ช่อง News อยู่คู่กับบ้านเรามานานแสนนาน
พวกเขามีรายการหลากหลายประเภท ก่อนหน้าพบกับถุงมือฟ้าประทานเจมส์เองก็เคยเปิดโทรทัศน์ดูบ่อยๆ
เป็นต้นว่ารายการวาไรตี้โชว์ มุกตลกขบขัน ซิทคอม รายการชิมอาหาร รายการตามติดวิถีชีวิตชาวบ้านตาดำๆ รายการข่าวข้น แต่ทั้งนี้ช่อง Nwes จะไม่ถนัดด้านละครเหมือนกับช่องอื่น ดังนั้นหากเทียบเรทติ้งช่องที่มีละครดังๆ ออนแอร์ News มักจะอยู่รั้งอันดับ
อาคารเป็นสีเทาขนาดใหญ่ พวกเขาทั้งสามที่ย่างกรายเข้ามาต่างก็ได้รับความสนใจ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเจมส์หน้าตาหล่อเหลา หลังจากใช้'เซรุ่มหมายเลข 3'หุ่นอ่ะโคตรเซ็กซี่ ยิ่งในสายตาของหญิงสาวที่มองมา มักจะมองด้วยความปรารถนาใคร่
ส่วนทอยหล่อเหลาเอาการอยู่แล้ว หากเขาไม่ติดเล่นไปบ้าง คงดูสุขุมน่าเคารพกว่านี้ เช่นว่าเดินเข้ามาในอาคารไม่ทันไร ก็ถามกับพนักงานชุดยูนิฟอร์มสีขาวว่า
“สวัสดีครับคุณผู้หญิง คุณคิดว่าผมดูเป็นยังไงบ้างหล่อใช่ไหม อยากได้เบอร์หรือเปล่า แต่ไม่ต้องบอกผมก็รู้ว่าคุณอยากได้ แต่เสียใจด้วยนะครับวันนี้ผมมีนัดสัมภาษณ์ ถ้าหากคุณยังอยู่ตรงนี้กระทั่งผมเสร็จงาน ไม่แน่อาจได้แลกเบอร์ติดต่อ”
นี่คือความขี้เล่นของทอย ความจริงต้องถูกกระเป๋าฟาดหน้าสิ คิดว่ามั่นหน้ามั่นโหนกหรือไงอยู่ๆ มาพูดอะไรก็ไม่รู้ แต่ที่ไหนได้พนักงานคนดังกล่าวกับยิ้มกริ่ม ตัวงอและพยักหน้าอย่างว่านอนสอนง่าย
นี่คือเสน่ห์ของทอย ซึ่งเจมส์ไม่สามารถเลียนแบบได้
ส่วนโมนิก้า หล่อนมีรูปร่างสมบูรณ์แบบ เป็นนางเอกนางร้ายได้สบาย อาศัยหุ่นและหน้าตาฟ้าประทาน มีใครบ้างไม่อยากได้ไปแสดงละครโทรทัศน์
“นั่นใครน่ะ นักแสดงหน้าใหม่เหรอ หล่อเวอร์” หนึ่งในพนักงานช่อง News กระซิบกับเพื่อนสองคน
“ไม่รู้สิฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน รู้เพียงแค่ว่า ถ้าหากพวกเขาได้บทเด่นก็คงดี” อีกคนข้างๆ เสริม
“หน้าตาแบบนี้ไม่ได้บทเด่นก็แปลกแล้ว”
นั่นสินะ หน้าตาแบบนี้หากเป็นตัวประกอบดูจะเสียของแย่
และไม่ใช่พวกเธอเท่านั้นที่คิด คนอื่นๆ ในอาคารเองก็คิดแบบเดียวกัน
....
