อนงค์มองเห็นภายในบ้านเหมือนร้านขายเสื้อผ้า ซึ่งมีเสื้อผ้าผู้หญิงเต็มไปหมด และเห็นแม่บ้านเดินเข้ามาหาเธอทันที
“สวัสดีค่ะคุณอนงค์ ฉันคือญินดา เป็แม่บ้านของที่นี่ คุณจะต้องทำกิจกรรมทุกอย่างตามที่ฉันสั่งตลอดสิบวัน เมื่อครบ คุณถึงจะได้รับพรค่ะ” ญินดาอธิบาย
“แล้วฉันต้องทำอะไรคะ ทำไมในบ้านมีแต่เสื้อผ้าเต็มไปหมดแบบนี้” อนงค์สงสัย
“กิจกรรมในวันนี้คือ คุณจะต้องเลือกเสื้อผ้า แล้วแต่งตัวให้กลุ่มคณะกรรมการทั้งสิบคนพอใจ ถ้าหากคนใดคนหนึ่งไม่พอใจ คุณจะต้องเลือกใหม่และแต่งตัวใหม่” ญินดาอธิบาย
“แล้วต้องเลือกยังไงคะ ฉันเป็คนไม่มีแฟชั่นเสียด้วย” อนงค์กล่าว
“นั่นคุณก็ต้องฝึกฝนค่ะ พร้อมแล้ว คุณก็เข้าไปเลือกเสื้อผ้า และแต่งผมแต่งหน้าให้สวยด้วย” ญินดากล่าว
“ค่ะค่ะ ฉันจะไปเลือกเดี๋ยวนี้” อนงค์กล่าว
อนงค์ทำงานเป็ตำรวจมาก่อนเธอไม่มีแฟชั่นและไม่ค่อยได้แต่งตัวเลย ดังนั้นแต่ละครั้งที่เธอเลือกเสื้อผ้า จึงไม่ค่อยถูกใจคณะกรรมการเสียเท่าไหร่ ทำให้อนงค์ต้องเลือกใหม่หลายรอบเป็สิบๆ รอบตลอดหนึ่งวัน จนเธอแทบหอบและเหนื่อยมาก
“คณะกรรมการไม่ชื่นชอบเลยค่ะ งั้นวันพรุ่งนี้คุณค่อยเลือกใหม่นะคะ วันนี้ไปพักได้ค่ะ” ญินดากล่าว
สองวันแรกอนงค์ไม่สามารถเลือกเสื้อผ้าให้กรรมการพอใจเธอได้เลย แต่พอเป็วันที่สาม เพราะเธอได้คัดชุดที่ไม่สวยออกไปเกือบหมดแล้ว ดังนั้นจึงเหลือแต่ชุดสวยๆ ดูดีมีสไตล์ให้เธอเลือก ทำให้กรรมการถูกใจ แต่เธอก็ต้องเลือกหลายชุดเพื่อเตรียมตัวสำหรับวันถัดไป
วันที่สี่ อนงค์จะต้องนำชุดที่เลือกไปแล้วในวันที่สาม มาแต่งเพื่อเดินแฟชั่นโชว์
“อะไรนะคะ วันนี้ฉันต้องเดินแฟชั่นด้วยหรอคะ” อนงค์กล่าว
“พร้อมแล้วใช่มั้ย ต้องให้กรรมการพอใจเท่านั้นนะคะ ไม่งั้นคุณต้องเริ่มเดินใหม่” ญินดากล่าว
อนงค์ไม่เคยเดินถ่ายแบบมาก่อน ดังนั้น่แรกเธอจึงเดินเกร็งๆ ทำให้กรรมการท่านหนึ่งถึงขั้นต้องออกมาสอนเธอเดิน อนงค์เจ็บเท้ามากเพราะเธอต้องสวมรองเท้าส้นสูงเดิน ดังนั้นในวันแรกเธอจึงเดินเก้งๆ กังๆ ดูตลกมากกว่าสวยงาม
