[จบ] คุรุการแพทย์

    บทที่ 24 ค้นหาแบบทีละคน ๆ

    บทที่ 24 ค้นหาแบบทีละคน ๆ

     

    [หลังจากก้าวข้ามความยากลำบากทุกประเภท ในที่สุดฉันก็ได้รายชื่อผู้ต้องสงสัยราว ๆ ร้อยคน เดี๋ยวฉันจะโพสต์ทิ้งไว้ หวังว่าทุกคนจะสามารถตามหาชายลึกลับในรายชื่อนี้ได้นะ]

     

    [ตอนนี้พวกเราคัดกรองคนตามเงื่อนไขสองข้อนี้ ข้อแรกคือ คนที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้อยู่ที่สนามกีฬาในตอนกลางคืนเมื่อวันก่อน ๆ โน้น...]

     

    [ข้อที่สอง คือ คนที่ถูกพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ที่ชายลึกลับปรากฏตัวเมื่อตอนเช้านี้...]

     

    [ใครก็ตามที่อยู่ในรายชื่อนี้ ตรวจสอบให้ดีว่าตัวเองตรงตามเงื่อนไขทั้งสองข้อนี้ไหม ถ้าเธอตรงตามเงื่อนไขเพียงข้อเดียวละก็… ก็ออกไปได้เลย ทุกคนทิ้งคอมเมนต์ช่วยพวกเราค้นหาคนต้องสงสัยด้วยนะ]

     

    [ป.ล. โพสต์นี้จะถูกอัปเดตปรับปรุงข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ฉันสาบานว่าจะไม่มีวันยอมแพ้จนกว่าจะพบตัวชายลึกลับคนนั้น! ฉันขอให้ทุกคนตรวจสอบรายชื่อของคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุทันที ถ้าชายลึกลับปรากฏตัวอีกอะนะ!]

     

    ด้านล่างโพสต์ก็คือรายชื่อของคนต้องสงสัยทั้งหมดร้อยกว่าคน

     

    [กงผาน ห้องหนึ่ง สาขาปรัชญาแพทย์แผนจีน คณะการจัดการสารสนเทศ]

     

    [ซุนหลง ห้องหนึ่ง สาขาการจัดการสารสนเทศและระบบสารสนเทศ คณะการจัดการสารสนเทศ]

     

    เมื่อโพสต์รายชื่อแล้ว ทุกคนก็เริ่มค้นหารายชื่อจากชั้นเรียน

     

    [ถ้าชายลึกลับมาจากห้องของฉัน มันจะโคตรเจ๋งขนาดไหนกันนะ?!]

     

    [ถ้าใช่ หลังจากนี้ฉันก็กล้าชมแบบสนิทใจเลย!]

     

    [ถึงจะไม่ได้มาจากชั้นเรียนเดียวกัน แต่ก็คงน่าทึ่งถ้าเขาเรียนสาขาเดียวกับฉัน!]

     

    [แต่ถ้าเขาไม่ได้เรียนสาขาเดียวกับฉัน แค่มาจากโรงเรียนเดียวกันก็ยังดี!]

     

    [ค้นหาเลย!]

     

    ทุกคนที่อ่านโพสต์เริ่มพากันออกค้นหาอย่างบ้าคลั่ง!

     

    บางคนที่พบรายชื่อเพื่อนร่วมชั้นของตัวเองในลิสต์รายชื่อก็พากันตื่นเต้น บางคนที่ไม่พบรายชื่อเพื่อนจากห้องของตัวเองก็ตื่นเต้นที่พบว่าเป็นเพื่อนในสาขาและคณะเรียนเดียวกัน

     

    เมื่อความตื่นเต้นลดลง บางคนก็เริ่มคอมเมนต์ทันที

     

    [เมื่อคืนก่อน ๆ โน้น ซุนหลงกำลังทบทวนบทเรียนในห้องศึกษาด้วยตัวเอง เขาไม่ได้อยู่ในสนามกีฬาหรอก ฉัน… หลี่เซียง ห้องหนึ่ง จากสาขาปรัชญาแพทย์แผนจีน ฉันเป็นพยานได้!]

