ฝ่ายหม่าเหลียงนั้นหลังจากมาถึงกองเสบียงก็นึกกระหยิ่มด้วยสมความคิด
"ไอ้พวกโง่นั่น คงคิดไม่ถึงซินะ จะต้องอุบายเรา ก่อนจะไปจากที่นี่ ข้าจะเผาเสบียงเสียให้ราบ"
ค่ายหยาบๆที่ใช้ทวนปักบนพื้น แล้วใช้เชือกผูกติดกันทำเป็รั้ว ตรงทางเข้ามีเวรยามคุ้มกันอย่างเข้มงวด แต่ด้วยป้ายคำสั่งของเตงเมา เขาจึงผ่านเข้ามาได้อย่างง่ายดาย จากนั้นจึงตรงเข้าไปในห้องครัว
ด้วยท่าเดินดั่งม้าศึก จึงไม่มีใครกล้าขวางกั้น หม่าเหลียงทำทีตรวจดูเตานั้นที เตาโน้นทีอย่างไม่เกรงใจ จนกระทั่งชายวัยกลางคนสวมเสื้อกันเปื้อน เดินตรงเข้ามาถามความด้วยเสียงกร้าว
"เ้าเป็ใคร? ทำไมถึงมายุ่มย่ามในห้องครัวของข้า ไม่เห็นหรือไง ว่าพวกข้ากำลังยุ่งอยู่ ถ้าจะเข้ามาเอาอาหารละก็ รออีกครึ่งชั่วยามจึงจะเรียบร้อย" สงป้าหัวหน้าพ่อครัว มีท่าทีหัวเสียเต็มทน
หม่าเหลียงยิ้มกว้างไม่ตอบอะไร เพียงหยิบกระดาษที่เขียนโดยแม่ทัพใหญ่ส่งให้ สงป้าอ่านข้อความก็ยึดกระดาษนั้นไว้ แล้วเรียกเด็กรับใช้ให้นำเขาไปยังสถานที่เก็บสุรา
"พี่ชาย ในเกวียนนั้นมีเหล้าเผาดาบคุณภาพสูงวางอยู่ ท่านเอาไปได้แค่หนึ่งไหเท่านั้นนะ" เด็กรับใช้กล่าวจบ ก็เลิกผ้าคลุมเกวียนออก แล้วเอื้อมมือไปหยิบไหสุราส่งให้
"ปึ๊ก..อึ๊ก." เสียงสันมือกระแทกเข้าที่ท้ายทอยอย่างแรง จนเด็กรับใช้สลบเหมือดทันที
หม่าเหลียงจัดการมัดมือมัดปาก แล้วโยนเ้าคนเคราะห์ร้ายไปซุกไว้ที่ใต้เกวียน จัดการถอดเสื้อของมัน ฉีกเป็ริ้วๆทำเชื้อเพลิง จากนั้นจึงหยิบชุดจุดไฟที่ขโมยมาเมื่อสักครู่ จุดทิ้งไว้ปิดผ้าคลุมเกวียนกำบัง ก่อนที่ตนเองจะแบกไหสุราออกมา
เขาจูงม้าแบกไหสุราเดินออกมาได้ไม่ไกลนัก บังเกิดควันไฟดำปื้อลอยหนาทึบ ส่งกลิ่นไหม้เหม็นคละคลุ้งไปทั่ว แอลกอฮอล์ดีกรีสูงของเหล้าเผาดาบ นับว่าเป็เชื้อปะทุอย่างดี
"บึ้ม.." เกิดการะเิครั้งใหญ่ของเกวียนเก็บสุรานับสิบเล่ม สร้างความแตกตื่นไปทั่วบริเวณ
"ไฟไหม้ๆๆ"
"เฮ๊ย.ช่วยคนเจ็บเร็วๆเข้า"
"ไอ้พวกบื้อ.ไปหยิบถังตักน้ำ มาดับไฟเร็วเข้า"
"ไอ้พวกยามข้างนอกน่ะ รีบมาช่วยกันซิโว๊ย" เสียงสงป้าะโโหวกเหวก สร้างความอลหม่านไปทั่ว
……......