พอวันที่หก อนงค์เดินได้คล่องขึ้น คณะกรรมการทุกคนพากันตบมือให้ แต่ทว่าอนงค์ก็ต้องเดินแฟชั่นทั้งวัน เพราะเธอต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ครบสิบชุด หลังเลิก เธอถึงขั้นล้มไปกองกับพื้น เพราะรองเท้ากัด อนงค์ตั้งหลักได้ก็รีบถอดรองเท้าแล้วเดินกะเผลกๆ ไปหาแม่บ้านทันที
“ทำไมเงื่อนไขพวกคุณมันยากนักล่ะคะ ฉันเป็แค่ตำรวจนะคะ ทำไมต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วย” อนงค์บ่น
“อ้าว มันก็ต้องคุ้มค่ากับพรที่คุณขอหน่อยสิคะ คุณเลิกบ่นแล้วไปพักเถอะค่ะ” ญินดากล่าว
พอวันที่เจ็ด วันนี้เรือนนี้ใจดี เพราะแม่บ้านให้อนงค์ยิงปืนให้ถูกเป้า พออนงค์รู้ก็ดีใจเพราะมันเข้าทางเธอ
แต่ทว่าเมื่ออนงค์เดินเข้าประจำที่แล้วเห็นเป้ายิง มันไกลเป็โยชน์
“อ้าวคุณแม่บ้าน ไกลขนาดนั้นแล้วใครจะไปยิงถูกล่ะคะ” อนงค์บ่น
“อ้าวถ้ามันง่าย ก็ไม่ใช่เรือนกาญจนาสิคะ 555” ญินดากล่าว
แม้อนงค์จะเป็ตำรวจที่ยิงปืนแม่นมาก แต่มันไกลเกินและเธอก็มองแทบจะไม่เห็น ดังนั้น่ครึ่งเช้า เธอยิงไม่เข้ากลางเป้าเลยสักนัด
“พยายามเข้านะคะคุณอนงค์ หากคุณไม่ผ่านวันนี้ คุณจะไม่ได้รับพรนะคะ” ญินดากล่าว
อนงค์ได้ยินดังนั้น เธอจึงรวบรวมสมาธิใหม่ ทำจิตใจให้ผ่อนคลายแล้วตั้งใจยิงดีๆ และแล้วก็สมกับความพยายาม อนงค์สามารถยิงได้เข้าเป้า ดังนั้นใน่ครึ่งบ่ายเธอจึงยิงได้เข้าเป้าทุกนัด
ในวันที่แปด อนงค์จะต้องเข้าต่อสู้กับนักเลงสิบคน และเธอจะต้องสู้ให้ชนะ อนงค์สามารถชนะหมดทุกคนก็จริง แต่เธอแทบจะหมดเรี่ยวแรง าเ็ ถึงขึ้นสะบักสะบอมเลยทีเดียว
พอวันที่เก้า อนงค์จะต้องเดินไปนั่งบนบัลลังก์ที่เขาจัดเตรียมไว้ให้ แต่แล้วเธอจะต้องเดินผ่านสัตว์ประหลาดน่ากลัวและน่าขยะแขยงจำนวน 50 ตัวถึงจะได้ แม้พวกนี้จะมีรูปร่างเป็สัตว์ที่เธอเคยเห็น แต่พวกมันมีทั้งหนอน กิ้งกือ แมลงวัน ผึ้ง แมลงหวี่ ไต่อยู่เต็มไปหมด