     

    เมื่อเห็นคอมเมนต์ตอบกลับ หลาย ๆ คนก็เริ่มพากันตอบกลับให้วุ่นวายไปหมด

     

    [ถ้าเรากรองคนกันแบบนี้ ไม่นานตัวตนของชายลึกลับต้องโผล่ออกมาแน่]

     

    [แล้วคนที่เมนต์ตอบกลับต้องเปิดเผยตัวตนของตัวเอง จะได้รู้ว่าสามารถติดต่อไว้พิสูจน์ได้ ชายลึกลับน่ะจะได้เมนต์ตอบโดยไม่ระบุตัวตนไม่ได้]

     

    ถ้าคอมเมนต์ถูกเมนต์โดยไม่แสดงตัวตน หรือใช้ชื่อปลอมที่ไม่เปิดเผยตัวตนของผู้เขียน จากการกระทำนี้จะสามารถบอกได้เลยว่าใครคือชายลึกลับ

     

    ต่อมา คอมเมนต์ตอบกลับอันที่สองก็ตามมา

     

    [กงผานอยู่กับฉันเมื่อเช้านี้ เขาอยู่ข้าง ๆ ฉันตอนที่ชายลึกลับปรากฏตัว ดังนั้นตัดเขาออกจากรายชื่อได้เลย ส่วนฉันชื่อ อู่เทียนเซี่ยว จากห้องหนึ่ง สาขาการจัดการสารสนเทศและระบบสารสนเทศ คณะการจัดการสารสนเทศ]

     

    จากนั้นก็มีคอมเมนต์ที่สาม… สี่… ตามมาอย่างต่อเนื่อง

     

    คอมเมนต์ตอบกลับมากมายเข้ามาอย่างต่อเนื่องราวกับน้ำท่วม ทุกครั้งที่คอมเมนต์ตอบกลับเด้งขึ้นมา เจ้าของโพสต์ที่ใช้นามแฝงว่า ‘ปลาน้อยในทะเล’ จะแก้โพสต์ของตัวเองเพื่ออัปเดตข้อมูล และเปลี่ยนสีของชื่อของผู้ต้องสงสัยจากสีแดงให้กลายเป็นสีดำ

     

    จนถึงสี่ทุ่มครึ่งในคืนวันนั้น มียี่สิบเจ็ดรายชื่อที่ถูกตัดออก จึงเหลือผู้ต้องสงสัยทั้งหมดเจ็ดสิบสามคน

     

    สักพักหนึ่ง ก็ไม่มีตอบกลับเพิ่มเติมเกี่ยวกับชื่อผู้ต้องสงสัยเพื่อการคัดออกอีก

     

    ผลลัพธ์นั้นทำให้ผู้ที่รอคอยคำตอบต่างผิดหวังไปตาม ๆ กัน

     

    [จนป่านนี้ก็ยังไม่เจอว่าใครกันที่เป็นชายลึกลับคนนั้น!]

     

    อย่างไรเสีย ขอบเขตในการหาตัวชายลึกลับก็แคบลงไปอีก ทุกคนต่างคิดว่าเขาจะต้องเป็นหนึ่งในคนทั้งเจ็ดสิบสามคนแน่ ๆ!

     

    ในอนาคต เมื่อชายลึกลับปรากฏตัวออกมาอีกครั้ง ชื่อต่าง ๆ ก็จะถูกลบออกไปเรื่อย ๆ ขอบเขตก็จะเล็กลง สุดท้ายชายลึกลับก็จะถูกพบ…

     

    ยังไม่ต้องรีบร้อนอะไรนัก พวกเขายังมีเวลาอีกเยอะสำหรับเรื่องนี้ ของแค่นี้รอได้...

     

    หลาย ๆ คนจึงเริ่มเปลี่ยนไปดูหัวข้อจัดอันดับคนดังน้องใหม่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

     

    พวกเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าผู้ต้องสงสัยทั้งหมดหนึ่งร้อยคนอยู่ในรายชื่อคนดังน้องใหม่!

     

    แน่นอนว่าพวกเขาไม่อาจมองข้ามชื่อคนดังที่อยู่ห้าอันดับต้น ๆ ได้ โดยเรียงลำดับได้ดังนี้คือ ‘ชายลึกลับ’ ‘เจียงเหมี่ยวอวี๋’ ‘ฟางชิว’ ‘เฉินชง’ และ ‘ชายผู้รักความยุติธรรม’ โดยจัดอันดับไว้อย่างแม่นยำ

     

    เมื่อดูรายชื่อจัดอันดับ หลายคนก็พากันนิ่งอึ้ง

     

    รายชื่อนี้มีทั้งนักศึกษาชั้นปีสอง ปีสาม ปีสี่ และปีห้า อีกทั้งยังมีคนที่ระดับสูงกว่าปริญญาตรี แต่พวกน้องใหม่กลับอยู่บนสุด ตอนนี้พวกเขาเลยรู้กันว่าน้องใหม่ปีนี้เจ๋งแค่ไหน!

