“ข้ามีเื่รบกวนจะไหว้วานเ้า ให้ไปช่วยข้าตรวจคนสักหน่อย” หมอมู่พูดพลางหยิบจอกชาหอมกรุ่นสีเขียวสด ทำจากหยกเนื้อดีขึ้นมาดื่มช้าๆ
“ตรวจใครหรือเ้าคะ?” เจียวอวี๋ขมวดคิ้วเรียวเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย ไปรักษาผู้ใดกันถึงกับต้องให้อาจารย์มาหานางถึงเรือนแล้วยังต้องมาขออนุญาตจากท่านแม่อีก
“เป็คนในวังหลวง บอกกล่าวกับจื่อฮูหยินไว้หากเ้าต้องค้างคืนรักษาที่นั่นหลายวัน บุคคลที่เจ็บป่วยในวังผู้นี้เป็สตรี ข้าเป็บุรุษถึงแก่ชราแล้วไปรักษาตามลำพังก็อาจรักษาไม่ถนัดนัก ส่วนหมอหญิง ศิษย์พี่ศิษย์น้องเ้าในโรงหมอล้วนงานล้นมือ อีกอย่างมือไม้งุ่มง่ามเกรงว่าจะไม่เป็ที่พอพระทัย ยามนี้อากาศเย็นขึ้นแล้วคนเจ็บป่วยก็เพิ่มมากขึ้น ข้าให้พวกเขาดูแลคนป่วยในโรงหมอไป อันที่จริงสตรีท่านนี้รักษากับหมอหลวงแล้วไม่ดีขึ้น ฝ่าาจึงส่งคนมาเชิญข้าเข้าวัง เ้าเป็สตรีพอดี และมีความรู้รักษาคน ข้าจึงนึกถึงเ้า ดังนั้นจึงได้มาขออนุญาตฮูหยินเป็การส่วนตัวพาเ้าเข้าวัง” หมอมู่กล่าวโดยไร้ช่องโหว่ให้แม่ลูกสกุลจื่อปฏิเสธได้
เจียวอวี๋เมื่อได้ยินอาจารย์พูดว่ารักษาคน ั์ตากลมโตฉายความตื่นเต้นดีใจ หลังจากนั้นอาจารย์กล่าวเื่ใดตามมาต่อจากนั้นล้วนไม่เข้าหูนางทั้งสิ้น
กลับกันทางเหลียนซื่อ นางอดเป็ห่วงเจียวอวี๋ไม่ได้ หากรักษาผู้สูงศักดิ์ผู้นั้นไม่ได้หรือผิดพลาดประการใดขึ้นมา เจียวเจียวของนางมิโดนต้องโทษตัดหัวหรอกหรือ แม้อยากกล่าวปฏิเสธไม่อนุญาตให้บุตรสาวไป แต่ความจริงแล้วก็ยากจะปริปาก
หมอมู่ผู้นี้หาใช่หมอธรรมดาทั่วไปไม่ เขาเป็ผู้มีพระคุณใหญ่หลวงต่อจวนสกุลจื่อ ไม่เพียงส่งยาล้ำค่ามารักษาฮูหยินผู้เฒ่า หากแต่ครั้งอดีต ยังเคยช่วยชีวิตพวกนางสองแม่ลูกไว้ยามตกเืหลังคลอดเจียวอวี๋ ด้วยยอดฝีมือทางการแพทย์ได้ยื้อแย่งิญญาของพวกนางจากเงื้อมมือพญามัจจุราชกลับคืนสู่แดนมนุษย์ หากวันนั้นไร้หมอมู่ช่วยรักษา คงไร้เงาแม่ลูกสกุลจื่อในจวนหลังนี้ไปแล้ว
เมื่อไม่มีหนทางหลีกเลี่ยงได้ เหลียนซื่อจึงพูดกำชับเจียวอวี๋อย่างหนักแน่นว่า
“เ้าเข้าไปในวังหลวง ต้องระมัดระวังตัวให้มาก เชื่อฟังคำสั่งของท่านหมอมู่ ในวังนั้นกฎระเบียบเคร่งครัดเข้มงวด เ้าอย่าได้ทำตัวขาดสติเผลอไผล ซุกซนเป็อันขาด”
“ข้าทราบแล้วเ้าค่ะท่านแม่”
