พอถึงเวลาทานมื้อเย็น แม่บ้านก็ขึ้นมาปลุกผมให้เตรียมตัว ผมจัดการธุระส่วนตัวในห้องน้ำเสร็จ ก่อนจะออกมาเปลี่ยนเสื้อผ้า
ผมเลือกหยิบเสื้อยืดโอเวอร์ไซซ์สีขาวกับกางเกงยีนสามส่วนสีดำมาใส่ เสื้อผ้าในตู้มีแต่เสื้อผ้าผู้หญิงตัวเล็กๆ รัดรูป กว่าจะหาแบบที่้าได้ก็แทบจะรื้อตู้ออกมา พอเเต่งตัวเสร็จผมก็รีบลงไปข้างล่างทันที
แต่พอลงมาถึงโต๊ะอาหารทุกคนก็นั่งรออยู่ก่อนแล้ว หัวโต๊ะเป็คุณปู่ชัยนาท ด้านซ้ายเป็คุณย่าเพ็ญศรี ด้านขวาเป็เ้าสัวพิชัย ด้านข้างคุณย่าเป็ริวส่วนด้านขวาคุณพ่อเป็ราม ผมไม่รู้ว่าจะเอาก้นตัวเองไปวางไว้ตรงไหนจึงเลือกนั่งข้างราม
“มาช้า! คนอื่นเขารอไม่เห็นรึไง” พอนั่งลงได้ริวก็พูดแขวะผมทันที
“ขอโทษครับ” ผมก้มหัวขอโทษทุกคน
หลังจากที่เรย์ก้มหัวขอโทษทุกคนไปก็ได้รับสายตาประหลาดใจ แต่เรย์ก็ยังคงก้มหน้านิ่งไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองใคร
บรรยากาศภายในห้องอาหารเริ่มอึดอัดขึ้นเรื่อยๆ
“เสิร์ฟอาหาร” เสียงประมุขของบ้านเอ่ยขึ้นขัดบรรยากาศที่อึดอัดนี้
อาหารมากหน้าหลายตาถูกนำมาวางเรียงบนโต๊ะอาหาร มีเเต่เมนูดีๆ ทั้งนั้น
แต่ด้วยกลัวว่าจะทำอะไรไม่เหมาะสมแล้วทุกคนจะไม่พอใจ ผมจึงเลือกตักอาหารที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น คือแกงจืดกับผัดผัก ผมไม่ได้คิดมากเื่อาหารการกิน ผมกินอะไรก็ได้ แต่ก่อนกินข้าวเปล่ากับน้ำเปล่าก็ยังกินได้
ที่เลือกทำแบบนี้ ก็เพราะกลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเหมือนสมัยผมอยู่ร่างก่อน เวลาพ่อแม่บุญธรรมไม่พอใจก็จะให้ผมอดข้าว
มีอะไรให้กินยังดีกว่าไม่มี แต่ก่อนอดยากกว่านี้ยังทนได้ อาหารพวกนี้นับว่าดีมากแล้ว
“ทานอย่างอื่นบ้างสิเรย์ ทำไมทานแค่นั้นล่ะ” คุณย่าเพ็ญศรีเอ่ยทักผมเสียงอ่อน ผมมองหน้าก่อนจะยิ้มออกมา ผมจึงเลือกตักไก่ทอดมาหนึ่งชิ้น
“ต่อไปนี้แกต้องกลับมาอยู่ที่นี่” หลังจากทานอาหารเสร็จคุณปู่ชัยนาทก็พูดกับผม
“ผมขอกลับไปอยู่ที่คอนโดเหมือนเดิมครับ” ผมบอกจุดประสงค์ของตัวเองให้อีกฝ่ายฟังเช่นเดียวกัน บรรยากาศโต๊ะอาหารเริ่มอึดอัดเริ่มขึ้นเรื่อยๆ มันอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
"จองหอง! เธอดูสภาพตัวเองตอนนี้สิ ก่อนจะพูดอะไรออกมา" ริวพูดเสียงดังลั่นโต๊ะ
"ริวเสียมารยาท" รามเอ่ยปรามน้องชาย
"พี่ก็ดูสิ!"
