บุรุษหนุ่มสวมชุดสีดำสนิทไร้ลวดลายใดแต่กระนั้นก็ยังเป็ผ้าไหมเนื้อดี เขาเอนกาย หลังพิงลำต้นของต้นไม้ปล่อยขาข้างหนึ่งห้อยลงมา ส่วนอีกข้างเหยียดยาวไปตามแนวของกิ่งไม้ขนาดใหญ่ ริมฝีปากบางคาบใบไม้สายตายังคงมองเหม่อไปที่ขอบฟ้าสีคราม
กลับเข้ามาบ้านตัวเองได้ครึ่งเดือนแล้วเหตุใดรู้สึกไม่คุ้นเคยและว่างเปล่าเช่นนี้นะ
แม้สายตาจะอยู่ที่ท้องฟ้าแต่ด้วยประสาทการรับรู้ไวกว่าปกตินั้นทำให้รู้ว่ามีคนไต่กิ่งไม้ขึ้นมาจนถึงกิ่งที่ใกล้เขาที่สุด
“ไฉนไม่ยื่นมือช่วยเหลือกันบ้าง”เสียงบ่นพลางเหนี่ยวตัวขึ้นไปนั่งบนกิ่งไม้
สวินเย่ว์ขยับกายนั่งห้อยเท้าทั้งสองข้างใบหน้ายังคงเรียบเฉยไร้ความรู้สึกแต่แววตามีรอยขบขันที่เห็นผู้ที่มาเยือนสวมชุดขันที
“เป็ถึงรัชทายาทต้องใช้ชีวิตหลบซ่อนเช่นนี้เชียวหรือ”
“หากเลือกได้ข้าขอเกิดเป็สามัญชนเช่นเ้าดีกว่า” บุรุษหนุ่มเอ่ยแล้วสูดลมหายใจลึกๆอากาศนอกรั้ววังหลวงนี้ช่างสดชื่นดีแท้
“ท่านคงมิได้ลอบออกจากตำหนักบูรพาเพื่อสูดอากาศเท่านั้น
หรอก”
สวินเย่ว์คุ้นชินกับนิสัยของรัชทายาทฝูหรงเป็อย่างดียามนี้เขาสวมชุดขันทีเช่นนี้ เขาจึงเอ่ยปากสนทนาด้วยถ้อยคำธรรมดาสามัญ
“เ้าไม่ไปเยี่ยมเยือนข้าเลยนี่ข้าจึงยอมลดตัวมาหาเ้า”
“ตำหนักบูรพาน่าเข้าไปนักหรือ?”เขาเบ้ปากเล็กน้อย “ได้พบท่านครั้งแรก ท่านก็สวมชุดขันทีเช่นนี้”
รัชทายาทฝูหรงหัวเราะออกมามีแต่เวลานี้เท่านั้นที่เขาสามารถหัวเราะได้อย่างเต็มเสียงและปลอดโปร่งหากสบโอกาสเขามักลอบออกจากตำหนักเพื่อติดตามหาข่าวใครคนหนึ่งเสมอและนั่นทำให้เมื่อสามปีก่อนบังเอิญได้พบสวินเย่ว์ ครานั้นเขายังไม่รู้ว่า ‘สวินเย่ว์’ เป็ใครเพียงแต่เห็นว่าเขาเป็ทหารระดับล่างที่มีฝีมือดี สวินเย่ว์เคยช่วยเขาเมื่อครั้งที่ลอบออกจากตำหนักสองหรือสามครั้งใบหน้าเรียบนิ่งและท่าทีหยิ่งยโสนั้นรบกวนจิตใจเขาคนผู้นี้ไม่เปิดโปงเขาและไม่ปากมาก เดิมทีคิดจะลากสวินเย่ว์มาเป็องครักษ์ข้างกาย แต่อีกฝ่ายปฏิเสธอย่างไม่อนาทรร้อนใจ เขาจึงรู้สึกว่าทหารผู้นี้ไม่ธรรมดา จึงคบหาอย่างสหาย แม้ไม่ได้พบเจอกันบ่อยนักแต่ทุกครั้งที่ได้พบกลับรู้สึกราวกับคนคุ้นเคยเมื่อรู้ความจริงว่าสวินเย่ว์เป็บุตรชายคนโตสกุลสวิน ตระกูลนักรบหลายชั่วอายุคนเขาจึงไม่รู้สึกประหลาดใจนัก