     

    ในขณะเดียวกัน…

     

    เมื่อเห็นผลลัพธ์การโพสต์ตามหาชายลึกลับในเว็บบอร์ดของมหาวิทยาลัย นายทหารที่ชื่อ หลี่จี ที่เรียกนักศึกษาออกไปเมื่อตอนเช้าก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

     

    หลังจากได้ยินว่าเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยสั่งห้ามไม่ให้สอบสวนนักศึกษาต้องสงสัยทั้งหมดหนึ่งร้อยคน เขาก็รู้สึกหดหู่อย่างยิ่ง

     

    เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีนเจียงจิงย่อมเข้าข้างนักศึกษา พอได้ยินว่าเจ้าหน้าที่ทหารจะทำการสอบสวนนักศึกษาต้องสงสัยทั้งหมดหนึ่งร้อยคนนั่น พวกเขาก็ขัดขวางสุดชีวิต!

     

    “จะตามหาชายลึกลับนั่นก็เป็นเรื่องดีอยู่หรอก แต่ผมไม่อนุญาตให้พวกคุณมาสอบสวนนักศึกษาของพวกเรา!”

     

    “ลูกศิษย์ของพวกเราไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมจะต้องสอบสวนพวกเขาด้วยล่ะ!”

     

    “คุณคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน?! ถึงได้กล้าคิดจะมาสอบสวนนักศึกษาของพวกเราเหมือนเป็นนักโทษแบบนี้!”

     

    เขาจึงต้องยอมแพ้อย่างช่วยไม่ได้...

     

    ทว่า จากแต่เดิมที่เขากำลังท้อถอยและมองไม่เห็นทางที่จะได้คำตอบ เขาก็เกิดความหวังใหม่อีกครั้ง เพราะมีนักศึกษาคนหนึ่งที่อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับตัวจริงของชายลึกลับนั่นมากกว่าเขา นักศึกษาคนนั้นเองก็เรียกร้องให้ทางมหาวิทยาลัยคัดกรองผู้ต้องสงสัยเช่นกัน

     

    ดังนั้นในตอนนี้ สิ่งที่หลี่จีต้องทำก็มีเพียงแค่รอผลลัพธ์เท่านั้นเอง...

     

    ถึงแม้มันจะใช้เวลาไปสักหน่อย แต่หลี่จีก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เมื่อไรที่พบตัวชายลึกลับคนนั้น มันก็นับว่าคุ้มค่าต่อการรอคอย

     

    เขาตัดสินใจแล้ว! เขาจะต้องหาทางโน้มน้าวให้ชายลึกลับคนนั้นเข้ามาประจำการในกองทัพให้ได้!

     

    ไม่ใช่นักศึกษาทุกคนในมหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีนเจียงจิงจะสามารถนั่งเฉย ๆ แล้วรอให้ชายลึกลับถูกเจอตัวได้ พวกเขาเลยวางแผนทำบางอย่างให้เจอตัวชายลึกลับได้ไวขึ้น

     

    ดังนั้นในวันต่อมา เมื่อฟางชิวถือหนังสือไปเรียนคาบแรกที่มหาวิทยาลัย เขาก็สังเกตเห็นป้ายมากมายแปะอยู่

     

    ‘ชายลึกลับ หกโมงเย็นวันนี้ที่เวทีในสนามกีฬา มาสู้กับฉัน! ถ้านายไม่โผล่มา แสดงว่านายเป็นพวกขี้ขลาด!’

     

    เห็นป้ายท้าประลองจากทั้งสองข้างทางของถนนแล้วฟางชิวก็พลันแปลกใจ

     

    “อะไรวะเนี่ย?!”

     

    เขาหมกตัวอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุดแค่ครึ่งวันแท้ ๆ แต่ไหงพอออกมาสถานการณ์ดันกลายเป็นแบบนี้ซะได้ โลกมันเปลี่ยนไปแล้วหรือไง?