“ตามฉันไปคุยที่ห้องเดี๋ยวนี้” คุณปู่ชัยเอ่ยปากพูดกับผมเมื่อรู้สึกว่าสถานการณ์เริ่มบานปลาย ผมแอบสังเกตเห็นอีกฝ่ายกัดฟันจนสันกรามขึ้น
อ่า...โมโหแล้วสินะ
“ครับ”
ผมเดินตามหลังท่านไปยังห้องทำงานของอีกฝ่าย มีเ้าสัวพิชัยเดินตามมาด้วย พอเข้ามาในห้องพวกท่านก็ไปนั่งที่โซฟา ส่วนตัวผมเลือกที่จะยืน ยังไม่มีใครเอ่ยอนุญาตก็ไม่ควรนั่งไม่ควรผลีผลามทำอะไรที่เป็การเสียมารยาท
“นั่งลง”
“ขอบคุณครับ”
“ฉันอยากให้แกพักรักษาตัวอยู่ที่นี่ต่อ ไม่ต้องกลับไปคอนโดนั่นอีกแล้ว” คุณปู่ชัยนาทพูดจุดประสงค์ออกมา
“ผมยังคงยืนยันคำเดิมครับ ว่าอยากกลับไปอยู่ที่คอนโดดังเดิม” ผมตอบอีกฝ่ายด้วยความใจเย็น ไม่ใส่อารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น
ถ้าให้อยู่ที่นี่คิดว่าสภาพจิตใจผมจะเป็ยังไง ไม่มีใครสักคนในบ้านที่ชอบผม ยกเว้นแค่เเม่นมคนเดียว ผมต้องทนอยู่ในบ้านหลังนี้เหรอ
อย่างน้อยคอนโดนั้น มันก็ไม่ได้อึดใจแบบนี้ อยู่คนเดียวอยากทำอะไรก็ทำได้ จะให้ผมสนิทใจอยู่รวมกับพวกเขาก็คงทำไม่ได้
ใครจะยืนยันได้ว่าผมจะอยู่บ้านหลังนี้อย่างสงบสุข
บ้านที่เรียกว่าบ้านได้ไม่เต็มปาก มันโคตรจะอึดอัดใจ
เลือกที่จะถอยกลับมาตั้งหลักก่อนดีกว่า
“ทำไมแกถึงเป็แบบนี้” เมื่ออีกฝ่ายไม่เห็นท่าทีใส่อารมณ์เหมือนแต่ก่อน จึงแสดงท่าทีอ่อนลงเล็กน้อย ผมเข้าใจนิสัยผู้สูงอายุแต่ก่อนผมก็รับจ้างเลี้ยงคนแก่กับเด็ก จึงเข้าใจดีว่ายิ่งคนเราอายุมากขึ้นก็เหมือนกลับไปเป็เด็กอีกครั้ง พวกเราต้องเอาน้ำเย็นเข้าลูบ เวลาพูดพยายามอย่าใส่อารมณ์ อย่าหงุดหงิด พยายามที่จะเข้าใจเขาให้ได้มากที่สุด
นี่อาจเป็อีกหนึ่งข้อดีของผมคือการเป็คนใจเย็น
ผมถือวิสาสะลุกจากที่นั่ง เดินตรงเข้าไปหาท่านทั้งสอง ผมคลุกเข่าลงกลับพื้น พวกท่านหันมองการกระทำผมอย่างสงสัย
ผมค่อยๆ ยกมือทั้งสองขึ้นพนมก่อนจะก้มลงกราบเท้า
คุณปู่ชัยนาทและเ้าสัวพิชัยใกับการกระทำของเรย์เป็อย่างมาก ั้แ่มีลูกมีหลานมาไม่มีเคยมีคนไหนที่มากราบเท้าพวกเขาสักคน ยิ่งกับเรย์ยิ่งแล้วใหญ่