สวินเย่ว์เองรู้ดีมาั้แ่พบหน้าฝูหรงครั้งแรกว่าเขาเป็องค์รัชทายาทแม้ตัวเขาใช้ชีวิตนอกจวนแต่ข่าวคราวความเคลื่อนไหวในวังหลวงและการทหารย่อมอยู่ในสายตาของเขาตลอดมิเช่นนั้นเขาจะยังสามารถใช้ชีวิตรอดพ้นคมกระบี่มาถึงเวลานี้ได้หรือ?แต่เมื่ออีกฝ่ายไม่้าให้เขารู้ เขาจึงแสร้งไม่รู้กระทั่งยามที่ได้พบกันในท้องพระโรงเขาไม่เห็นแววตาแตกตื่นหรือประหลาดใจของฝูหรงแม้แต่น้อย ตามจริงแล้ว เมื่อฐานะที่แท้จริงของเขาเปิดเผยฝูหรงไม่จำเป็ต้องแต่งกายชุดขันทีลอบมาพบเขาเช่นนี้
หรือว่าชายผู้นี้ชอบชุดขันทีจริงๆ
ฝูหรงเห็นแววตาวูบหนึ่งของสวินเย่ว์มีคำถามแล้วก็กลบเกลื่อนด้วยการมองไปทางอื่น
“ดูเหมือนเ้าไม่ชอบอยู่จวนเท่าไหร่นี่”ฝูหรงไม่ใส่ใจสายตาแปลกๆ วูบนั้น
“แค่ไม่คุ้น มิใช่ไม่ชอบ”สวินเย่ว์ไหวไหล่เล็กน้อย“อีกอย่างการที่ข้าเลื่อนมารับตำแหน่งแม่ทัพในครั้งนี้ทั้งที่เหตุการณ์ไม่คลี่คลายดีนักข้าอยากกลับไปสะสางให้แล้วเสร็จ”
“อ้อ...เ้าได้เลื่อนขึ้นเป็แม่ทัพมีความดีความชอบเพราะสังหารแม่ทัพที่คิดก่อฏ”ฝูหรงแสร้งพูดเหมือนเพิ่งนึกได้ เมื่อคิดถึงเื่นี้แสดงว่าคนในสกุลสวินนั้นระแคะระคายเื่เหล่านี้มาตลอดจึงยอมส่งบุตรชายคนโตเข้ากองทัพโดยไม่เปิดเผยตัวจริงออกไป“ข้าได้ยินว่าฮ่องเต้จะทรงพระราชทานงานสมรสให้เ้าด้วยนี่เ้าจะได้เป็ถึงราชบุตรเขยเลยทีเดียว”
คิ้วกระบี่เลิกขึ้นแล้วปรายตามองอีกฝ่ายเื่นี้เขาได้ยินมาบ้างและแจ้งกับบิดาให้ช่วยยับยั้งไว้ก่อน หรือจะให้ดีก็ทำให้ฮ่องเต้เลิกคิดเื่ไร้สาระพวกนี้เสีย
“บ้านเมืองยังไม่สงบอย่าได้เสียเวลากับเื่ไร้สาระเช่นนี้”
“ฟังเหตุของเ้าแล้วดูดีนักหรือเ้ามีนางในดวงใจ อย่างไรให้ข้าช่วยออกหน้าให้ดีหรือไม่” ฝูหรงอดกระเซ้าสหายมิได้ นอกจากสวินเย่ว์
แล้วเขาไม่ค่อยได้พูดจาเช่นนี้กับผู้ใด
“ข้าไม่ได้มีเวลาว่างคิดเื่พรรค์นั้น”
“หรือเ้าชอบบุรุษ”
คราวนี้เห็นเส้นเืที่ขมับของสวินเย่ว์เต้นตุบๆขึ้น ฝูหรงจึงยอมรามือ