ซัน ผู้ช่วยคนสนิทของคันไฟได้รับหน้าที่ให้มารอรับเจมส์
เขาไม่เคยเห็นตัวจริงอีกฝ่ายมาก่อนเคยเห็นเพียงรูปถ่ายในเฟสบุ๊ค ครั้นได้เห็นหน้าตาตัวเป็นๆ ถึงกับทำอะไรไม่ถูก เพราะทั้งสามคนดูดีกันมากทีเดียว
“สวัสดีครับคุณเจมส์ คุณทอย คุณโมนิก้า ผมซัน ผู้ช่วยคุณคันไฟ วันนี้รับหน้าที่ดูแลพวกคุณหนึ่งวัน”
ออร่าของทั้งสามที่เฉิดฉายออกมา ทำให้ซันไม่กล้าชักช้า รีบเดินไปต้อนรับทันที
กลุ่มคนตรงหน้าราวกับดาราใหญ่ เหมือนดาวจรัสแสง ถึงแม้แท้จริงจะเป็นเพียงคนสวนก็เถอะ แต่ภาพที่เห็นมันช่วยให้คิดแบบนั้นไม่ได้จริงๆ
“ยินดีที่รู้จักครับ” เจมส์ตอบรับตามมารยาท
หลังจากสองหุ่นทักทายเสร็จ ก็เดินตามซันเข้าไปด้านใน
“ช่องทีวี News เรามีสตูดิโอถ่ายทำอยู่ถึง 5 สตูดิโอด้วยกัน วันนี้เราจะใช้สตู 3 ถ่ายรายการ'คันยิบยิบ'ที่มีพิธีกรมากความสามารถอย่างคุณคันไฟเป็นผู้ดำเนินรายการ เพราะงั้นถ้าหากจะไปไหนก็บอกผมก่อนนะครับเดี๋ยวจะหลง เพราะที่นี่ใหญ่มาก” ซันไม่ได้จงใจโอ้อวด เพราะช่อง News มีรูปแบบตัวอาคารที่ค่อนข้างซับซ้อน หากไม่รู้เส้นทางขึ้นมาก็อาจหลง
เจมส์มีความฝันที่จะเปิดช่องการ์ตูนของตัวเอง
นี่คือครั้งแรกที่ได้เข้ามาเหยียบสถานีโทรทัศน์ขนาดใหญ่ ไม่แปลกหากจะตื่นเต้น มองไปทางโน้นทีทางนี้ที
เขาอยากจะเก็บรายละเอียดทุกอย่างไว้ ซึ่งในอนาคตมีความคิดที่จะสร้างสถานี หลังจากประมูลช่องทีวีดาวเทียมแบบดิจิตอล ถึงตอนนั้นทุกอย่างคงพร้อมสรรพ
“คุณเจมส์ดูจะชอบที่นี่นะครับ” เพราะเห็นชายหนุ่มเจ้าของถุงมือดำมองตรงโน้นทีตรงนี้ที ซันจึงคิดว่าเจมส์สนใจสถานี News
เจมส์พยักหน้าตามด้วยกล่าว “ใช่ครับ ผมอยากเก็บทุกรายละเอียดของที่นี่ไว้น่ะ เพราะในอนาคตจะสร้างเป็นสถานีของตัวเอง”
จะสร้างสถานีโทรทัศน์เป็นของตัวเอง...ถึงแม้จะเป็นเพียงพนักงานตัวเล็กๆ แต่ซันย่อมเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างขององค์กรขนาดใหญ่ ว่ามีทรัพยากรอยู่เท่าไหร่ ดังนั้นถึงจะรู้สึกตกใจไปบ้างแต่เขาก็ไม่กล้าดูถูก เพราะถึงอย่างไรเจมส์ก็เป็นหนึ่งในแขกรับเชิญ
“จะสร้างสถานีเป็นของตัวเองเหรอ ฝันลมๆแล้งๆ ไปหรือเปล่า คิดว่าต้องใช้เงินกี่พันล้านกัน ถึงจะสามารถก่อตั้งองค์กรขนาดใหญ่ได้ นี่ขนาดผมเป็นดาราเบอร์ใหญ่ ยังไม่กล้าคุยเลยนะครับ”
“นั่นสิคะ กล้าพูดมาได้ยังไงไม่อายปาก บ้านนอกมาจากไหนไม่รู้เนี่ย ดูแต่งตัวเข้าสิ หน้าตาก็งั้นๆ สู้กับพระเอกหนุ่มอย่างพอร์ชก็ไม่ได้ เชอะ!”