“ผมขอโทษครับ ขอโทษกับทุกอย่างที่ผ่านมาทั้งหมด ทั้งเื่ที่ไม่ดีและสิ่งเคยละลาบละล้วงคุณปู่กับคุณพ่อไป ผมคงเป็ลูกที่ดีและหลานที่ดีให้ไม่ได้ ขอโทษที่ทำให้ต้องลำบากใจอยู่ตลอดเวลา ตอนที่หลับไปผมคิดว่าชาตินี้คงจะไม่ได้กลับมาเจอหน้าทุกคนอีกแล้ว” ผมพูดขอโทษออกมาทั้งน้ำตา ส่งผ่านความรู้สึกในส่วนลึกของเรย์ออกมา และผมถือโอกาสนี้ขอเป็ลูกหลานพวกท่านอีกคนโดยสมบูรณ์แบบ
“ไม่เป็ไรๆ ปู่ให้อภัยแก” ท่านพูดพร้อมกับยกมืออันสั่นเทา ปาดน้ำตาให้ผมเบาๆ
"พ่อก็ไม่ถือโทษโกรธแกแล้ว"
“ผมขอโทษที่เป็อย่างที่ทุกคนหวังไม่ได้ ผมจะไม่ทำให้ทุกคนหนักใจเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว” ผมสวมกอดทั้งคู่ไว้แน่น ในชีวิตที่ผ่านมาผมไม่เคยได้มีโอกาสได้กอดพ่อเลย นี่สินะความอบอุ่นของอ้อมกอดผู้ให้กำเนิด
“ได้ๆ ฉันยอมแล้ว แกไม่ต้องขอโทษฉันแล้ว ต่อไปนี้ไม่ว่าแกจะเป็อะไรฉันจะไม่ห้าม ปู่ขอแค่แกอย่าเป็อะไรไปอีก แกรู้ไหมปู่แทบจะขาดใจตอนรู้ข่าว ปู่ไม่อยากเสียแกไปไหนอีกแล้ว” ท่านพูดพร้อมกับลูบหัวผมด้วยความอ่อนโยน “แต่เื่ที่แกจะกลับไปอยู่คอนโด...”
“ผมคิดดีแล้วครับ ให้ผมกลับไปอยู่เถอะ” ผมพูดแทรกอีกฝ่ายอย่างเสียมารยาท พร้อมกับส่งสายตาออดอ้อน
“คอนโดก็ไม่ได้ไกลจากที่นี่มาก ถ้าคุณปู่กับคุณพ่ออยากไปหาก็ไปได้ ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าผมจะอยู่บ้านหลังนี้อย่างมีความสุข แม้แต่คุณปู่เองก็ยังยืนยันให้กับผมไม่ได้ ขอโทษนะครับที่ผมต้องพูดตรงๆ แต่ทุกอย่างที่ผมพูดมันคือเื่จริง" ผมอธิบายเหตุผลเพิ่มเติมให้ท่านฟังอย่างใจเย็น ถ้าคุณอยู่ในพื้นที่ toxic คุณจะทนอยู่กันไหมล่ะ
คอนโดห่างจากบ้านหลังนี้เพียงแค่ 2 กิโลเมตร ขับมอเตอร์ไซค์มาก็ใช้เวลาไม่มาก
พวกท่านเงียบสักพักใหญ่ ก่อนจะพยักหน้า ท่านคงคิดได้ว่าตอนนี้ผมอ่อนลงให้แล้ว ไม่ควรสุมไฟใส่
ปู่ชัยนาทและเ้าสัวพิชัยมองตากันอย่างรู้ความหมาย ถ้าไม่อยู่ที่นี่พวกเขาก็จะไปหาและจัดบอดี้การ์ดลับๆ ให้เอง