"เฮอะ.ยังไม่พอหรอก.เ้าโจรชั่ว ข้าได้ยินเสียงม้าอยู่ตรงหน้า บัดเดี๋ยวจะมีเื่ครึกโครมให้พวกเ้าได้ตื่นเต้นกันอีกครา"
ค่ายม้านั้นอยู่ห่างจากกองเสบียงเพียงหนึ่งลี้ ลักษณะของค่ายถูกจัดตั้งคล้ายกองเสบียงแต่ใหญ่กว่าหลายเท่า มีหน่วยทหารผ้าเหลืองนับสิบนายปิดกั้นขวางทางเข้า
"พี่ชาย นี่คือคอกม้าใช่หรือไม่?" หม่าเหลียงเอ่ยถามอย่างสุภาพ
นายสิบทหารสำรวจชายแปลกหน้า ที่จูงม้าแบกไหสุราเข้ามาอย่างคลางแคลง
"มึงเป็ใคร ที่นี่ห้ามเข้า"
ลูกน้องผ้าเหลืองคิดอย่างฉับไว มองไปที่ม้าแล้วแทรกขึ้นมาว่า
"เอ.ลูกพี่ หรือว่ามันจะเอาม้ามาเก็บเข้าคอก"
หม่าเหลียงฉีกยิ้ม
"ข้าชื่อม้าเลี่ยง เป็นายทหารคนสนิทของท่านเตงหม้อ นี่ก็ใกล้ได้เวลาอาหารแล้ว นายท่านจึงให้ข้าแบกไหสุรามาให้ รวมทั้งยังให้นำม้าตัวนี้มากินหญ้าที่นี่ แล้วค่อยนำกลับไป" นายพรานหนุ่มใจเย็น ตอบด้วยไหวพริบ
"อ๋อ.ที่แท้ก็เป็แบบนี้นี่เอง" นายสิบทหารได้ฟังก็สิ้นสงสัย
พลางแลบลิ้นเลียริมฝีปากกว้าง แล้วให้ลูกน้องจูงม้าไปกินหญ้าก่อน
ส่วนตัวมันเองรีบเข้ามาประคองไหสุราช่วยเหลือม้าเลี่ยง
"ฮ่า.ฮ่า.ฮ่า.ขอบใจมากน้องชาย แล้วฝากขอบใจไปถึงท่านนายกองด้วยนะ" กล่าวจบ มันไม่รอช้ารีบเรียกพวกพ้อง ตั้งวงก๊งเหล้ากัน
หม่าเหลียงระบายลมปาก ลอบมองทางเข้าก็ให้นึกแปลกใจ จึงเอ่ยถามคลายความสงสัย
"ท่านหัวหน้า ท่านกั้นช่องเขาสร้างเป็คอกม้า แล้วพวกพี่น้องของเราเล่า พักผ่อนกันที่ไหน?"
นายสิบทหารกระดกชามเหล้าลงคอดังเอื๊อกใหญ่ แล้วตอบว่า
"อ๋อ.เื่นั้นน่ะเหรอ ท่านแม่ทัพให้แบ่งช่องเขาออกเป็สามส่วน ส่วนหน้าให้ทำเป็กองเสบียง ส่วนที่สองให้สร้างเป็คอกม้า ส่วนที่สามยาวราวห้าลี้.ให้จัดเป็ค่ายพักทหาร ส่วนทางออกก็ให้ตั้งหอเกาทัณฑ์ ปิดช่องเขาเอาไว้ "
หม่าเหลียงดวงตาสั่นไหวเมื่อได้รับฟัง
'แย่แล้ว พวกมันตั้งค่ายกันอยู่ภายในช่องเขา ขืนทอดเวลาให้เนิ่นนานกว่านี้ จนกระทั่งพวกมันตั้งค่ายกันเสร็จเรียบร้อย เราคงไม่มีโอกาสหลบหนีได้อีก'
ทันใดนั้นนายสิบทหารเห็นควันหนาทึบลอยขึ้นบนท้องฟ้า ให้ตื่นตระหนกขึ้นมา
"เอ๊ะ.นั่นควันอะไร? น่าจะมาจากกองเสบียง" มันลุกพรวดอุทานด้วยความสงสัย
เหล่าลูกน้องทหารพากันลุกขึ้นยืน ป้องหน้ามองไปยังจุดเกิดเหตุ ที่ห่างออกไปประมาณหนึ่งลี้
"แย่แล้ว.กองเสบียงเกิดไฟไหม้ " ลูกน้องทหารผ้าเหลืองต่างร้องตะเบ็ง
นายสิบทหารเริ่มตื่นตัว หันมาถามม้าเลี่ยงทันที
"น้องชาย เ้าเพิ่งมาจากกองเสบียง เกิดอะไร…."