เสียงไร้มารยาทของใครสองคนดังขึ้น
ซันตระหนกตกใจ หันไปมองจึงได้รู้ว่าเป็นใคร
“คุณพอร์ช คุณเมย์มาแล้วเหรอครับ ต้องขอโทษด้วยนะครับที่ไม่ได้เดินไปต้อนรับ”
“ไม่ต้องต้อนรับหรอก พวกเรารู้เส้นทางในอาคารนี้ดี ไม่ต้องการสวะอย่างคุณมานำทางหรอก” พอร์ช พระเอกหนุ่มไฟแรงที่กำลังมีผลงานแสดงละครแนว'พีเรียด'
เขาส่งสายตาหยิ่งผยอง เดินชนไหล่ผู้ช่วยพิธีกรดัง แล้วเข้าไปในสตูดิโอถ่ายทำพร้อมกับเมย์ นางเอกที่โด่งดังจากละครแนวพีเรียดเรื่องเดียวกัน
เมื่อเห็นว่าทั้งคู่เดินเข้าไปแล้ว ซันปาดเหงื่อบนหน้าผาก หันศีรษะมาทางชายหนุ่มเจ้าของถุงมือดำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“ต้องขอโทษคุณเจมส์ คุณทอยและคุณโมนิก้าด้วยนะครับ ทั้งสองคนเป็นนางเอกพระเอก ก็เลยมักจะวางตัวเองสูงส่งกว่าคนอื่น”
“สูงส่งเหรอ ถ้าหากพูดแบบนั้นอีกครั้งล่ะก็ ผมนี่แหละจะหักกระดูกมัน!” ทอยไม่ได้ล้อเล่น หุ่นแบนเนอร์รายนี้พูดจริงทำจริง
“จะสูงส่งสักเท่าไหร่เชียว หากเทียบกับเจ้านาย มันก็แค่สวะตัวหนึ่ง” โมนิก้า หญิงสาวหน้าสวยทุกสถานการณ์ บทจะโหดก็โหด ทำเอาซันผงะนึกว่าพวกเขาถูกผีร้ายเข้าสิง บุคลิกจึงได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน
“ไม่เอาน่าทั้งสองคน วันนี้เรามาสัมภาษณ์กันนะ ไม่ควรมีเรื่อง” เจมส์ต้องเพลาๆ หุ่นยนต์จากโลกอนาคตทั้งสอง
ได้ยินคำพูดแบบนั้นซันค่อยโล่งอก แต่ประโยคต่อมาเนี่ยสิถึงกับทำให้เขาอยากเอามือกุมขมับ
“แต่ถ้าหากเป็นข้างนอก เป็นที่ลับตาคน...ก็ว่าไปอย่าง”
ใช่ประโยคนี้นี่แหละ ฟังแล้วค่อนข้างน่ากลัวจนเขาต้องมองเจมส์นานสองนา
ซันไม่กล้าแช่อยู่นาน รีบพาทั้งสามเดินเข้าสตูโอเดียวกับพอร์ชและเมย์
.......
