บทที่ 27 : เมืองดาราจักรา ความเย่อหยิ่งของตระกูลอู๋และหอสดับฟ้า!
ครืนนน! โครมมมม!!!
เสียงกัมปนาทที่ดังสะท้านะเืไปถึงเก้าชั้นฟ้าและสิบชั้นบาดาล ดังกึกก้องมาจากเื้ัของซูหลงอวิ๋น ทะเลมหันตภัยนิรันดร์ที่เคยเดือดพล่านและเต็มไปด้วยเปลวเพลิงไร้รูปที่สามารถแผดเผาได้กระทั่งิญญา บัดนี้กำลังเผชิญกับการพังทลายอย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อ 'เพลิงสุริยันผลาญเอกภพ' ซึ่งเปรียบเสมือนแก่นกลางและหัวใจของมิติลับแห่งนี้ถูกดึงรั้งออกไป สัจธรรมแห่งอัคคีที่ค้ำจุนมิติก็ขาดสะบั้น เกลียวคลื่นลาวาสีแดงฉานพลันแห้งเหือด หินผาูเาไฟที่ตั้งตระหง่านมานับล้านปีพังทลายถล่มลงเป็ผุยผง ท้องฟ้าสีเืที่เคยกดทับบิดเบี้ยวและถูกกระแสความว่างเปล่าแห่งอวกาศกลืนกินไปในที่สุด
พื้นที่ซึ่งเคยเป็เขตแดนต้องห้ามอันดับหนึ่งแห่งมหาทวีปศูนย์กลาง บัดนี้กลายเป็เพียงหุบเหวไร้ก้นที่มืดมิดและไร้ซึ่งพลังชีวิตใดๆ อีกต่อไป
ท่ามกลางสายลมที่พัดกระโชกแรง ซูหลงอวิ๋นนั่งประทับอยู่อย่างสง่าผ่าเผยบนแผ่นหลังอันกว้างใหญ่ของ 'จินหลิน' กิเลนอัคคีาที่ลอยตระหง่านอยู่เหนือกลุ่มเมฆ ั์ตาสีดำสนิทของเด็กหนุ่มทอดมองการล่มสลายของมิติลับด้วยความสงบนิ่ง ไร้ซึ่งความเสียดายใดๆ
"ทุกสรรพสิ่งย่อมมีเกิดและมีดับ เมื่อสมบัติหมดสิ้นวาระแห่งการรอคอย สถานที่แห่งนั้นก็ไร้ความหมาย" ซูหลงอวิ๋นพึมพำแ่เบา เขาหลับตาลงััถึงความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของตนเอง
ในจุดตันเถียน ทะเลลมปราณที่เคยเป็เพียงของเหลวสีทองคำ บัดนี้แผ่ขยายกว้างใหญ่ไพศาลประดุจมหาสมุทรไร้ขอบเขต เหนือมหาสมุทรนั้น มีสัญลักษณ์ 'ไท่เก๊ก (หยินหยาง)' ที่เกิดจากการหลอมรวมของเพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลกและเพลิงสุริยันผลาญเอกภพ หมุนวนอย่างเชื่องช้าทว่าทรงอำนาจ ทุกครั้งที่มันหมุนครบหนึ่งรอบ พลังปราณาอันบริสุทธิ์จะหยาดหยดลงมาหล่อเลี้ยงเส้นชีพจรของเขา
"ขอบเขตครึ่งก้าวสู่แก่นแท้ทองคำ... แม้จะยังมิได้ควบแน่นแก่นแท้ ทว่าด้วยรากฐานแห่งวิถีเทวะ ผสานกับเพลิง์และเพลิงปฐี พละกำลังของข้าในยามนี้ มากพอที่จะบดขยี้ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขติญญาก่อกำเนิดขั้นสูงสุดได้อย่างง่ายดาย หากต้องเผชิญหน้ากับขอบเขต 'บรรพชนศักดิ์สิทธิ์' ข้าก็มั่นใจว่าสามารถต่อกรได้อย่างไม่เพลี่ยงพล้ำ"
ความมั่นใจอันเปี่ยมล้นฉายชัดบนใบหน้าหล่อเหลา ัที่เคยซ่อนเร้นในสระน้ำตื้น บัดนี้ได้เขี้ยวเล็บที่สามารถฉีก์ได้แล้ว