“ก็ได้พ่ออนุญาตให้แกกลับไปก็ได้ แต่ถ้าว่างแกก็ต้องกลับมาหาฉันบ้าง” ผมรีบพยักหน้ารับ ตอนเด็กๆ ทุกคนรักและแพ้ลูกอ้อนของเรย์มาก
นี่แหละข้อดีของการใจเย็นเวลาคุยกัน แค่เพียงใจเย็นลง อ้อนนิดอ้อนหน่อยพวกท่านก็แพ้ราบคาบแล้ว เราต้องหัดใช้หน้าตาอันน่ารักของตัวเองให้เกิดประโยชน์
“ครับ” ผมรับปากก่อนจะยิ้มหวานส่งให้อีกหนึ่งดอก
“มีอะไรให้ช่วยก็โทรมาแล้วกัน”
“ครับ” ผมตอบพร้อมกับทำท่าวันทยหัตถ์เหมือนกับทหาร ก่อนที่พวกท่านหลุดยิ้มออกมากับท่าทางตลกของผม
"แล้วแกจะกลับวันไหน"
"พรุ่งนี้เช้าครับ"
“อืมไปเถอะ นี่ก็ดึกมากแล้วรีบไปพักผ่อน”
“ครับ ฝันดีครับคุณพ่อ” ผมหอมแก้มเป็การอำลา ก่อนจะเดินออกมาจากห้อง
อย่างน้อยก็เป็สัญญาณดี ค่อยๆ ขยับความสัมพันธ์ดีกว่า ผมรู้ว่าท่านคงรับไม่ได้โดยสนิทใจขนาดนั้น ยังไงซะก็คงคิดที่จะให้ผมกลับไปเป็ผู้ชายเหมือนเดิม
ขึ้นชื่อว่าลูกหลานคงรักอยู่แล้ว แต่ทฤษฎีนี้ใช้ไม่ได้กับทุกครอบครัว ครอบครัวบางคนก็ไม่ใช่เซฟโซนสำหรับลูก
พอออกมาจากห้อง ก็เจอเข้ากับรามและริวที่กำลังยืนรออยู่
"เหอะ โดนด่ามาอีกแล้วล่ะสิ ทำไมเธอไม่หัดเชื่อฟังบ้าง ทำไมชอบออกนอกกรอบอยู่เรื่อย แล้วนี่ผีออกแล้วหรือไงถึงได้แต่งตัวปกติเหมือนชาวบ้านชาวช่องได้ ใครพูดอะไรเธอก็ไม่เคยฟัง ชอบเรียกร้องความสนใจเหรอ" ริวพูดออกมารัวเร็ว อืมปากจัดเหมือนกันนะเนี่ย
อยากสนิทกับน้องตัวเอง ทำไมถึงไม่เลือกคุยดีนะๆ คิดว่าพูดแบบนี้แล้วน้องจะสนใจเหรอ เป็ผมๆ ก็ด่ากลับ
โดนเด็กรุ่นลูกพูดแบบนี้ใส่ มันเหมือนโดนตบหัวเลยว่ะ ถึงตอนนี้จะอยู่ในร่างเรย์อายุแค่ 20 ก็เถอะ แต่อายุจริงผมก็35 แล้วนะ
ผมเพียงแค่เงียบ ไม่ได้ตอบกลับอะไรออกไป ก่อนจะมองหน้าริวนิ่งๆ
"มองทำไม? ไม่พอใจเหรอ ไม่พอใจก็ออกไป!!" สิ้นเสียงก็เหมือนเส้นความอดทนผมขาดลง
"ครับผมไปแน่ ทนอีกหน่อยนะครับ พรุ่งนี้เช้าผมก็รีบไปให้พ้นๆ สายตาพวกคุณแล้ว" ผมพูดเสียงหนักแน่น เพื่อยืนยันให้อีกฝ่ายได้รับรู้ว่าผมพูดจริง "ขอตัวครับ"
"เธอ!!!!" ริวชี้นิ้วสั่นๆ มาที่เรย์
ผมไม่รอให้ริวได้พูดเสียดสีอะไรต่อ รีบเดินกลับเข้ามาในห้องนอนตัวเองทันที
ปัง!
