตะลึงงัน!
‘บันทึกประจำวันก็บันทึกประจำวัน เหตุใดต้องเป็บันทึก์ด้วย เ้าห้าคิดจะทำอะไรกันแน่?’
‘ไม่รู้หรือว่าข้าก็คือโอรส์ของต้าิ!’
ตามปกติแล้ว! การเป็บิดามารดานั้น สิ่งที่ดีที่สุดคือไม่ควรเปิดดูบันทึกประจำวันของบุตรโดยพลการ แต่ฮ่องเต้จูกลับไม่สามารถระงับความอยากรู้ที่แผ่ซ่านในใจได้ จึงตัดสินใจเปิดบันทึกเล่มนี้โดยไม่บอกกล่าวอะไรสักคำ
และผลลัพธ์คือ เพียงแค่ได้เห็นบรรทัดแรก ฮ่องเต้จูก็แทบจะะเิขึ้นทันที
‘ดูเอาเถิด ลูกคนนี้ของข้ากำลังคิดจะก่อการฏ ดูเสียว่าข้าจะทนได้อย่างไร’
“ฮึ่ม!”
เสียงฮึดฮัดของฮ่องเต้จูแฝงด้วยโทสะและความคับแค้นใจ กล่าวว่า “ให้ข้าดูซิ เ้าบุตรอกตัญญูคนนี้ได้รับความกล้ามาจากที่ใด กล้าหาญถึงขนาดพูดว่าจะก่อการฏได้เช่นนี้”
หลังจากปรับอารมณ์ให้สงบลงเล็กน้อย ฮ่องเต้จูก็เริ่มอ่านบันทึกประจำวันของอู่อ๋องจูซู่ต่อไป
‘เฮ้อ!’
‘หากการก่อฏครั้งนี้สำเร็จ ตำแหน่งฮ่องเต้จะตกเป็ของผู้ใดเล่า? ข้าก็มิเคยคิดยากจะเป็ฮ่องเต้ บัลลังก์นี้มิใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์ ตื่นเช้ายิ่งกว่าไก่ นอนหลับดึกดื่นยิ่งกว่าสุนัข ช่างมิใช่งานของมนุษย์’
‘หากว่าทรงบริหารบ้านเมืองมิราบรื่น ก็จะถูกคนเขาประณามให้เป็ทรราช เป็กษัตริย์โฉดเขลา’
‘หากว่าทรงปกครองบ้านเมืองเป็สุข ก็เป็เื่ที่ควรกระทำอยู่แล้วมิใช่หรือ?’
‘ยิ่งกว่านั้น ทุกวันจะมีคนมากมายคอยรังเกียจ คอยกลั่นแกล้ง สร้างความขุ่นเคืองใจมิให้เป็สุข พวกเขาเพียงแต่้าหาความสุขใส่ตัว มิได้สนใจสิ่งใด แม้แต่เหล่าขุนนางก็คอยแต่จะนินทาว่าร้าย’
‘ทุกวันมีกิจการงานน้อยใหญ่รัดตัว หากปรารถนาจะเป็กษัตริย์ที่ดี ก็ไม่มีแม้เวลาพักผ่อน’
‘มีแต่คนโง่เท่านั้นที่อยากเป็ฮ่องเต้’
‘เป็เพียงองค์ชายที่ใช้ชีวิตสุขสบายเสียยังดีกว่า! ไม่ต้องเข้าร่วมราชสำนัก ไม่ต้องจัดการกับงานราชการ อยากสนุกสนานเช่นไรก็ได้ อย่างน้อยก็เป็โอรสของท่านพ่อ ใช้ชีวิตเยี่ยงองค์ชายดีที่สุดแล้ว’
‘แม้ว่าจะพูดเช่นนั้นก็ตาม!’
‘นโยบายที่ท่านพ่อกำหนดให้อุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์นั้น เป็นโยบายที่นำไปสู่การล่มสลายของประเทศ แต่ใครจะไปสนใจเื่เล่านี้เล่า! ข้อเสียของการอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์นั้น กว่าจะเห็นชัดเจนก็ต่อเมื่อผ่านไปอีกศตวรรษหนึ่ง’
‘ส่วนตอนนี้ อะไรที่ควรสนุกสนานก็สนุกสนานไปเถิด!’
“อืม?”
เมื่ออ่านถึงตรงนี้ ฮ่องเต้จูก็ผุดลุกขึ้นอีกครั้งด้วยความพิโรธ ตวาดว่า “นโยบายอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์เป็นโยบายพาชาติพินาศ! นี่... นี่เป็ไปไม่ได้! นโยบายที่ข้าเสนอไป ไม่อาจมีปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น!”