"นายท่าน... พวกเราจะมุ่งหน้าไปที่ใดต่อหรือขอรับ?" จินหลินเอ่ยถามผ่านกระแสจิต แม้รูปลักษณ์ภายนอกของมันจะดูน่าเกรงขามและดุร้าย ทว่าน้ำเสียงที่ใช้กับซูหลงอวิ๋นกลับเปี่ยมไปด้วยความเคารพเทิดทูนอย่างสูงสุด
ซูหลงอวิ๋นลืมตาขึ้น ทอดสายตามองไปยังเส้นขอบฟ้าอันกว้างใหญ่ของมหาทวีปศูนย์กลางเซียนหยวน "ดินแดนแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาล ขุมกำลังและอัจฉริยะซุกซ่อนอยู่มากมายประดุจดวงดาว การจะตามหาชิ้นส่วนแผนที่ดาราจักราที่เหลือ ย่อมมิใช่เื่ที่หาได้จากการเดินสุ่มสี่สุ่มห้า... เราจำต้องไปยังสถานที่ที่เป็ศูนย์รวมของข่าวสารที่ใหญ่ที่สุด"
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยสั่งการ "จินหลิน รูปลักษณ์และกลิ่นอายของเ้าสะดุดตาเกินไป หากเ้าเดินทอดน่องด้วยกลิ่นอายของสัตว์อสูรระดับครึ่งก้าวบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ เกรงว่าพวกตาแก่ที่ซ่อนตัวอยู่ตามขุนเขาคงแห่กันมาตอมพวกเราประดุจแมลงวันแน่ จงจำแลงกายให้เล็กลง และกดข่มพลังของเ้าให้อยู่ในระดับ 'แก่นแท้ทองคำขั้นต้น' เสีย ข้ายังไม่อยากสร้างความวุ่นวายก่อนเวลาอันควร"
"รับคำสั่งนายท่าน!"
จินหลินตอบรับอย่างว่าง่าย ร่างกายมหึมาที่เคยสูงกว่าห้าจั้งพลันสั่นะเื เกล็ดสีแดงทองหดตัวลง เปลวเพลิงที่ลุกโชนรอบกายถูกเก็บซ่อนไว้ภายใน ภายในเวลาไม่ถึงสามลมหายใจ กิเลนอัคคีาที่น่าสะพรึงกลัว ก็แปรสภาพกลายเป็เพียง 'อสูรราชสีห์เพลิง' ขนาดเท่าม้าศึกตัวโต รูปลักษณ์ดูงดงามและองอาจ ทว่ากลิ่นอายพลังถูกกดทับลงมาเหลือเพียงแก่นแท้ทองคำขั้นต้นอย่างแเี
"เช่นนี้ค่อยดูสบายตาขึ้นหน่อย ไปเถิด มุ่งหน้าสู่เมืองที่ใกล้ที่สุด!"
ซูหลงอวิ๋นตบแผงคอของจินหลินเบาๆ อสูรจำแลงแผดเสียงคำรามต่ำ ก่อนจะพุ่งทะยานร่างแหวกอากาศธาตุ พุ่งตรงไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่แม้จะถูกกดพลังไว้ แต่ก็ยังเร็วยิ่งกว่าเรือเหาะิญญาระดับสูงหลายเท่านัก
...
สองวันต่อมา
เบื้องหน้าของซูหลงอวิ๋น ปรากฏภาพของเมืองขนาดั์ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนที่ราบกว้างใหญ่ เมืองแห่งนี้มิได้สร้างอยู่บนพื้นดินธรรมดา ทว่ามันถูกยกตัวขึ้นสูงจากพื้นผิวดินนับร้อยจั้งด้วยค่ายกลยกตัวระดับมหึมา! กำแพงเมืองหล่อหลอมจากศิลาดำาสลักอักขระดาราจักรที่ส่องแสงระยิบระยับตลอดเวลา
นี่คือ 'เมืองดาราจักรา' หนึ่งในสิบเมืองหลักที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในมหาทวีปศูนย์กลาง!
