ตาเฒ่าโอใช้ชีวิตหลังเกษียณจากการเป็พ่อครัวมาทั้งชีวิต ตอนนี้มอบอำนาจการจัดการร้านอาหารให้แก่ลูกสาวและลูกชายไปจนหมด และชีวิตที่ผ่านมาของเขานั้นเมื่อมองย้อนกลับไปไม่เคยถึงกับลำบากมากนัก
เพราะมีปู่ย่า ตาทวด มารดาและบิดาเป็ผู้ปูทางไว้แล้ว ในยามนั้นบิดามารดาที่เป็คนเชื้อสายจีน เล่าว่าปู่ย่าตาทวด หอบเสื้อหอบผ้า หมอนผืนเสื่อใบ โอ๊ะไม่สิ เสื่อผืนหมอนใบสินะ ฮ่า ฮา ฮ่า คนแก่ก็เยี่ยงนี้แหละ หลงๆ ลืมๆ จำสลับกันไป
พากันพายเรือสำเภาลำไม่เล็กไม่ใหญ่ ลอยลำไปลอยลำมาเจอถิ่นฐานที่อุดมสมบูรณ์ที่ชื่อว่าสยาม ในสมัยกรุงธนบุรีเขาก็ใช้ชีวิตอย่างรันทด การที่ต้องมาอาศัยในเมืองนี้ก็ลำบากทั้งเื่เงินตรา ทั้งเื่การเสียส่วย สมัยนั้นมีการแยกเก็บส่วยโดยการตีตรา
คำว่าตีตราสมัยนั้นแยกแยะด้วยการใส่เชือกสีแดงที่ข้อมือเพื่อแยกแยะออกในไหนสยาม คนไหนจีนเก็บส่วยก็แยกตามเชือกแดงั้แ่นั้นมากว่าจะผ่านกรเป็จับกัง เก็บตังไว้เปิดร้านค้า
ต่อมาก็เริ่มขยายเปลี่ยนไปเป็โรงเตี้ยมบ้าง เหลาอาหารบ้าง ขายของชำบ้างสุดท้ายรุ่นบิดามารดาของเขาคือต้องตามยุคสมัย
สร้างโรงแรม สร้างรีสอร์ท ร้านอาหารแบ่งให้ลูกๆ นั่นก็คือพี่ชาย น้องชายน้องสาวของเขา
โอ๊ะลืมไปเลยอยากจะบอกว่าคนจีน หรือคนไทยเชื้อสายจีนมักจะมีบุตรเยอะนั่นคือเื่จริง
เอ้าคนแก่มักจะเล่าความหลังช่างเถอะเอาเป็ว่า ข้าในตอนนี้เสียชีวิตด้วยโรคระบาด ร่างกายที่แก่ชราลูกหลานดูแลดีเกินไปตอนนี้ก็ไปปรโลกอย่างมีความสุขแล้วถึงแม้ว่าก่อนตายจะทรมานเพราะไอ้เ้าโรคบ้านนั่นก็ตาม
แต่ตอนนี้ก็จากร่างเดิม มองดูเหล่าลูกหลานเหลน กำลังร้องไห้งอแง เห้ออย่าจะบอกให้พ่อไปเถอะพ่อจะไปหาแม่ของเ้า อย่าเศร้าไปเลยยังไงสะสังขารก็ไม่เที่ยงอยู่แล้ว
“อะ อะ อะไร นี่ นี่มันทำไมมืดมาก แค๊กๆ น้ำ น้ำอะไรเนี่ย ทำไมตาเราถึงปิดอย่างนี้อย่าบอกนะว่านี่เราตาบอด เอะ หรือว่าเราเกิดใหม่งั้นหรือ”
#นิยายเื่นี้ยังคงเป็จินตนาการของผู้เขียน ไม่ว่าจะแคว้น หรือใดใด มักจะอาจจะไม่ใช่เื่จริง แต่บางครั้งก็เป็เื่จริงนะคะ อิอิ
ต่อไปนี้รบกวนผู้อ่านช่วยตรวจคำผิดให้ด้วยนะเ้าคะ ไหว้ย่อจะน้อมรับพิจารณา