“เหตุใดจึงเป็นโยบายพาชาติพินาศได้เล่า?”
“เป็ไปไม่ได้ นี่จะต้องเป็ไปไม่ได้ หากเป็นโยบายพาชาติพินาศจริง ขุนนางข้าราชบริพารทั้งหลาย เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดมองออกแม้แต่คนเดียว?”
“เ้าห้าผู้นี้ ต้องกล่าวเท็จเป็แน่”
“แต่ว่า... ในฐานะโอรสของข้า กลับใฝ่ฝันจะเป็เพียงองค์ชายไร้ค่า น่าชังนัก!”
กล่าวถึงตรงนี้ แววตาของฮ่องเต้จูก็ฉายชัดถึงความไม่พอใจที่มีต่อโอรสองค์ที่ห้า จริง ๆ แล้วในใจของผู้เป็บิดาก็สับสน ปรารถนาให้บุตรชายมีความทะเยอทะยาน แต่ก็หวั่นเกรงในสิ่งเดียวกัน
พลัน ฮ่องเต้จูก็ผ่อนคลายลงพลางพลิกอ่านต่อ
‘ถ้าอย่างนั้น หากข้าก่อฏสำเร็จ ให้พี่รองขึ้นครองราชย์ดีหรือไม่?’
‘มิได้ หากให้พี่รองเป็ฮ่องเต้ ภายหลังจะต้องกลายเป็ทรราชย์เป็แน่ พี่รองคนนี้ ต่อหน้าท่านพ่อแสร้งทำเป็ว่าง่าย แต่แท้จริงแล้วเป็คนวิปริตยิ่งนัก รออีกไม่กี่ปี เมื่อเขาถูกส่งครองแคว้นอื่นในดินแดนแล้ว สิ่งที่ทำในแคว้นล้วนแล้วแต่โหดร้ายเทียบเท่าฮ่องเต้เจี๋ยโจว*[1] ไม่อาจปล่อยให้ขึ้นครองราชย์ได้เด็ดขาด!’
‘มิเช่นนั้น พวกเราตระกูลจูคงจบสิ้นแล้ว’
‘ให้พี่สามเป็ฮ่องเต้รึ? มันก็ไม่ต่างอะไรกับพี่รองหรอก หากเป็เขาขึ้นมา ไพร่ฟ้าก็คงจะได้พบเจอแต่ความโหดร้าย’
‘ส่วนพี่สี่นั่น… เฮ้อ! ไว้ค่อยพูดถึงเขาทีหลัง’
‘ถ้าเช่นนั้น หากข้าก่อฏสำเร็จ สุดท้ายก็ต้องให้พี่ใหญ่ขึ้นเป็ฮ่องเต้อยู่ดี แล้วข้าจะก่อฏไปเพื่อสิ่งใดกัน’
‘แต่ว่า...ให้ท่านพ่อวางมือแล้วขึ้นเป็ไท่ซ่างหวง*[2] ปกครองต้าิจากเื้ั ก็น่าสนใจไม่น้อย’
“ฮึ่ม!”
เมื่อเห็นเช่นนี้ ความโกรธในดวงตาของฮ่องเต้จูก็จางหายไป เดิมที บลลังก์ของเขาก็จะมอบให้โอรสองค์โตอยู่แล้ว เื่นี้ ผู้ใดก็ไม่อาจมาเปลี่ยนแปลงได้
ที่จริงแล้ว โอรสของฮ่องเต้จู ล้วนแบ่งออกเป็สามระดับ
ระดับแรกคือจูเปียว เขาเป็โอรสองค์โตของฮ่องเต้จู อีกทั้งยังเป็รัชทายาทด้วย ฐานะนี้ ผู้ใดก็ไม่อาจมาสั่นคลอนได้
ระดับที่สองคือโอรสคนอื่น ๆ ของฮ่องเต้จูกับฮองเฮา
ส่วนระดับที่สามนั้น ได้แก่ โอรสซึ่งถือกำเนิดจากสนมอื่น
แรกเริ่มนั้น ฮ่องเต้จูยังไม่ทรงเห็นถึงปัญหาใด
“อืม?”
ทว่าพริบตานั้น สีหน้ากลับแปรเปลี่ยน ดวงตาปรากฏเพลิงโทสะ ะโขึ้นว่า “เ้ารองมิได้เื่! เบื้องหน้าเรานั้นทำทีว่าดีงามราวกับรู้ความ แต่เื้ักลับชั่วร้ายยิ่งกว่าเจี๋ยโจวเสียอีก!”