เมืองแห่งนี้เป็จุดตัดของการค้าขาย การประมูล และเป็ศูนย์รวมของเหล่าทหารรับจ้าง นิกายโบราณ และตระกูลใหญ่ผู้มั่งคั่ง กลิ่นอายปราณิญญาที่นี่หนาแน่นเสียจนเพียงแค่สูดหายใจก็รู้สึกได้ถึงพลังที่หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกาย
ซูหลงอวิ๋นให้จินหลินร่อนลงจอดที่ลานกว้างหน้าประตูเมือง ซึ่งคลาคล่ำไปด้วยผู้ฝึกยุทธ์นับหมื่นชีวิตที่กำลังต่อแถวรอรับการตรวจตราเพื่อเข้าเมือง รถม้าเทียมสัตว์อสูรระดับสูงมากมายจอดเรียงราย บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงจอแจ
เด็กหนุ่มในชุดคลุมสีขาวขลิบทอง นั่งอยู่บนหลังของราชสีห์เพลิง ก้าวเดินเข้าไปต่อแถวอย่างเยือกเย็น แม้เขาจะพยายามทำตัวไม่ให้สะดุดตา ทว่าความสง่างามที่หลุดพ้นจากโลกีย์ และกลิ่นอายของอสูรระดับแก่นแท้ทองคำที่เขาใช้เป็พาหนะ ก็ดึงดูดสายตาของฝูงชนให้หันมามองด้วยความอิจฉาและยำเกรง
"ดูเด็กหนุ่มผู้นั้นสิ อายุน่าจะยังไม่ถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำ ทว่ากลับมีสัตว์พาหนะระดับแก่นแท้ทองคำ! ต้องเป็คุณชายจากตระกูลมหาอำนาจแห่งใดแห่งหนึ่งเป็แน่!"
"ชู่ว... อย่าจ้องมองเขานานนัก ในเมืองดาราจักราแห่งนี้ การไปล่วงเกินผู้มีเื้ัแข็งแกร่ง อาจหมายถึงการถูกลบชื่อออกจากโลกนี้ได้ในพริบตา!"
เสียงซุบซิบดังแว่วมาเข้าหู ทว่าซูหลงอวิ๋นเพียงแค่หลับตาลงครึ่งหนึ่ง มิได้ใส่ใจกับมดปลวกเหล่านี้
ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะถึงคิวตรวจตราหน้าประตูเมืองนั้นเอง...
"หลีกทาง! หลีกทางให้หมด! ไอ้พวกสวะชั้นต่ำ อย่ามาขวางหน้ารถม้าของนายน้อยแห่งตระกูลอู๋!"
เสียงตวาดก้องที่แฝงไปด้วยพลังปราณอันเกรี้ยวกราดดังมาจากเื้ัฝูงชน พร้อมกับเสียงฝีเท้าของสัตว์อสูรขนาดั์ที่เหยียบย่ำพื้นดินจนสั่นะเื!
ผู้คนนับหมื่นที่ต่อแถวอยู่ต่างรีบแตกฮือแหวกทางออกเป็ช่องกว้างด้วยความหวาดกลัวลาน ปรากฏขบวนรถม้าสีทองคำที่ถูกลากจูงด้วย 'ัวายุสี่ปีก' สัตว์อสูรระดับเจ็ด (ขอบเขตแก่นแท้ทองคำขั้นสูงสุด) ถึงสองตัว! ขบวนรถม้านี้หรูหราอลังการและแผ่กลิ่นอายความเย่อหยิ่งอย่างถึงที่สุด
รอบรถม้า มีผู้พิทักษ์ในชุดเกราะทองแดงนับสิบคนคอยคุ้มกัน แต่ละคนล้วนแผ่กลิ่นอายระดับ 'ิญญาก่อกำเนิดขั้นต้น' ออกมากดทับผู้คนรอบข้างจนหายใจไม่ออก!