เจียวอวี๋เงยหน้าตอบรับมารดาด้วยแววตาเป็ประกาย ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางแฝงความตื่นเต้นยินดี สีหน้าเปี่ยมความหวังดั่งเด็กน้อยที่ได้ของเล่นล้ำค่า นางตื่นเต้นที่จะได้มีโอกาสรักษาอาการป่วย ซึ่งแม้แต่หมอหลวงยังได้แต่ส่ายศีรษะยอมแพ้
ความลุ่มหลงในการรักษาโรคของนางนั้นมีมากเสียจนมิอาจปิดบัง เหลียนซื่อมองดูบุตรสาวอย่างจนใจ พลันรู้สึกปวดขมับขึ้นมาในบัดดล ประหนึ่งถูกเข็มทิ่มแทงกลางหว่างคิ้ว นางมิอาจรู้ได้ว่าบุตรสาวคนนี้จะพาตนเองไปพบโชคดีหรือเคราะห์ร้ายกันแน่
“ฮูหยินอย่าได้เป็กังวล ครั้งนี้เป็เพียงการรักษาเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นหาได้อันตรายไม่ ได้โปรดวางใจ” หมอมู่กล่าวด้วยรอยยิ้มผ่อนคลายมีเมตตา
เหลียนซื่อแอบคิดในใจว่า หากเป็การรักษาเพียงเล็กๆ น้อยๆ ไยหมอหลวงเก่งกาจตั้งมากมายรักษาไม่ได้ ฮ่องเต้ถึงกับต้องเชิญหมอเทวดามู่ไปรักษา นางนึกเป็ห่วงบุตรสาวขึ้นมาจริงๆ ทว่าก็ทำได้เพียงกัดฟันเอ่ยฝากฝังเจียวอวี๋กับหมอมู่
“ข้าฝากท่านหมอมู่ ดูแลเจียวเจียวด้วยนะเ้าคะ นางยังเด็กนัก นิสัยร่าเริงซุกซน เกรงจะสร้างความลำบากให้ท่าน” หมอมู่เพียงผงกศีรษะรับคำพลางยกยิ้มบางให้ฮูหยิน
เช้าตรู่วันถัดมารถม้าของโรงหมอมู่จอดเทียบสนิทหน้าประตูวัง วังหลวงแห่งนี้นอกจากฮ่องเต้และฮองเฮาแล้ว ไม่อนุญาตให้นำม้าหรือรถม้าเข้ามาในบริเวณเขตพระราชฐาน
เจียวอวี๋ค่อยๆ ประคองอาจารย์ลงจากรถม้าช้าๆ เบื้องหน้าปรากฏขันทีสองคนแต่งกายด้วยผ้าไหมสีม่วงเข้ม ตามเครื่องแบบราชสำนักของฝ่ายใน คาดเอวด้วยผ้าประดับหยกและงาช้าง สวมหมวกทรงเรียบทำจากผ้าไหมถักอย่างประณีตบรรจง บ่งบอกถึงตำแหน่งขันทีขั้นสูง ทั้งสองออกมายืนรอพวกเขาั้แ่เช้าด้วยท่วงท่าสุขุม กิริยาสงบนิ่งไร้ที่ติ
สำหรับหมอมู่ น้อยครั้งนักจะเข้าออกวังหลวง การได้พบเจอหมอมู่ในเซิ่งโจวนั้นยากเหมือนเจอเทพเซียนจากสรวง์ หากกล่าวว่าเจอหมอมู่ในป่าเขาหรือหุบเหวลึกยากหยั่งถึง ยังฟังดูจะน่าเชื่อถือมากกว่าเจอในเมืองหลวง ที่ใดมีสมุนไพรหายาก ที่นั่นย่อมมีรอยเท้าของหมอมู่ปรากฏเสมอ
“เชิญท่านหมอเทวดามู่ ตามข้าน้อยมาขอรับ”
หนึ่งในขันทีกล่าว ขันทีผู้นี้เคยไปหาหมอมู่พร้อมเหวินกงกงจึงสามารถจดจำหมอมู่ได้ในทันที เจียวอวี๋สะพายล่วมยาและกระเป๋าหนังแกะ พาดไว้บนบ่า ภายในบรรจุกล่องยาสมุนไพรและอุปกรณ์ในการรักษาโรค