“สรุปว่าเ้ามีเื่ที่อยากทำแต่ยังออกไปไม่ได้สินะ”
“ท่านเองก็คงไม่ต่างจากข้า” เขาปรายตามองชุดขันทีอีกครั้ง
“ข้าแค่อยากหาเด็กคนนั้นให้พบ”ฝูหรงระบายลมหายใจเบาๆ
“ผ่านมาห้าปีแล้วถ้ายังมีชีวิตอยู่คงเติบโตอายุสิบสี่สิบห้าแล้ว” สวินเย่ว์รู้เหตุผลที่องค์รัชทายาทลอบออกจากตำหนักบูรพา มิใช่เที่ยวเล่น แต่เพื่อตามหาใครคนหนึ่ง ฝูหรงไม่ได้เล่ารายละเอียดอะไรมากบอกเล่าแค่ว่าเมื่อห้าปีก่อนมีเด็กหญิงคนหนึ่งช่วยเขาไว้ให้รอดพ้นการลอบสังหาร
“หรือนางอาจตายไปนานแล้วก็เป็ได้”
ฝูหรงพยักหน้ายอมรับ “ไม่พบศพนางข้าไม่อาจทำใจได้ว่านางตายแล้ว”
“หรือเพราะเ้ารู้สึกติดค้างจึงไม่ยอมรับว่านางตายไปแล้ว”
ฝูหรงหัวเราะเสียงปร่าเหมือนเย้ยหยันตนเองหลายปีมานี่เขาพยายามตามหา ‘เด็กหญิง’ที่ไม่รู้ชื่อคนหนึ่ง แววตาของนางประทับในหัวใจของเขานางเป็เพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ยินดีสวมเสื้อคลุมปลอมตัวเป็เขาเพื่อให้เขาได้หลบหนีจากการถูกลอบสังหาร นางควรหวาดกลัว แต่แววตาของนางยังเป็ประกายงดงามรอยยิ้มไร้เดียงสา ราวกับไม่รู้ว่านี่เป็การเดินไปสู่ความตาย
เขารู้เพียงแค่ว่านางเป็บุตรสาวคนเดียวขององครักษ์เสิ่น
“เอาเถอะอย่างไรข้าจะช่วยสืบข่าวให้อีกทาง” สวินเย่ว์เอ่ยน้ำเสียงราบเรียบ เขาเห็นฝูหรงตื่นจากภวังค์และหันมามองทางเขาชายหนุ่มก็ยกมุมปากขึ้น
แต่รอยยิ้มของสวินเย่ว์ทำให้ฝูหรงขมวดคิ้ว
“ข้าจำเป็ต้องออกไปจากที่นี่”เขายิ้มเย็นแล้วขยับข้อมือซ้ายขวาสลับไปมา เหมือนชั่งใจว่าจะใช้มือข้างไหนดี
“แล้ว?”
“ตามจริงแล้ว ทุกคนใช้เหตุผลที่ว่า ข้าเพิ่งเสร็จศึกให้อยู่แต่ในจวนเพื่อพักผ่อนแต่ข้าอยากออกไปสืบข่าวบางเื่”เขาเชื่อว่าเื้ัอดีตแม่ทัพใหญ่ต้องมีคนหนุนอย่างแน่นอน อีกอย่างตอนที่ประมือกับอดีตท่านแม่ทัพมีชายลึกลับมาช่วย ปกติแล้วชาวยุทธ์ไม่ยุ่งกับทางการน้อยนักที่จะเห็นคนของพรรคใดมาก้าวก่ายในเื่ราชสำนักอย่างเปิดเผย
โดยเฉพาะ คนผู้นั้นใช่ ‘ฝ่ามืออัคคี’
ฝ่ามืออัคคีร้ายกาจนักมิมีผู้ใดรอดพ้นความตาย แต่เด็กหญิงคนนั้นรอด...