และผู้ที่ประทับนั่งอยู่บนรถม้า คือชายหนุ่มในชุดแพรไหมสีแดงเพลิง ใบหน้าของมันหล่อเหลา ทว่าดวงตาเรียวเล็กกลับเต็มไปด้วยความโอหังและโเี้ มันคือ 'อู๋เทียน' นายน้อยแห่งตระกูลอู๋ หนึ่งในสี่ตระกูลาที่ปกครองเมืองดาราจักราแห่งนี้! ระดับพลังของมันอยู่ในขอบเขติญญาก่อกำเนิดขั้นกลางั้แ่อายุยังน้อย นับเป็อัจฉริยะที่ฟ้าประทานมาโดยแท้
"ตระกูลอู๋! นายน้อยอู๋เทียนมาแล้ว! รีบก้มหน้าลงเร็วเข้า หากมันอารมณ์ไม่ดี พวกเราอาจจะถูกจับไปเป็กระสอบทรายมนุษย์ได้!" ชายชราคนหนึ่งกระซิบเตือนหลานชายด้วยความหวาดผวา
ขบวนรถม้าของอู๋เทียนเคลื่อนที่ตรงไปยังประตูเมืองโดยไม่สนใจที่จะต่อแถว ผู้พิทักษ์หน้าประตูเมืองที่เป็ถึงยอดฝีมือแก่นแท้ทองคำ เมื่อเห็นสัญลักษณ์ตระกูลอู๋ ก็รีบคุกเข่าเปิดทางให้ทันทีโดยไม่กล้าเอ่ยปากท้วงติง
ทว่า ในขณะที่รถม้ากำลังจะเคลื่อนผ่านซูหลงอวิ๋นที่ยืนรออยู่ สายตาของอู๋เทียนก็พลันสะดุดเข้ากับ 'จินหลิน' ที่ซูหลงอวิ๋นนั่งคร่อมอยู่!
แม้จินหลินจะจำแลงกายและกดข่มพลังไว้ ทว่าสายเืเทวะและสรีระอันสมบูรณ์แบบของมัน ก็ไม่อาจหลบซ่อนจากสายตาของผู้ที่มีสายตาแหลมคมได้ อู๋เทียนเบิกตากว้าง ั์ตาสาดประกายแห่งความโลภและความตื่นเต้นอย่างบ้าคลั่ง
"หยุดรถเดี๋ยวนี้!"
อู๋เทียนตวาดลั่น รถม้าทองคำหยุดชะงักลงทันที มันลุกขึ้นยืนบนรถม้า ชี้นิ้วไปยังจินหลิน "ราชสีห์เพลิงตัวนั้น... เกล็ดของมันช่างเงางามและบริสุทธิ์ประดุจหยก์ ซ้ำยังมีกลิ่นอายของสายเืาแฝงอยู่จางๆ! ข้าตามหาสัตว์พาหนะธาตุไฟที่เข้ากับวิชาของข้ามานาน นี่คือสมบัติที่์ประทานมาให้ข้าชัดๆ!"
คำกล่าวของอู๋เทียน ทำให้ผู้คนรอบข้างต่างหันมามองซูหลงอวิ๋นด้วยสายตาเวทนา พวกเขารู้ดีว่าเมื่อนายน้อยตระกูลอู๋หมายตาตัณหาในสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมถูก่ชิงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าเ้าของจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม
ผู้พิทักษ์เกราะทองแดงผู้หนึ่งรีบก้าวออกมาเบื้องหน้า มุ่งตรงไปยังซูหลงอวิ๋น มันแสยะยิ้มเย้ยหยันและกล่าวด้วยน้ำเสียงข่มขู่
"ไอ้หนู! นับเป็วาสนาของเ้าแล้วที่นายน้อยของพวกเราถูกใจสัตว์เดรัจฉานตัวนี้ จงลงมาจากหลังของมัน แล้วมอบมันให้แก่นายน้อยอู๋เทียนแต่โดยดี! นายน้อยอาจจะเมตตาตบรางวัลเป็หินปราณให้เ้าสักก้อนสองก้อนไว้ใช้เดินทางกลับบ้านเกิด!"