เสียงปิดประตูห้องดังลั่น
ผมพยายามสะกดอารมณ์เอาไว้ นี่ขนาดผมเป็คนใจเย็นยังรู้สึกโมโหเลย ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเรย์ถึงชอบะเิอารมณ์อยู่เรื่อย
ใครจะยอมทนให้คนอื่นด่าตัวเองฟรีๆ ถึงจะเป็พี่น้องก็เถอะ ยิ่งไม่มีสิทธิ์ทำ คนในครอบครัวควรที่จะถนอมน้ำใจกันให้มากที่สุด
ผมรีบหยิบผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำเพื่อดับความหัวร้อน พออาบน้ำเสร็จก็รีบเข้านอน
อยากให้ถึงพรุ่งนี้เช้าเร็วๆ
ผมอยากลองนอนเร็วๆ แบบนี้มานานแล้ว มันคงรู้สึกสดชื่นมากเวลาตื่น
กลิ่นห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ยามหลับตาลงให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เตียงที่นุ่มเหมือนกำลังดูดผมเข้าไป มันโอบอุ้มความเหนื่อยล้าทั้งวันของผมเอาไว้จนหมด
ใช้เวลาไม่นาน เรย์ก็หลับลงไปอย่างรวดเร็ว ตื่นมาอีกทีก็ตอนเช้า
"อื้อ~~~ ไม่เคยได้หลับสบายขนาดนี้มาก่อนเลย อยากนอนทั้งวันเลยแฮะ" ผมบิดี้เีในตอนลุกจากเตียง
"คุณหนูครับ อีก 45 นาทีจะได้เวลาทานอาหารเช้าแล้วครับ"
"ครับ เดี๋ยวผมตามลงไป ขออาบน้ำก่อนแป๊บเดียว"
ผมจัดการธุระในห้องน้ำเพียงแค่ 10 นาที ก่อนจะรีบแต่งตัว ไม่อยากลงไปช้าเหมือนเมื่อวาน
เมื่อลงมาถึงข้างล่างผมก็โล่งใจ คนอื่นยังมาไม่ครบ ตอนนี้มีเพียงคุณปู่กับคุณพ่อกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์พร้อมกับจิบกาแฟ
"อรุณสวัสดิ์ครับ" ผมเอ่ยยิ้มทักทาย
"อืม หลับสบายดีไหม" เ้าสัวพิชัยพับหนังสือพิมพ์แล้ววางลงบนโต๊ะอาหาร
"หลับสบายครับพอได้นอนเร็วๆ แล้วรู้สึกสดชื่นมาก"
เ้าสัวพิชัยทำเพียงแค่พยักหน้า ไม่นานสองพี่น้องก็เดินมาถึงโต๊ะอาหาร พอทุกคนนั่งลงครบแม่บ้านก็เริ่มเสิร์ฟอาหาร
การทานอาหารเป็ไปอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครพูดคุยอะไรกัน ส่วนริวเองก็ไม่ได้พูดแขวะผม ผมก็ยังคงทานแค่อาหารที่อยู่ตรงหน้าอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวเช่นเคย
"จะไปเลยใช่ไหม" พอทานอาหารเสร็จคุณปู่ก็เปิดประเด็น
"ครับ" ผมพยักหน้ารับเบาๆ
"นี่บัตรเครดิต ฉันให้แกเอาไว้ใช้" คุณปู่ยื่นบัตรเครดิตมาให้ผม คร่าแรกก็ว่าจะปฏิเสธแต่พอคิดไปคิดมาแล้ว ผมก็ไม่อยากหาเื่ทะเลาะเก็บเอาไว้ไม่ใช้ก็ได้