     

    ฟางชิวหันไปมองซุนฮ่าวแล้วถามขึ้น “พี่สาม นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”

     

    ซุนฮ่าวกระซิบกับเขาด้วยความตื่นเต้น “เขาท้าทายชายลึกลับกันเว้ยไอ้น้อง เมื่อวานนี้ตอนบ่าย มีโพสต์ในบอร์ดเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยแปะรายชื่อของผู้ต้องสงสัยทั้งหนึ่งร้อยคนที่ถูกครูฝึกนำตัวไป แล้วก็ให้ชาวเน็ตช่วยกันคัดชื่อว่าใครคือชายลึกลับคนนั้น...”

     

    หลังจากอธิบายจุดเริ่มต้นแล้ว ซุนฮ่าวก็ลดเสียงของตัวเองลงแล้วบ่นว่า “ฉันว่าการท้าทายครั้งนี้เป็นแผนล่อให้ชายลึกลับโผล่ออกมา ทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่าใครที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นชายลึกลับมากกว่า...”

     

    “เฮ้… แล้วฉันเดานะว่าชายลึกลับจะรับคำท้าแล้วปรากฏตัวออกมา จากนั้นก็จะเปิดเผยตัวตนตัวเองด้วย”

     

    ฟางชิวไม่พูดอะไร เขาได้แต่จ้องซุนฮ่าวที่ดูเต็มไปด้วยความคาดหวัง

     

    “นายคิดว่ามันดีแล้วเหรอที่จะเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับของชายลึกลับคนนั้น?”

     

    “แล้วถ้าหากชายลึกลับคนนั้นไม่มาล่ะ?”

     

    ฟางชิวถาม

     

    ซุนฮ่าวบุ้ยริมฝีปากของตัวเองไปทางป้ายแบนเนอร์ท้าประลอง “ก็แปลว่าขี้ขลาดไง” จากนั้นก็พูดต่อ “ถ้าเขาไม่มาตามคำท้า เขามันก็แค่ไอ้คนขี้ขลาด ฉันเชื่อว่าคนที่ตรงไปตรงมาและรักความยุติธรรมอย่างเขาจะต้องมาแน่นอน!”

     

    ซุนฮ่าวกระตือรือร้นมาก เขาอยากรู้ให้ได้ว่าชายลึกลับคนนั้นคือใคร?!

     

    ส่วนฟางชิว เมื่อได้ยินคำพูดของรูมเมตแล้วก็ตัดสินใจได้ทันที...

     

    “ฉันไม่ไป!”

     

    “เฮ้ย ไรวะ?! นายไม่ไปเหรอ?!”

     

    “คิดว่าฉันโง่เหรอ?”

     

    “ถ้าฉันมีเวลาว่าง ฉันจะเอาเวลาไปอ่านหนังสือมากกว่าจะมาเล่นอะไรแบบนี้!”

     

    ขณะที่ชายหนุ่มมองดูป้ายทั้งสองข้างของถนน เขาก็ได้ยินเสียงคนถกเถียงกันอยู่รอบตัว บางคนคิดว่าชายลึกลับจะปรากฏตัว บางคนก็คิดว่าไม่มีทาง สุดท้ายฟางชิวกับรูมเมตของเขาก็เดินไปถึงห้องเรียน

     

    เมื่อมาถึงห้องเรียน ฟางชิวก็ต้องตกตะลึง

     

    ฟางชิวคิดว่าตัวเองนั้นเป็นคนแรกที่เข้าไปในห้องเรียน แต่ก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าที่นั่งในห้องเรียนเต็มหมดแล้ว ไม่ต้องพูดถึงสามแถวแรกหน้าสุด ไม่มีที่ว่างใดเหลืออยู่เลย

     

    “ช่วงเริ่มเรียนแรก ๆ ทุกคนก็กระหายความรู้กันงี้แหละ ไม่เหมือนกับพวกปีสอง ได้ยินว่าชอบแห่กันไปจองที่นั่งหลังห้องแล้วปล่อยให้สามแถวแรกว่าง”

     

    ในเมื่อไม่มีทางเลือกนัก ฟางชิวก็ตัดสินใจไปนั่งที่ว่างแถวสี่กับรูมเมตตัวเอง

     

    เมื่อเสียงกริ่งดังขึ้น คาบเรียนแรกของฟางชิวก็ได้เริ่มขึ้น คาบนี้เป็นวิชาเกี่ยวกับทฤษฎีพื้นฐานการแพทย์แผนจีน ไม่นานชายอายุประมาณ สามสิบปีสวมแว่นตา ท่าทางสง่าและสุภาพก็เดินเข้ามาในห้องเรียนพร้อมกับหนังสือสองเล่ม

     

    “สวัสดีนักเรียนทุก ๆ คน ฉันชื่อเฉียวมู่ จะมาเป็นอาจารย์สอนวิชาพื้นฐานทฤษฎีแพทย์แผนจีนของพวกเธอ...”