สวินเย่ว์เผลอคิดถึงเด็กหญิงคนนั้นร่างกายของนางชุ่มโชกไปด้วยโลหิตและกลิ่นเนื้อไหม้ ใครจะรู้ว่านางรอดพ้นจากความตายหากเป็ผู้อื่นคงสติฟั่นเฟือน ใช้ชีวิตอย่างหวาดผวาแต่นาง...กลับส่งยิ้มและเรียกเขาว่า ‘ผู้มีพระคุณ’
“เ้าเป็ถึงบุตรชายคนโต เป็แม่ทัพเ้าจะออกไปไหนมาไหนก็ไม่เห็นจะ...โอ๊ย!”
ยังไม่ทันพูดจบประโยคดีใบหน้าหล่อเหลาขององค์รัชทายาทที่อยู่ในชุดขันทีก็ถูกหมัดของแม่ทัพหมาดๆซัดเข้าใส่เต็มเบ้าตา! ฝูหรงไม่ทันตั้งตัวและหลบไม่ทันจึงรับหมัดเข้าไปเต็มๆซ้ำยังหงายหลังร่วงลงจากต้นไม้
โชคดีที่ไม่สูงนัก
สวินเย่ว์ได้ยินเสียงก่นด่าพลางฉีกยิ้ม
แค่นี้เขาก็ออกจากจวนได้อย่างสบายใจ
..............
“เมื่อครู่ท่านลุงว่าอะไรนะเ้าคะ”
เด็กสาวอ้าปากค้างนางนั่งฟังท่านลุงวัยหกสิบที่เพิ่งกลับมาจากในเมืองบอกเล่าเื่แม่ทัพสวินเย่ว์
“ข้าฟังเขาเล่ากันมาแต่น่าจะเป็เื่จริง ท่านแม่ทัพสวินเย่ว์ชกหน้ารัชทายาทแต่ฮ่องเต้ทรงเมตตาไม่ลงโทษสถานหนักเพียงแค่ให้ท่านแม่ทัพไปประจำที่หน้าด่านแทน”
“เหตุใดท่านแม่ทัพทำเช่นนั้นนะ”
เสิ่นฉางซีโคลงศีรษะไปมาเพิ่งได้กลับเข้าจวนแท้ๆ เหตุใดถึงได้ทำร้ายองค์รัชทายาทจนต้องถูกขับออกมาอีกเล่านางได้แต่งุนงงไม่อาจหาคำตอบให้ตนเองได้เพราะยามนี้นางไม่ได้อยู่ในสำนักคุ้มภัยราชสีห์คำรามโดยปกตินายท่านใหญ่จะพูดอยู่เสมอเื่ทำหูตาให้กว้างไกลข่าวสารทั้งในรั้ววังหรือแม้แต่ในยุทธภพล้วนต้องนำมาประมวลคัดกรองก่อนจะเชื่อว่าจริงหรือเท็จด้วยเหตุนี้นางจึงรับรู้ข่าวคราวของสวินเย่ว์เป็ระยะๆผิดที่ครั้งนี้นางอยู่ที่เรือนสมุนไพรมิใช่ที่สำนักคุ้มภัย
“ได้ยินว่าใช้ชีวิตนอกจวนมานานอาจขาดการอบรมที่ดีก็เป็ได้”เสียงหญิงวัยเดียวกับชายวัยหกสิบเอ่ยพลางถือถุงเมล็ดถั่วแดงเดินเข้ามาหาเสิ่นฉางซีรีบลุกขึ้นไปรับทันที นางมาขอปันถั่วแดงนำไปทำอาหาร
“ขอบคุณมากเ้าค่ะ นี่เงินเล็กน้อย”นางยื่นเงินให้เป็การตอบแทนถั่วแดงที่ได้รับมา แต่อีกฝ่ายโบกมือห้ามไม่ยอมรับ
