บทที่ 2
เอกครุ่นคิดอยู่สักพัก เขาก็ถามตัวเองว่าจะเอายังไงกับชีวิตดีเพราะเงินเดือนที่เขาทำงานให้อยู่มันก็ทำให้ตอนนี้เขาพอมีพอใช้เท่านั้น แต่ในอนาคตเมื่อลูกๆ ของเขาเติบโตขึ้นค่าใช้จ่ายมันก็ต้องมากขึ้นตามมา
เอกมองเงินในบัญชีที่มีแค่ สองแสนกว่าบาทเขาคิดว่าถ้าเขายังอยู่ในเมืองกรุงเงินแค่นี้มันไม่พอใช้แน่นอน
“เฮ้อ เงินสองแสนนี้มันทำอะไรได้บ้างนะ จะให้เราเล่นหุ้นก็ขอบาย เพราะเรานั้นไม่มีความรู้เรื่องนี้ แต่จะให้เราออกไปเป็นนักล่าก็ไม่มีใครค่อยดูแลลูกเรา ชีวิตหน่อชีวิต” เอกถึงกับนอนคิดเรื่องนี้ทั้งคืน ถ้าลูกของเขาโตพอที่จะสามารถดูแลตัวเองได้เขาก็คงไม่ต้องมานั่งกังวลแบบนี้
จริงๆ แล้วถ้าเอกต้องการจะไปเป็นนักล่าละก็ มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย เพราะครอบครัวของเขาได้ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้โบราณให้กับเขาตั้งแต่เล็กๆ แต่เสียดายที่พวกท่านต้องจากไปก่อนไม่อย่างนั้นเขาก็คงจะให้พวกท่านดูแลสองตัวแสบตอนที่เขาไม่อยู่บ้าน
แล้วถ้าถามว่าทำไมเมื่อก่อนเขาถึงไม่ไปเป็นนักล่าละ นั้นก็เพราะอดีตภรรยาของเขาไม่ต้องการให้เขาไปเสี่ยงอันตรายแบบนั้นยังไงละ เขาจึงได้แต่ตกลงกับเธอว่าเขาจะไม่ไปเป็นนักล่าอีกและมาหางานทำในเมืองกรุงแบบนี้
ถึงโลกนี้จะกว้างใหญ่ไพศาลเพียงใดแต่งานที่จะสามารถทำเงินให้ได้มากๆ นั้นก็มีเพียงไม่กี่อย่างหนึ่งในนั้นก็คือนักล่า และอีกอย่างก็คือการทำธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ส่วนการเป็นลูกจ้างถ้าคุณไม่เก่งจริงชีวิตของคุณก็ไม่มีทางเจริญก้าวหน้าเด็ดขาด ยุคนี้มันเป็นยุคที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กถึงการฆ่าฟันจะไม่ค่อยจะเกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะมันยังคงมีกฏหมายคุ้มครองอยู่ แต่ถ้าในวงการธุรกิจแล้วละก็ถ้าคุณไม่เก่งจริงไม่นานคุณก็คงล้มละลายในไม่ช้า เขาเห็นมานักต่อนักแล้วคนที่คิดว่าตัวเองแน่คิดว่าตัวเองเก่งสุดท้ายคนพวกนี้ก็ไม่เหลืออะไร ข่าวในทีวีที่นายทุนล้มละลายและฆ่าตัวตายก็มีให้เห็นบ่อยๆ
สุดท้ายเอกก็ตัดสินใจแล้วว่าจะกลับบ้านเกิดของเขาที่เชียงใหม่ เพราะอย่างน้อยเขาก็ไม่จำเป็นต้องเช่าบ้านนี้อีกต่อไป และยังสามารถประหยัดเงินไปได้อีกมาก
เช้าวันต่อมา
เมื่อทั้งสองยังเห็นว่าบิดาของตนยังไม่ลุกจากที่นอน สองตัวแสบก็ถือวิสาสะกระโดดขึ้นเตียงนอนของบิดาแล้วพูดว่า “พ่อค่ะ/พ่อครับ ตื่นได้แล้วพวกหนูหิวข้าวจะแย่อยู่แล้วรีบตื่นมาเดี๋ยวนี้เลยนะคะ/ครับ”