     

    อาจารย์หนุ่มแนะนตัวเองพลางจัดอุปกรณ์การสอน จากนั้นเปิดโพรเจกเตอร์อย่างใจเย็น

     

    หลังจากที่อาจารย์หนุ่มแนะนำตัว เสียงปรบมือก็ดังขึ้น

     

    เฉียวมู่ยกมือบอกให้ทุกคนเงียบลง จากนั้นเขาก็พูดไปยิ้มไป

     

    “โอเค ๆ ขอบคุณทุกคนมาก ฉันรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้มาสอนบทเรียนแรกให้พวกเธอในมหาวิทยาลัย พวกเธอเป็นนักศึกษาแพทย์แผนจีน ต้องรักษาผู้ป่วย ช่วยชีวิตพวกเขาจากอาการบาดเจ็บได้แน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม ตึกระฟ้าจะสูงตระหง่านได้ก็ต้องมีฐานที่มั่นคง ความรู้พื้นฐานจึงสิ่งสำคัญที่สุด...”

     

    “และในวิชาพื้นฐานทฤษฎีแพทย์แผนจีนนี้ได้ถูกออกแบบเป็นอย่างดีเพื่อปูพื้นฐานที่ดีให้กับพวกเธอ แต่การที่พวกเธอจะมีพื้นฐานที่ดีได้นั้นมันก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเธอตั้งใจเรียนกันมากแค่ไหน?”

     

    “เดี๋ยว… ฉันจะถามคำถามพวกเธอ พวกเธอมีหนังสือกันหมดแล้ว มีใครในห้องนี้เตรียมตัวอ่านมาล่วงหน้าแล้วบ้าง?”

     

    เฉียวมู่กวาดตามองนักศึกษาทั้งหมดสามสิบกว่าคนในห้องด้วยดวงตาเป็นประกาย

     

    ทุก ๆ ปีเขาจะถามคำถามแบบเดียวกันทุกครั้งที่เริ่มการเรียนการสอน แล้วมันก็เป็นอย่างนี้มาหกปีแล้ว

     

    ไม่มีนักศึกษาคนไหนเคยยกมือขึ้นเลย!

     

    เหตุผลมันก็เป็นเรื่องปกติมาก ทั้งการฝึกทหารภาคสนาม ความบันเทิง กิจกรรมรับน้องใหม่ต่าง ๆ และความสนุกสนานในชีวิตมหาวิทยาลัยได้ดึงดูดความสนใจจากน้องใหม่หลายคนที่เพิ่งผ่านการสอบเข้ามหาวิทยาลัยไปเสียหมด

     

    ฉะนั้นพวกเขาคงไม่มีเวลามากพอจะทวนบทเรียนล่วงหน้ามาแน่ แล้วพวกเขาก็ไม่ได้ต้องการรีบทวนขนาดนั้นด้วย

     

    ในความคิดของเหล่านักศึกษา มหาวิทยาลัยมีไว้เพื่อใช้ชีวิตให้สนุกสนาน สำหรับการเรียนแล้ว สามารถสนุกไปพร้อมกับการใช้ชีวิตก็ได้นี่นา!

     

    แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้เลยก็คือ วิชาแพทย์แผนจีนนั้นยากที่สุด ไม่อย่างนั้น พวกเขาก็คงไม่ต้องใช้เวลาเรียนถึงห้าปีแทนที่จะเรียนเพียงสี่ปีเหมือนคณะอื่น ๆ หรอก

     

    หากพวกเขาไม่ใช้เวลาทุกนาทีในช่วงห้าปีให้เป็นประโยชน์ ชีวิตหลังจากเรียนจบของพวกเขาจะต้องตามหลังคนอื่นแน่ ๆ

     

    ดังนั้น เฉียวมู่จึงถามคำถามนี้กับพวกเขา เขาต้องการที่จะเตือนความจำนักศึกษาให้กลับมาตั้งใจและจดจ่อกับการเรียนให้มากกว่านี้

     

    อาจารย์หนุ่มต้องการจะให้นักศึกษารู้ว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นเหนื่อยกว่าตอนมัธยมมาก!