แล้วอนงค์ก็ไม่สามารถหลับตาเดินไปนั่งบนบัลลังก์ได้ เพราะเส้นทางที่เธอเดินมีทั้งหลุม บ่อ ก้อนหิน คอยกีดขวาง อนงค์อยากจะขอเลิกกลางคัน แต่เพื่อเป้าหมายแล้ว เธอก็ยอมที่จะเดินผ่านสัตว์ประหลาดเ่าั้ไปให้ได้ แต่กว่าเธอจะเดินไปถึง เธอจะต้องคอยหลบไม่ให้พวกมันมาแตะต้องตัวเธอได้ เพราะเธอก็ยังคงกลัวและขยะแขยงพวกมันอยู่ สุดท้ายเธอก็ไปถึงบังลังก์เวลาห้าโมงเย็นพอดี ลมแทบจับเลยทีเดียว
ตลอดเก้าวัน อนงค์รู้สึกว่าที่นี่ให้เธอทำกิจกรรมที่อ่วมอรทัยเป็อย่างมาก กว่าจะถึงวันที่สิบวันสุดท้าย เธอแทบจะลุกไม่ขึ้นเลยทีเดียว เธอได้แต่ลุ้นว่าวันที่สิบเขาจะให้เธอทำกิจกรรมวิบากอะไรอีก
ในวันที่สิบ อนงค์เดินออกมาจากห้องนอน ก็เห็นภายในตัวบ้านกลายเป็โรงหนังโรงใหญ่ ตรงกลางเป็โต๊ะที่วางอาหารพร้อมกับเก้าอี้ เธอเลยเดินเข้าไปนั่งทันที
เสียงของญินดากล่าวว่า “ในวันที่สิบคุณจะต้องดูหนังให้จบ ถึงจะขอพรได้ค่ะ”
จากนั้นภาพในจอก็เริ่มปรากฏ
อนงค์เห็นพี่ชายตัวเองซึ่งทำงานเป็ลูกน้องมาเฟียหม่าหวิน เขาปกป้องมาเฟียโดยรับะุแทน แต่แล้วะุนั้นไปทำลายระบบประสาท ทำให้พี่ชายของเธอเป็อัมพาต ใน่เวลาที่พี่ชายท้อแท้จนเกือบจะฆ่าตัวตาย ฉวีวรรณก็คอยปลอบและดูแลพี่ชายอยู่ไม่ห่าง เธอคอยป้อนน้ำป้อนอาหาร อาบน้ำ เช็ดของเสียจากร่างกายพี่ชายอย่างไม่รังเกียจ
ระหว่างที่อนงค์เห็นฉากเหล่านี้ เธอถึงขั้นงงว่า “ในเมื่อฉวีวรรณก็ดูแลพี่ชายฉันดีขนาดนี้ แล้วทำไมถึงนอกใจพี่ชายฉันได้นะ”
แต่แล้วฉากก็ฉายไปจนถึงกลุ่มพรรคพวกมาเฟียหม่าหวินมาที่บ้านของพี่ชายอนงค์ พวกเขาเข้ามาหวังจะทำร้ายร่างกายอนันต์ แต่ฉวีวรรณเข้ามาขวางเอาไว้ หม่าหวินเห็นฉวีวรรณครั้งแรกก็พอใจในรูปโฉมของเธอ เลยบอกให้ลูกน้องจับเธอเอาไว้ทันที
“นี่ปล่อยนะ พวกแกจะทำอะไรน่ะ” ฉวีวรรณกล่าว
หม่าหวินจับไปที่แก้มของฉวีและบอกว่า “เธอรู้มั้ย สามีของเธอติดหนี้ฉันสิบล้านบาท และเขาจะต้องชดใช้ และในเมื่อเขาทำงานให้ฉันไม่ได้ ฉันก็จะยึดบ้านของมันไงล่ะ”
“แต่บ้านหลังนี้เป็ของอนงค์น้องสาวของเขา คุณยึดมันไม่ได้หรอก” ฉวีวรรณกล่าว
“งั้นเอายังไงดีล่ะ เอาชีวิตมันเลยดีมั้ย” หม่าหวินกล่าว
ฉวีวรรณคุกเข่าขอร้องทันที “ฉันขอร้องล่ะ ปล่อยสามีฉันไปเถอะ เดี๋ยวฉันค่อยๆ ทยอยใช้คืนให้ก็ได้”