มันไม่ทันได้กล่าวจบประโยค คมดาบวาววับพลันพาดผ่านลำคอ จนศีรษะปลิวกระเด็นไปไกล
"อ๋อ.ข้าเป็คนวางเพลิงเองแหละ.พี่ชาย"
หม่าเหลียงยิ้มะเืตอบกลับ ก่อนที่ลูกน้องทหารที่เหลือจะหายตะลึงงัน นายพรานหนุ่มก็กรีดเงาดาบเป็วงกว้าง สังหารทหารที่เหลืออย่างรวดเร็ว เพียงอึดใจเดียวทุกอย่างพลันเงียบกริบ พวกมันไม่ทันได้ตั้งตัว แม้กระทั่งกระชากอาวุธออกมาสู้ด้วยซ้ำไป ิญญาทั้งสิบเอ็ดคนก็หลุดลอยออกจากร่าง
จู่ๆทหารผ้าเหลืองกำลังจูงม้า ที่พาไปกินหญ้ากลับออกมาพอดี พอเห็นซากศพนอนเกลื่อนกลาด มันจึงหยิบนกหวีดเป่าส่งสัณญาณเตือนอันตราย ให้พรรคพวกได้รับรู้ทันที
"ฉับ" เสียงคมดาบกุดหัวตกลงพื้น หม่าเหลียงมองทหารผ้าเหลืองคนนั้นอย่างแค้นเคือง
"ไอ้สารเลว อุบายกูเกือบจะสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว ถ้าไม่มีมึง"
ชายหนุ่มไม่รั้งรออีกต่อไป ะโขึ้นหลังม้าไล่เข่นฆ่าคนงานที่บังอาจต่อต้าน แล้วจัดการจุดไฟเผาคอกม้าทันที หญ้าแห้งๆในฤดูร้อนเป็เชื้อเพลิงอย่างดี ลมร้อนจากทิศทักษิณกำลังโชยผ่าน่เวลาพลบค่ำ บัดนี้เปลวไฟกำลังลุกไหม้ โหมกระพือไปทางอุดรทิศอย่างรวดเร็ว
หม่าเหลียงนั้นเป็คนพื้นเพ ช่องเขาหาดทรายขาวแห่งนี้กว้าง 40 จั้ง ยาว 7 ลี้เศษ เป็ทางเดินคับแคบคดเคี้ยว ทั้งสองข้างสลับกับเนินเขาและป่าละเมาะเป็่ๆ ซึ่งเขาเดินเล่นราวกับสวนหลังบ้านมาั้แ่ยังเด็ก หลับตายังเห็นภาพกระจ่างดุจดั่งฝ่ามือตน
บัดนี้หนึ่งม้าหนึ่งคนพุ่งทะยานเหมือนพายุคลั่ง ตะลุยหน่วยทหารผ้าเหลืองที่กำลังนั่งพักผ่อน,ล้อมวงคุยเล่นข้างกองไฟ,บางคนกำลังตั้งกระโจมยังไม่แล้วเสร็จก็มี โดยพวกมันทั้งหมดไม่ทันได้ระวังภัยเลย
"อึก.อั่ก.โอ๊ย.โคร้ม."
ดังเป็ทอดๆราวกับไล่เสียงโน้ตเปียโน พอพวกมันรู้สึกตัวอีกที ก็เห็นแต่ก้นม้าวิ่งไหวๆ ห่างออกไปไกลดั่งเงาพราย
"แม่ง.เอ๊ย.อะไรของมันวะ"
"จะรีบไปตายหรือไงวะ ไอ้เหี้..เอ๊ย"
เสียงสรรเสริญเยินยอบิดามารดาบังเกิดเกล้า ตะเบ็งสุดเสียงไล่เรียงกันมา