     

    แน่นอนว่าทุกคนในชั้นเรียนต่างพากันส่ายหัว

     

    รอยยิ้มบนใบหน้าของเฉียวมู่จางหายไปเหลือเพียงแต่ความจริงจัง ในขณะที่กำลังจะแสดงความโกรธออกมานั้น เขาก็เห็นนักศึกษาคนหนึ่งจากแถวที่สี่ยกมือขึ้น

     

    เมื่อเห็นดังนั้น เฉียวมู่ก็รู้สึกประหลาดใจ

     

    “เขา… เขาไม่ได้เล่นตามกติกานี่!”

     

    ด้วยสายตาประหลาดใจของอาจารย์หน้าห้อง ทุกคนในห้องเรียนก็สอดส่ายสายตามองไปรอบ ๆ แล้วเห็นนักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้น

     

    เป็นฟางชิวนั่นเอง...

     

    ในห้องเรียนนี้ มีแค่เขาเท่านั้นที่เตรียมอ่านบทเรียนมาล่วงหน้า

     

    มือข้างเดียวที่ยกสูงนั้นทำให้เขาดูไม่ค่อยดีนัก

     

    หลายคนรู้สึกรำคาญนิดหน่อย “ก็แค่เตรียมตัวอ่านบทเรียนมาก่อน ต้องอวดดีด้วยหรือไง?”

     

    แต่ฟางชิวไม่สนใจแต่อย่างใด เขายังคงยกมือขึ้นเพื่อรอตอบคำถามของอาจารย์

     

    เขาเตรียมตัวอ่านบทเรียนมาก่อนแล้ว...

     

    “หืม...?”

     

    เฉียวมู่ดูบูดบึ้งเล็กน้อย เขาไม่คิดมาก่อนว่าจะมีนักศึกษาใหม่ทวนแบบเรียนมาก่อน ซึ่งนั่นทำให้เขาไม่สามารถเล่นละครฉากเดิมได้

     

    แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นอาจารย์ การจะเปลี่ยนบทก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร

     

    “ดี!!”

     

    “ฉันสอนที่นี่มาหกปีแล้ว แต่นักศึกษาคนนี้เป็นคนแรกที่ทวนแบบเรียนมาก่อน เพราะแบบนี้… ฉันพูดได้เลยว่าเขาคนนี้ได้ตระหนักรู้ถึงจุดประสงค์ของมหาวิทยาลัยและปฏิบัติตามอย่างดี ทุกคนควรเรียนรู้จากเขา! ปรบมือให้เขาหน่อย!”

     

    เสียงปรบมือเปาะแปะดังขึ้น

     

    มีเพียงแค่รูมเมตสามคนของฟางชิวและสาว ๆ เท่านั้นที่ปรบมืออย่างกระตือรือร้น นอกนั้นผู้ชายคนอื่น ๆ ก็ปรบมือไม่กี่ครั้งแบบส่ง ๆ

     

    “นักศึกษาครับ… ฉันอยากรู้ว่าเธออ่านทวนบทเรียนมาเท่าไหร่?”

     

    เฉียวมู่ถามฟางชิว เขาตั้งใจจะดึงสถานการณ์ให้กลับสู่บทแบบเดิมที่ตัวเขาเคยเล่น อาจารย์หนุ่มคิดว่าแม้จะมีคนที่ทวนบทเรียนมาก่อน แต่ก็คงทวนเพียงแค่ไม่กี่บทเท่านั้น พอได้คำตอบที่คาดไว้ เขาก็คงนำสถานการณ์กลับมาสู่บทเดิมของตัวเองได้...

     

    เขาอยากปลูกฝังอุดมการณ์ในการศึกษาที่ดีแก่นักศึกษา เพื่อบอกว่าพวกเขาไม่สามารถเรียนได้รอดถ้าหากไม่ได้ทวนบทเรียน แม้จะเตรียมอ่านมาเพียงไม่กี่บทมันก็ยังดีกว่าไม่เตรียมอะไรเลย    

     

    แต่อาจารย์ยังหนุ่มก็ต้องชะงัก

     

    “ผมอ่านจบหมดทั้งเล่มแล้วครับ...”

     

    นั่นคือสิ่งที่ฟางชิวตอบเขา