ผมไม่กล้าใช้หรอก ใครจะรู้อยู่ๆ ทวงขึ้นมา ผมจะเอาปัญญาที่ไหนคืน
"คุณปู่จะให้ไปทำไมครับ ปีกกล้าขาแข็งขนาดนี้แล้ว"
"ริว! พูดดีๆ" เป็รามเองที่ออกตัวพูดปราม
"เหอะ! รีบไสหัวไปให้พ้นหน้าฉันสักที"
สุดท้ายทุกคนก็ให้ท้ายริวอยู่ดี อย่างว่าแหละลูกชายสุดที่รักของบ้าน เรย์น่ะเทียบอะไรสองพี่ชายทั้งสองไม่ติดหรอก
"ผมไปก่อนนะครับ สวัสดีครับ" ผมลุกขึ้นจากเก้าอี้พร้อมกับยกมือไหว้ลาทุกคน
"ฉันให้คนขับรถไปส่งแก"
"ครับ"
ผมเดินออกมาจากบรรยากาศอันน่าอึดอัด พอเดินห่างออกมาก็รู้สึกเหมือนหายใจโล่งขึ้น
"เดินทางปลอดภัยนะคะคนเก่งของนม" แม่นมเดินมาดักรอผมที่หน้าประตู พร้อมกับเอ่ยขึ้นเบาๆ ผมกอดแม่นมตอบด้วยความรัก คงมีแค่แม่นมนี่แหละที่ผมยังรู้สึกว่าอยากจะกลับมาบ้านหลังนี้
นายของบ้านไม่ชอบผม แล้วคุณคิดว่าคนใช้ในบ้านจะชอบผมหรือ ขนาดผมตอนเดินออกมายังได้รับสายตารังเกียจจากแม่บ้านบางคนเลย
การมองเหยียดคนอื่นคงไม่ใช่นิสัย แต่เป็สันดานมากกว่า คนดีๆ ที่ไหนเขาทำกันว่าไหมครับ
"ไว้ว่างๆ เรย์จะกลับมาหานะครับ" ผมรู้ว่าแม่นมรู้ความหมายของคำนี้ดี มันหมายถึงถ้าไม่จำเป็ผมจะไม่มาเหยียบบ้านหลังนี้อีก
"ค่ะ บุญรักษานะคนเก่ง"
"ครับ" ผมหอมแก้มแม่นมทั้งสองข้างก่อนจะเดินจากไป
อ้อมกอดแม่นมอุ่นมาก เหมือนกับว่าได้ไออุ่นจากอกแม่อย่างไงอย่างงั้น เป็ความรู้สึกที่ผมไม่เคยััรับมัน
แต่ช่างเถอะ คิดมากไปก็รู้สึกไม่ดีเปล่าๆ
ผมก้าวขึ้นมาบนรถตู้หรูคันใหญ่ คนขับไม่ได้พูดอะไร พอผมนั่งลงเขาก็ขับออกไป รถตู้มุ่งตรงไปยังคอนโดที่เรย์เคยพักอาศัย
แอบตื่นเต้นเหมือนกัน ห้องจะเป็ยังไงนะ แต่จะถูกใจหรือไม่ถูกใจผมก็อยู่ได้ทั้งนั้นขอเเค่มีที่ให้ผมซุกหัวนอน
หลังจากนี้ค่อยหารายได้เสริมระหว่างเรียนแล้วกัน สมัยนี้มีคนทำแบบนี้เยอะแยะ เหนื่อยน้อยเเต่ถ้าเเบ่งเวลาได้ทุกอย่างก็จะออกมาดี
เื่เรียนผมไม่ซีเรียส เพราะตัวเองก็จบคณะนี้มาแค่อ่านหนังสือให้มากหน่อยคงพอแล้ว
ต่อจากนี้จะเป็การเริ่มต้นชีวิตใหม่คนเดียวของผม ผมจะพยายามทำทุกอย่างให้เต็มที่
และจะพยายามมีความสุขในทุกๆ วัน
ฝากเป็กำลังใจให้ผมด้วยนะครับ
___
ยังไม่แก้คำผิด