“นายท่านรองดีกับพวกเรามากถั่วแดงเล็กน้อย เ้าเอาไปเถิด”
“ใช่ๆ ตอนที่ข้าปวดข้อ ปวดเข่าก็ได้นายท่านรองจัดสมุนไพรให้จะว่าไปคนในสำนักคุ้มภัยราชสีห์คำรามดีกับชาวบ้านแถบนี้เป็อันมาก”
“แต่นายท่านรองมิให้ข้ารับของโดยไม่จ่ายค่าตอบแทน”เสิ่นฉางซีขมวดคิ้ว
“เช่นนั้นบอกว่าพวกเราฝากมาให้ก็ได้”หญิงวัยกลางคนเอ่ยยิ้มๆ แล้วพิศมองใบหน้าของเด็กสาว นางคุ้นชินกับเด็กคนนี้มานานหากไม่มีรอยแผลเป็ที่หน้าผากและท่าเดินลากเท้าแล้วละก็... นางก็นับว่าเป็เด็กสาวที่น่ารักคนหนึ่งทีเดียว
เมื่อเห็นว่าทั้งสองยืนยันไม่รับเงินค่าเมล็ดถั่วแดงนางจึงได้แต่กล่าวขอบคุณซ้ำๆ หลายครั้ง แล้วอุ้มถุงผ้าใส่เมล็ดถั่วแดงกลับที่พัก
สิบวันก่อนนางกับนายท่านรองเกาเทียนฉีเดินทางมาที่เรือนสมุนไพรซึ่งอยู่ห่างจากสำนักคุ้มภัยฯประมาณสิบลี้ บริเวณนี้เป็เชิงเขามีชาวบ้านอยู่ราวๆ ยี่สิบหลังคาเรือนใช้ชีวิตเรียบง่าย เกาเทียนฉีสนใจเื่สมุนไพรมากแต่บริเวณสำนักคุ้มภัยไม่เหมาะกับการเพาะปลูกจึงมาทำที่บริเวณเชิงเขาแห่งนี้นอกจากเื่พืชพันธุ์สมุนไพรต่างๆ ยังสามารถเข้าไปค้นหาสมุนไพรหายากได้ด้วยเกาเทียนฉีจึงสร้างเรือนขนาดย่อมสำหรับการหลับนอนไว้ที่นี่มาแต่ละคราวอยู่นานหลายวันหรือบางครั้งก็นานนับเดือนหากไม่มีเื่ที่สำนักคุ้มภัยก็จะอยู่ที่เรือนสมุนไพรแห่งนี้
เสิ่นฉางซีเดินกลับมาเรือนสมุนไพรของเกาเทียนฉีแล้วจัดการแช่เมล็ดถั่วแดงั้แ่อาการาเ็ของนางเริ่มหายดีนายท่านรองจูงมือนางออกจากสำนักคุ้มภัยมาที่นี่ในสำนักคุ้มภัยเลี้ยงเด็กกำพร้าและเด็กยากจนที่พอจะมีฝีมือดีไว้หลายคนแน่นอนว่ามีบางคนที่ล้อใบหน้าที่มีแผลเป็และท่าเดินลากเท้าของนาง นายท่านรองไม่อยากดุด่าเด็กเ่าั้จึงเลือกจูงมือนางไปแปลงสมุนไพรแทนหลายปีมานี้นางจึงเดินตามแผ่นหลังของเกาเทียนฉีทั้งขึ้นเขาเข้าป่าหาสมุนไพรหรืออยู่ที่เรือนสมุนไพรแห่งนี้เพียงแต่ครั้งนี้นางไม่ได้ติดตามไปด้วย เพราะ...