ซูหลงอวิ๋นนั่งนิ่งอยู่บนหลังของจินหลิน เขามิได้หันไปมองผู้พิทักษ์ที่กำลังเห่าหอนเลยแม้แต่น้อย มือขวาของเขาลูบคลำแผงคอของจินหลินเบาๆ ราวกับกำลังลูบคลำสุนัขเลี้ยง
"จินหลิน... ข้าเพิ่งจะพูดไปหมับๆ ว่าไม่อยากสร้างความวุ่นวาย ทว่าดูเหมือนสุนัขในเมืองนี้จะไม่เข้าใจภาษาคนเสียแล้ว"
ซูหลงอวิ๋นถอนหายใจแ่เบา น้ำเสียงของเขาไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ทว่ากลับแฝงไปด้วยความรำคาญใจอย่างถึงที่สุด
จินหลินส่งเสียงครางฮึ่มฮั่มในลำคอ ตอบกลับผ่านกระแสจิต "นายท่าน ให้ข้าพ่นไฟเผามันให้เป็เถ้าถ่านเลยหรือไม่ขอรับ? แค่ิญญาก่อกำเนิดชั้นต่ำ กล้ามาอวดดีต่อหน้าสายเืเทวะ ช่างรนหาที่ตายนัก"
"อย่าเพิ่งทำลายเมืองนี้ ข้ายังมีธุระ จัดการแค่พวกมดปลวกที่ขวางตาก็พอ" ซูหลงอวิ๋นตอบเรียบๆ
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มบนหลังราชสีห์เอาแต่พูดพึมพำกับสัตว์อสูร โดยไม่สนใจคำสั่งของตน ผู้พิทักษ์เกราะทองแดงก็โกรธจัด มันคำรามลั่น "ไอ้เด็กสวะ! หูหนวกหรืออย่างไร! กล้าเมินเฉยต่อคำสั่งของตระกูลอู๋งั้นรึ! ในเมื่อรินสุราให้ไม่ดื่ม ก็จงดื่มสุรากรอกปากแทนเสียเถิด!"
ผู้พิทักษ์ระดับิญญาก่อกำเนิดขั้นต้น ยื่นมือขวาที่อาบไปด้วยปราณยุทธ์สีน้ำตาลเข้ม พุ่งเข้าหมายจะกระชากคอเสื้อของซูหลงอวิ๋นให้ร่วงลงมาจากหลังสัตว์พาหนะ! แรงกดดันของิญญาก่อกำเนิดกดทับลงมาจนพื้นศิลารอบด้านเกิดรอยร้าว!
ผู้คนรอบข้างต่างเบือนหน้าหนี ไม่กล้าดูสภาพอันน่าสมเพชของเด็กหนุ่ม
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ฝ่ามือของผู้พิทักษ์กำลังจะััตัวซูหลงอวิ๋น...
"โฮก!!!"
มิใช่ซูหลงอวิ๋นที่ลงมือ ทว่ากลับเป็ 'จินหลิน'!
กิเลนอัคคีาที่จำแลงกายอยู่ เพียงแค่แหงนหน้าขึ้นและส่งเสียง 'คำราม' ออกมาเพียงหนึ่งคำ! เสียงคำรามนั้นมิได้อัดแน่นไปด้วยพลังปราณทำลายล้าง ทว่ามันแฝงไปด้วย 'แรงกดดันทางสายเืเทวะ' ที่บริสุทธิ์และเก่าแก่ที่สุด!
วูบ!!!
คลื่นเสียงที่มองไม่เห็นพุ่งกระแทกเข้าใส่ร่างของผู้พิทักษ์เกราะทองแดงอย่างจัง!
"อ๊ากกก!"
ผู้พิทักษ์ระดับิญญาก่อกำเนิดขั้นต้น เบิกตากว้างจนแทบฉีกขาด! ิญญาในจุดตันเถียนของมันสั่นสะท้านอย่างรุนแรงประดุจถูกค้อน์ทุบตี ร่างกายที่แข็งแกร่งของมันถูกกระแทกลอยละลิ่วปลิวถอยหลังกลับไปไกลกว่าสิบจั้ง ก่อนจะร่วงลงมากระแทกพื้นดิน กระอักเืสีดำคล้ำออกมาคำโต สลบเหมือดไปในพริบตา!
มิใช่แค่นั้น! แรงกดดันทางสายเืของจินหลิน ยังแผ่ขยายไปถึง 'ัวายุสี่ปีก' ทั้งสองตัวที่เทียมรถม้าของอู๋เทียนอยู่ด้วย! สัตว์อสูรระดับเจ็ดที่เคยเย่อหยิ่ง เมื่อััได้ถึงกลิ่นอายของบรรพชนสัตว์อสูร พวกมันก็พลันขาสั่นพั่บๆ ร้องครวญครางด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะทรุดตัวลงหมอบกราบกับพื้นดินอย่างหมดสภาพ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง!