นางเดินตามหลังอาจารย์และขันทีไปตามทางเดินทอดยาวเบื้องหน้า ขันทีนำทางผ่านอุทยานดอกไม้ สระบัว และตำหนักสำคัญต่างๆ หลายตำหนัก
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจียวอวี๋เข้าวัง จื่อถงมักพานางและเหลียนซื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงในวังหลวงอย่างน้อยปีละครั้ง ดังนั้นตำหนักที่สำคัญๆนางพอจดจำได้บ้าง เมื่อเดินเป็ระยะเวลาหนึ่งจนไปถึงทางแยก ตรงหน้าพลันปรากฏขันทีมีอายุท่านหนึ่งยืนรอพร้อมนางกำนัล
“เหวินกงกง”
ขันทีผู้นำทางกล่าวคาราวะเหวินกงกง เหวินกงกงเป็หัวหน้าขันทีใหญ่ผู้ดูแลฝ่ายใน โดยเฉพาะตำหนักของฮองเฮาและพระสนม เจียวอวี๋ปลายตาเหลือบมองแวบหนึ่ง เหวินกงกงผู้นี้อายุราวห้าสิบปี ผมขาวแซมตามไรผม สวมชุดผ้าไหมสีแดงเข้มดุจหยกเืนก บนศีรษะสวมหมวกขุนนางโปร่งสีดำ ล้วนเป็เครื่องแบบของขันทีขั้นสูงสุดประจำพระองค์ ใบหน้าเขาเรียบเฉย ดวงตาดำคมกริบบ่งบอกถึงประสบการณ์อันโชกโชนในตำหนักใน
ยามเห็นหมอมู่ เหวินกงกงคาราวะพอเป็พิธีตามมารยาท แม้หมอมู่จะมีชื่อเสียงในการรักษาคน จนได้รับฉายาว่าเป็หมอเทวดา แต่ถึงกระนั้นก็เป็เพียงการรักษาชาวบ้านทั่วไป การที่จะได้รับความเคารพนอบน้อมจากคนในวังด้วยความจริงใจดูจะเป็การฝืนใจทำเสียมากกว่า เหวินกงกงนำทางไปยังตำหนักหนึ่ง เจียวอวี๋นึกรำพึงอยู่ในใจเบา ๆ ว่า วังหลวงแห่งนี้ช่างเต็มไปด้วยกฎระเบียบซับซ้อนยิ่งนัก แม้แต่จะรักษาผู้ป่วยสักราย ยังต้องผ่านด่านขันทีกงกงนับไม่ถ้วน กว่าจะถึงตัวผู้ป่วยก็แทบจะหมดวันไปเสียแล้ว
เหวินกงกงเดินนำหมอมู่และเจียวอวี๋มาถึงตำหนักขนาดใหญ่โอ่อ่า เจียวอวี๋เงยหน้าขึ้นมองชื่อป้ายเหนือศีรษะ ‘ตำหนักคุณหนิง’
เหวินกงกง ก้าวเท้าเดินไปยังหน้าประตูลายฉลุขนาดใหญ่ แกะสลักหงส์ร่อนหลายสิบตัวเคลือบด้วยทองคำส่องประกายสะท้อนแดดสวยงามจับตา
“ท่านหมอเทวดามู่มาถึงแล้ว”
เหวินกงกงเปล่งเสียงให้คนในตำหนักได้ยิน พลันประตูใหญ่เปิดอ้าออก นางกำนัลาุโคนหนึ่งเปิดประตูออกมาด้วยท่าทางรีบร้อน แต่ยังคงรักษากิริยามารยาทเรียบร้อยเอาไว้
“เชิญท่านหมอเทวดามู่เ้าค่ะ”
นางกำนัลาุโก้มหน้าคาราวะหมอมู่ พลางเดินนำหมอมู่กับเจียวอวี๋เข้ามายังตำหนักด้านใน ยามก้าวเท้าเข้าไปจมูกของเจียวอวี๋รับรู้ได้ถึงกลิ่นยาตลบอบอวลไปทั่วห้อง บรรยากาศภายในตำหนักดูหม่นครื้มเงียบสงัดไร้ชีวิตชีวา