เมื่อเอกลืมตามาก็เห็นสองแสบเขย่าตัวเขาไม่หยุดทำให้เขาอดที่จะยิ้มไม่ได้ การที่เขาเห็นสองคนนี้ยังปกติดีอยู่มันก็ทำให้เขารู้สึกอุ่นหัวใจ ขอแค่ลูกของเขายังคงมีความสุขอย่างนี้ต่อไป ต่อให้ตัวเขาต้องลำบากแค่ไหนเขาก็จะทำมัน
“ฮึบ ว่ายังไงเจ้าสองแสบทั้งหลาย วันนี้จะกินอะไรดีเอ่ย” เอกอุ้มสองตัวแสบขึ้นมาเอกก็เอาหน้าที่มีแต่หนวดเคราเล็กน้อยถูไถไปกับใบหน้าของเด็กๆ ทำให้ทั้งสองคนหัวเราะคิกคักกันใหญ่
“ฮาๆ พ่อคะอย่าเอาหน้าที่มีแต่หนวดมาถูหน้าหนูสิมันจั๊กจี้....อึ้ย” ดูเหมือนคนที่บ้าจี้ที่สุดจะเป็นลูกคนเล็กของเขา เมื่อเอกเล่นกับพวกเด็กๆ ได้ไม่นานเขาก็เลิกและถามพวกเด็กๆ อีกครั้งว่าอยากจะกินอะไรดี
“เอาละๆ วันนี้อยากให้พ่อทำอะไรให้กินดีละ...ฮืม” หลังจากเอกถามลูกของเขา ทั้งสองคนก็ทำสีหน้าครุ่นคิดสักพักจากนั้นไม่นาน
“หนูอยากกินข้าวไข่เจียว” น้ำทิพย์เป็นคนแรกที่ยกมือบอกว่าเธออยากกินอะไร
ต่อมาไม่นานไมค์ก็ขอเป็นไข่ดาวสองฟอง
“งั้นผมอยากกิน ไข่ดาวสองฟองขอแบบกรอบๆ นะครับ”
“โอเค เดียวพ่อไปทำให้ พวกลูกๆ ก็ไปนั่งดูการ์ตูนก่อนละกันนะ อย่าซนละเด็กๆ”
“คร้า/คร้าบบ”
เมื่อสามคนพ่อลูกกินข้าวเสร็จเขาก็สั่งให้ทั้งสองอยู่บ้านอย่าออกไปไหน เพราะเขาต้องไปทำเรื่องขอลาออก
หลังจากทำเรื่องลาออกเสร็จแล้วเขาก็ซื้อของจำเป็นต่างๆ เพราะของบางอย่างต่างจังหวัดก็ใช้จะมีขาย
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาก็สั่งให้เด็กๆ ไปเก็บเสื้อผ้าของตัวเองให้หมด ถึงเด็กๆ จะอายุ 4-5 ขวบแต่พวกเขาก็ฉลาดมาก
เอกโชคดีมากที่ได้เด็กๆ พวกนี้เกิดมาเป็นลูกของเขา เพราะทั้งสองไม่เคยดื้อหรือซนเลยพวกเขามักจะเชื่อฟังผู้เป็นพ่ออย่างเขาเสมอ ทำให้เขาง่ายต่อการเลี้ยงดูมาก
“เอาละ เด็กๆ เก็บของเสร็จรึยัง”
“เสร็จแล้วครับ/ค่ะ”
“พ่อครับ ตกลงให้พวกเราเก็บของไปทำไมเหรอ” ไมค์ถาม
“ใช่ๆ หรือว่าพ่อจร้าจะพาพวกหนูไปเที่ยว เย้ๆ พวกเราจะได้ไเที่ยวแล้ว”
เอกได้ยินคำถามของทั้งสองเขาก็เดินเข้าไปลูปหัวทั้งสองแล้วก็พูดว่า
“เราไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนหรอก เพราะตอนนี้พวกเราจะย้ายบ้านกันนั้นเอง”
“เอ๋x2 แล้วพวกเราจะย้ายบ้านกันทำไมละคะ/ครับ” ดูเหมือนทั้งสองจะได้ยินคำว่าย้ายบ้านพวกเด็กๆ ก็รู้กังวลขึ้นมา ดูเหมือนน้ำทิพย์ลูกของเขาดูเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง
"น้ำทิพย์อยากจะบอกอะไรพ่อรึเปล่า" เอกถามน้ำทิพย์
“พ่อค่ะ พวกเราไม่ย้ายบ้านไม่ได้เหรอคะ เพราะว่า..” น้ำทิพย์หยุดพูดและเริ่มลังเลที่จะพูดกับเอก