“ถ้าอย่างนั้น ชดใช้เป็ตัวเธอล่ะ เป็ไง ถ้าเธอยอมเป็นางบำเรอฉัน ฉันจะไม่เอาชีวิตสามีของเธอ” หม่าหวินยื่นข้อเสนอ
“อย่าไปยอมนะฉวี ปล่อยให้มันเอาชีวิตไร้ค่าอย่างฉันไปเถอะ” อนันต์กล่าว
“ไม่ค่ะ คุณจะต้องมีชีวิตอยู่นะคะ ไม่งั้นฉันจะฆ่าตัวตายตามไปด้วย” ฉวีวรรณกล่าว
“ไม่ ยังไงฉันก็ไม่ยอมให้เธอไป ปล่อยเมียฉันเดี๋ยวนี้นะ” อนันต์กล่าวทั้งที่ก็นั่งรถเข็น พยายามลุกออกจากรถเข็น แต่ก็ล้มไปนอนกับพื้น
ฉวีร้องไห้ไม่อยากจากสามีไป แต่ก็ต้องเดินตามหม่าหวินไปด้วยความจำใจ
อนงค์น้ำตาไหล เธอไม่คิดเลยว่าพี่สะใภ้ของเธอจะยอมสละตัวเองเพื่อชดใช้หนี้แทนพี่ชายของเธอ อนงค์รู้สึกผิดที่ตนคิดถึงขั้นจะฆ่าพี่สะใภ้ของตัวเอง
แล้วภาพก็ตัดไปที่ โรงแรมเพียงอินน์นั่น
“นี่นะหรือ คนโปรดของหม่าหวินน่ะ เพราะแกคนเดียวทำให้เขาไม่ไปหาผู้หญิงอื่นเลยน่ะ ฉันจะทำให้แกเสียโฉมคอยดู เร็วพวกเราจับมันไว้”
ผู้หญิงคนนั้นก็ตบฉวีวรรณอย่างไม่ยั้งมือ แต่โชคดีที่ตัวอนงค์เป็ฝ่ายเข้าไปหยุดกลุ่มผู้หญิงเหล่านี้ไว้ และตอนนั้นเองที่อนงค์ได้พูดใส่พี่สะใภ้ตัวเอง หลังจากที่อนงค์เดินออกมา ฉวีวรรณก็คุกเข่าร้องไห้เสียใจ
อนงค์รู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเอง ที่ไปพูดจาแบบนั้นอย่างไม่น่าให้อภัย
และฉากสุดท้าย ก็ตัดไปที่ตอนนี้ฉวีวรรณ ไม่ได้เป็คนโปรดของหม่าหวินอีกต่อไป เธอถูกส่งให้ไปทำงานเป็สาวใช้ที่บ้านภรรยาของหม่าหวิน ฉวีวรรณโดนกดขี่ข่มเหง และต้องทำงานบ้านสารพัด อีกทั้งโดนภรรยาของหม่าหวินรังแกและระบายอารมณ์ใส่ เหตุเพราะ่หนึ่งฉวีวรรณเคยเป็คนโปรดของสามี
“หนังจบแล้วค่ะ ได้เวลาขอพรแล้ว” อุไรปรากฏตัว
“ฉันขอพรให้พี่ฉวีวรรณกลับมาเคียงคู่กับอนันต์ที่หายจากอัมพาตแล้ว” อนงค์รีบขอพรทันที
“ยอมเปลี่ยนพรแล้วสินะ เอาล่ะ ขอให้พรของคุณ สมปรารถนาในบัดดล” อุไรร่ายมนตร์
หลังจากนั้นอุไรก็พาอนงค์ออกไปจากเรือนกาญจนาทันที
สักพักอนงค์ก็รู้สึกตัว และพบว่าตัวเองนอนหลับอยู่ในห้องนอนของตัวเองเป็เวลาสองวัน โดยมีพี่เลี้ยงและพี่ชายเธอที่นั่งบนรถเข็น คอยเฝ้าดูเธออยู่อย่างไม่ห่างตา