นางมีระดู
เื่นี้ทำเอาเกาเทียนฉีถึงกับทำหน้าไม่ถูกประหลาดใจ ตื่นเต้น ตื่นตระหนกและดีใจ
สิบวันก่อนเสิ่นฉางซีมาถึงเรือนสมุนไพร นางติดตามเกาเทียนฉีเสมือนบ่าวรับใช้คอยจัดการเื่ต่างๆ แต่ในวันนั้นนางมีอาการปวดท้องน้อยนายท่านรองตรวจอาการแล้วขมวดคิ้ว เขารู้เื่สมุนไพรแต่ไม่เชี่ยวชาญเื่การวินิจฉัยโรคพลันนางมีเืออกสร้างความแตกตื่น ประจวบกับท่านป้าบ้านใกล้ๆได้ยินว่านายท่านรองมาจึงนำผักผลไม้มาให้ ท่านป้ามาได้จังหวะพอดีเมื่อรู้ว่าเสิ่นฉางซีเป็อะไรก็ได้แต่ยิ้มน้อยๆ แล้วจูงมือเด็กสาวเข้าไปในห้องสั่งสอนเื่ที่สตรีควรรู้ พลางมองเด็กหญิงด้วยสายตาเวทนา ‘เด็กหญิงไร้มารดา’ จึงไม่มีใครแนะนำนางได้ว่าควรจัดการดูแลตนเองอย่างไร
เสิ่นฉางซีรู้ว่าการมีรอบเดือนคืออะไรแต่นางไม่คิดว่าตนเองที่รับรู้มาตลอดว่าไม่อาจให้กำเนิดบุตรได้จะมีรอบเดือนก่อนหน้านี้นางเคยมีเืออกมาบ้างแต่เล็กน้อยเท่านั้น จึงไม่คิดว่าจะเรียกว่าการมีรอบเดือนแต่ครั้งนี้นางมีเืออกมามากอยู่สามวันเกาเทียนฉีจึงไม่ได้ให้นางติดตามขึ้นเขาหาสมุนไพรให้นางได้พักผ่อนอยู่แต่ในเรือนสมุนไพร
เืรอบเดือนของนางหมดไปเจ็ดแปดวันแล้วนางไม่รู้จะทำอะไรจึงได้แต่อ่านตำราและฝึกคัดอักษรอยู่ที่เรือนสมุนไพรนายท่านรองให้คนสร้างห้องเล็กให้นางอยู่เป็การส่วนตัวโดยปกตินางดูแลเื่ทั่วไปของนายท่านรองรวมถึงอาหารการกิน หากเมื่อได้สมุนไพรชั้นดีมาจึงช่วยคัดแยกตามแต่ที่นาย
ท่านรองสั่งและสอน
“ไม่รู้นายท่านรองจะกลับเมื่อไหร่”เสิ่นฉางซีได้แต่โคลงศีรษะไปมา มองดูเมล็ดถั่วแดงในตำราว่าไว้ว่าถั่วแดงช่วยบำรุงเืและบำบัดอาการมีรอบเดือนไม่ปกติของสตรีนางอยู่ว่างๆ จึงเดินไปขอซื้อเมล็ดถั่วแดงแต่ไม่คิดว่าจะได้มาโดยไม่ต้องจ่ายเงินเช่นนี้
ขณะที่นางกำลังคิดว่าจะนำถั่วแดงมาปรุงเป็อาหารชนิดไหนดีอยู่นั้นนางเผลอคิดถึงเื่ที่ได้ยินมาข่าวลือจากเมืองหลวงกว่าจะมาถึงชนบทอย่างนี้ก็ผ่านมาครึ่งเดือนแล้วกระมัง
‘สวินเย่ว์’เขากำลังทำอะไรอยู่นะ.