ทำให้เอกรู้ได้ทันทีว่าน้ำทิพย์ยังคงจะหวังให้แม่ของเธอกลับมาอยู่ ซึ่งไมค์ก็ไม่ต่างกันเพราะอย่างนี้แหละเขาถึงต้องย้าย ไม่อย่างนั้นพวกเด็กๆ ก็คงมัวแต่รอจะให้แม่ของพวกเธอกลับมา แล้วยิ่งการรอค่อยที่ไม่มีวันเป็นจริงนั้นมีแต่จะทำให้จิตใจของเด็กๆ รู้สึกแย่ แน่นอนว่าเขาไม่มีทางยอมให้มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นแน่
เอกคิดถูกแล้วการที่เขาจะกลับบ้านเกิดมันจะทำให้ลูกๆ ของเขาได้เจอสิ่งใหม่และหลงลืมเรื่องพวกนี้ไปเอง
ไม่รอช้าเอกจับน้ำทิพย์กับไมค์มานั่งตักของตนและเล่าถึงสถานที่ต่างๆ ที่พวกเขาจะไปว่ามีอะไรบ้างและดูเหมือนทั้งสองจะสนใจไม่น้อย
“พ่อค่ะ จริงรึเปล่าว่าที่บ้านเกิดของพ่อมีน้ำตกสวยๆ อยู่หลังบ้านเพราะถ้าพวกเราอยู่ที่นั่นมันคงจะวิเศษไปเลย” น้ำทิพย์กล่าวอย่างร่าเริงเมื่อเธอได้ยินเอกเล่าถึงน้ำตกหลังบ้าน ซึ่งไมค์ก็พยักหน้าเห็นด้วยกับน้องสาวเพราะไมค์ก็อยากจะมีน้ำตกหลังบ้านมานานแล้ว
เมื่อเอกเห็นอย่างนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ว่า "จริงสินะตั้งแต่เกิดมาเด็กๆ ก็ยังไม่เคยไปที่ไหนนอกจากแถวนี้เลย"
“ใช้แล้วที่นั่นน่ะนะมีน้ำตกที่สวยๆ ให้ลูกได้เล่นแถมยังปลาเยอะแยะเต็มไปหมดเลยละ พ่อเชื่อว่าถ้าเราได้อยู่ที่นั่นพวกเราจะมีความสุขมากเลยละ เพราะตอนเด็กๆ พ่อก็มีความสุขที่ได้อยู่กับปู่กับย่ามากเลยละ เอาละที่นี่เด็กๆ อยากจะไปอยู่บ้านเกิดพ่อรึยัง”
เมื่อเด็กๆ ได้ยินคำถามจากเอกพวกเด็กๆ ก็รีบพยักหน้าตกลงทันที
เอกชู้มือขึ้นพร้อมกับเด็กๆ แล้วพูดว่า “เอาละ ที่นี่พวกเราสามคนมาช่วยกันเก็บของขึ้นรถกันเถอะ go go”
จากนั้นไม่นานทั้งสามคนก็พากันเก็บของขึ้นรถเสร็จ
“พวกลูกๆ แน่ใจแล้วใช่ไหมว่าไม่ลืมอะไร” เอกถามย้ำเพื่อความแน่ใจเพราะเขาเองก็ไม่อยากจะย้อนกลับมาอีกแล้ว
ทั้งสองส่ายหน้า “ไม่ลืมแล้วค่ะ/ครับ”
เมื่อทุกคนไม่ได้ลืมอะไรแล้วเขาก็ไล่ให้เด็กๆ ขึ้นรถทันที
ก่อนขึ้นรถเอกก็มองดูบ้านหลังนี้เป็นครั้งสุดท้าย เมื่อเอกนึกถึงความทรงจำที่เขากับน้ำหนึ่งได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขน้ำตาของลูกผู้ชายมันก็ไหลออกมา ทั้งๆ ที่เขาสัญญากับตัวเองแล้วว่าจะไม่ร้องออกมาหลังจากพ่อแม่ของเขาจากไป
“ฉันต้องไปแล้วถึงเราทั้งสองคนจะแยกทางกันแล้วแต่ฉันก็ขอให้เธอโชคดี สิ่งที่เธอทำกับพวกเด็กๆ ฉันขออโหสิให้กับเธอ” หลังจากเอกเงียบได้ไม่นาน
จากน้ำตาที่ไหลลงมาเพราะความเสียใจกับแปรเปลี่ยนกลายเป็นน้ำเสียงที่เย็นชา
“แต่ถ้าวันใดที่เธอมายุ่งกับพวกเด็กๆ ฉันคนนี้แหละจะจัดการเธอเอง”
จากนั้นไม่นานเอกก็ใช้มือปาดน้ำตาและหันหลังเดินขึ้นรถจากไป