“ไม่สิ เ้าห้ากล่าวถึงเื่ในภายภาคหน้า”
“เขา... เขารู้เื่ในภายภาคหน้าได้อย่างไร”
“นี่มันอะไรกัน!”
เมื่อคิดได้ดังนั้น สีหน้าของฮ่องเต้จูก็เคร่งขรึมลงอีกครั้ง ราวกับไม่อยากจะเชื่อ
ด้วยความสงสัยในใจ จึงอ่านต่อไป
‘เฮ้อ! เสียดายนัก!’
‘ท่านพี่ใหญ่ผู้นี้ จะว่าอย่างไรดีเล่า ทุกอย่างล้วนดีเลิศ บัดนี้เป็ทั้งองค์รัชทายาทผู้ทรงคุณ หากในภายภาคหน้าได้ขึ้นครองราชย์สมบัติ สืบสันตติวงศ์ ก็จะเป็หนึ่งบรมาาธิราชผู้ทรงธรรม พวกข้าน้อง ๆ นี้ ทุกคนล้วนยอมสยบต่อเขา’
‘นับว่าเป็ที่ทราบกันดี ท่านพี่ใหญ่ของพวกข้า เป็ถึงองค์รัชทายาทผู้เลื่องลือ ทรงเป็ที่ยอมรับในหมู่ชาวประชาว่าทรงมั่นคงที่สุดในห้าพันปีแห่งประวัติศาสตร์แผ่นดินจีน’
‘น่าเสียดายยิ่งนัก พระชนมายุนั้นสั้นนัก หากข้าจำไม่ผิด ท่านพี่ใหญ่สิ้นพระชนม์ในปีหงอู่ที่ 25 พระชนมายุเพียง 37 พรรษาเท่านั้น’
‘หากท่านพี่ใหญ่สิ้นพระชนม์ ผู้ที่ขึ้นครองราชย์ต่อ ย่อมมิพ้นจูอวิ่นเหวิน เด็กน้อยผู้นั้นเป็แน่’
‘เมื่อถึงเวลานั้น หากข้ามิคิดก่อฏ คงจะต้องถูกเด็กน้อยผู้นั้นลดอำนาจ ลดฐานันดรศักดิ์เป็สามัญชน มิพอแค่นั้น คงจะถูกเนรเทศไปยังแคว้นอันห่างไกลเช่นยูนนานแห่งนั้น’
‘หากเป็เช่นนั้น ความฝันที่จะเป็องค์ชายเ้าสำราญของข้าพังทลายแล้วสิ’
‘ว่าอย่างไรเล่า หรือจะก่อฏเสียแต่บัดนี้! ให้ฮ่องเต้ลงจากบัลลังก์เสียตอนนี้ หากเป็เช่นนั้น ท่านพี่ใหญ่กับท่านแม่ก็คงไม่ต้องมาตายเพราะเขา’
‘ยิ่งไปกว่านั้น!’
‘ด้วยพลังของข้าในตอนนี้ โอกาสสำเร็จในการก่อฏสูงถึงเก้าส่วนครึ่ง เพียงข้าออกคำสั่ง นักรบเงาห้าสิบนายที่แฝงตัวอยู่ข้างกายฮ่องเต้ จะกรูกันเข้าไป จัดการฮ่องเต้ได้ในพริบตา พวกองครักษ์เสื้อแพรคาดว่าคงจะตอบโต้ไม่ทันเป็แน่!’
“ว่าอย่างไรนะ!”
“ลูกทรพี! กล้าดีอย่างไรถึงส่งคนมาสอดแนมข้าถึงเพียงนี้!”
เมื่ออ่านถึงตรงนี้ ฮ่องเต้จูก็โกรธจนตัวสั่น ลุกขึ้นยืนอย่างโกรธกริ้วพลางแผ่รังสีแห่งโทสะและเพลิงแค้นออกมา ฮ่องเต้จูในตอนนี้ อยากจะฆ่าคนอย่างแท้จริง
[1] เจี๋ยโจว (桀纣) เป็ชื่อของกษัตริย์สองคนในประวัติศาสตร์จีนโบราณที่มีชื่อเสียงในด้านความโหดร้ายและความเลวทราม เจี๋ย (桀) เป็กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์เซี่ย (夏朝) โจว (纣) เป็กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ชาง (商朝) ทั้งสองพระองค์เป็ตัวละครสำคัญในตำนานและวรรณกรรมจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเื่ความเลวทรามของกษัตริย์และการล่มสลายของราชวงศ์
[2] ไท่ซ่างหวง เป็พระราชอิสริยยศของจักรพรรดิจีนที่สละราชสมบัติโดยที่ยังมีชีวตอยู่