รายการคันยิบยิบมักจะหยิบยกเรื่องของดาราที่เป็นกระแสมาออกรายการ
แบ่งเป็นสามช่วงด้วยกัน โดยช่วงสุดท้ายจะมีคนจากทางบ้านมาขายของ ไม่ก็เหล่าดาราที่นำครีมมานำเสนอ
เจมส์ไม่ใช่ดารา เป็นเพียงเจ้าของไร่ทุเรียนในต่างจังหวัด เทียบไม่ได้กับดารามีชื่อเสียงที่ใครหลายคนต่างรู้จัก ดังนั้นช่วงการให้สัมภาษณ์จึงอยู่ท้ายรายการ
พอร์ชและเมย์เองก็ถูกรับเชิญให้มาออกรายการ เพราะมีผลงานละครเรื่อง'บ่วงระทม'ที่เพิ่งออนแอร์ไปเมื่อต้นสัปห์ดาก่อน จึงได้ถูกเชิญมาเป็นหนึ่งในแขก
ครั้นเห็นเจมส์เดินเข้ามาในสตูดิโอ พอร์ชรู้สึกแปลกใจ ก่อนจะกระซิบถามทีมงานในสตูดิโอ ค่อยเข้าใจว่าอีกฝ่ายเข้ามาทำอะไรที่นี่
เพราะคันไฟกำลังสัมภาษณ์นักธุรกิจคนหนึ่งช่วงเริ่มรายการ พอร์ชและเมย์จึงต้องนั่งรอ ช่วงว่างไม่มีอะไรทำเขาจึงเดินไปหาเจมส์ที่นั่งอยู่อีกมุม
“เห้อ ก็นึกว่าคนใหญ่คนโตที่ไหน ที่แท้ก็แค่เจ้าของสวนทุเรียน ยังกล้ามาออกรายการอีกนะ พวกเกษตรกรผลไม้ราคาถูก มาทางไหนก็รีบกลับไปทางนั้นซะไป ชิ่วๆ” พระเอกหนุ่มพูดจาแดกดัน พร้อมกับใช้มือปัดไปมา ทำเหมือนไล่แมลงวัน
พอร์ชในละครเป็นถึงลูกผู้รากมากดี วางตัวตามแบบฉบับสุภาพบุรุษที่พร้อมปกป้องผู้หญิงไร้ทางสู้ แต่ในชีวิตกลับพลิกผัน ไม่ต่างจากตัวร้ายคนหนึ่ง
“ไอ้นี่นี่ไม่จบใช่ไหม หรือว่าจะเอา!” ทอยทนไม่ได้ เมื่อถูกอีกฝ่ายดูถูกซึ่งหน้าในฐานะหุ่นแบนเนอร์ที่ต้องปกป้องเจ้านาย เขาไม่สามารถนิ่งเฉยได้
พอร์ชไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะลุกจากที่นั่งกระทันหัน มันทำให้เขาตกใจกลัวต้องถอยหลังไปหลายก้าว
“ใจเย็นน่าทอย นั่งลงเถอะ ผมยังไม่อยากเห็นคนพิการแถวนี้นะ โดยเฉพาะดาราที่เพิ่งมีผลงานแต่กลับทำตัวกร่าง ผมน่ะอยากจะรู้นักว่าเล่นละครเรื่องหนึ่งได้เงินเท่าไหร่” เจมส์วางมือไว้บนบ่าหุ่นแบนเนอร์ กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ซึ่งความหยามเหยียดต่ออีกฝ่าย
”มากกว่าทำไร่ก็แล้วกัน งานที่ผมทำคืองานใช้สมองและจินตนาการที่ต้องเล่นตามบทที่ถูกวางไว้!” พอร์ชพูดด้วยน้ำเสียงของผู้ที่เหนือกว่า
“งั้นเหรอครับ แล้วได้เงินเท่าไหร่ล่ะละครหนึ่งเรื่อง ตอนนี้คุณมีรถขับกี่คัน ตอนนี้คุณมีบ้านกี่หลัง คุณมีเรือขับหรือเปล่า มีเฮลิคอปเตอร์ขับหรือเปล่า ผมอยากจะรู้นักว่าคุณต้องเล่นละครกี่ร้อยเรื่อง ถึงจะมีเท่ากับที่ผมมี คุณดารามากความสามารถ” เจมส์ไม่อยากโอ้อวด แต่อีกฝ่ายบังคับให้เขาต้องทำแบบนั้น
“ฮ่าฮ่า แกมันก็แค่คนสวน จะโม้อะไรก็เบาๆ หน่อย คิดว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจหมื่นล้านหรือไง โถพูดมาได้ ไม่เจียมตัวเองไอ้บ้านนอก เกษตรกรผลไม้ราคาถูก ถุย!” พอร์ชเชื่อก็บ้าแล้ว ในสายตาเขาเจมส์เป็นเพียงคนโง่คนหนึ่ง