รถม้าทองคำที่เคยสง่างาม เสียสมดุลและเกือบจะพลิกคว่ำ อู๋เทียนที่ยืนอยู่บนรถม้า ต้องรีบใช้วิชาตัวเบาทะยานร่างลงมายืนบนพื้นดินด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัดและสับสน
ทั่วทั้งลานหน้าประตูเมืองตกอยู่ในความเงียบงันระดับป่าช้า! ผู้คนนับหมื่นอ้าปากค้าง จ้องมองราชสีห์เพลิงตัวนั้นด้วยความหวาดผวา! สัตว์พาหนะตัวเดียว เพียงแค่ส่งเสียงคำราม ก็สามารถบดขยี้ิญญาก่อกำเนิดและสยบสัตว์อสูรระดับสูงได้! นี่มันสัตว์ประหลาดอันใดกัน!
อู๋เทียนกัดฟันกรอด ั์ตาของมันแดงก่ำด้วยความอับอายที่ถูกหักหน้ากลางฝูงชน "ไอ้สวะ! บังอาจทำร้ายคนของตระกูลอู๋! ผู้พิทักษ์ทั้งหมด! ฆ่ามันให้ข้า! สับมันให้เป็หมื่นชิ้น! ส่วนสัตว์อสูรตัวนั้น จับเป็มันมาให้ข้า!"
"รับคำสั่ง!"
ผู้พิทักษ์เกราะทองแดงอีกเก้าคนที่เหลือ ซึ่งล้วนอยู่ในขอบเขติญญาก่อกำเนิด ชักอาวุธิญญาออกมาพร้อมกัน รังสีสังหารและพลังปราณนับเก้าสายพุ่งทะยานเข้าล้อมรอบซูหลงอวิ๋นและจินหลิน หมายจะใช้ค่ายกลประสานบดขยี้ศัตรูให้เป็จุณ!
เผชิญหน้ากับยอดฝีมือิญญาก่อกำเนิดถึงเก้าคน ซูหลงอวิ๋นกลับถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย เขาส่ายหน้าช้าๆ "ข้าอุตส่าห์เมตตาเตือนแล้วแท้ๆ ทว่าพวกเ้ากลับรีบเร่งจะไปเฝ้ายมบาลเสียให้ได้ เช่นนั้น ข้าก็จะสงเคราะห์ให้"
ซูหลงอวิ๋นมิได้ขยับลุกจากหลังของจินหลิน เขามิได้ชักกระบี่กลืนเงาออกมาด้วยซ้ำ เด็กหนุ่มเพียงแค่ยกมือขวาขึ้นมาเบื้องหน้า นิ้วชี้และนิ้วกลางรวบชิดติดกัน ก่อเกิดเป็ประกายแสงสีขาวและสีทองที่ผสานกันอย่างลี้ลับ
นั่นคือ 'เพลิงหยินหยาง' ที่ควบแน่นจนถึงขีดสุด!
"วิถีแห่งการทำลายล้าง... ดัชนีดับสูญเอกภพ!"
ซูหลงอวิ๋นตวัดนิ้วชี้กวาดเป็แนวขวางเพียงครั้งเดียว!
ซูมมมม!!!
รังสีเพลิงสีขาวทองที่มีขนาดเพียงเส้นด้าย พุ่งทะยานตัดผ่านอากาศธาตุ! มันดูแ่เบาและไร้พิษสง ทว่าพริบตาที่มันพาดผ่านร่างของผู้พิทักษ์ทั้งเก้าคน...
กึก!
ร่างของยอดฝีมือิญญาก่อกำเนิดทั้งเก้าคน พลันแข็งค้างอยู่กับที่ อาวุธในมือของพวกมันหยุดชะงักกลางอากาศ รังสีสังหารทั้งหมดถูกลบล้างหายไปประดุจภาพลวงตา
ผู้คนรอบข้างต่างมองหน้ากันด้วยความสับสน ทว่าในวินาทีถัดมา สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องิญญาหลุดลอยก็บังเกิดขึ้น!
รอยขีดข่วนบางๆ ปรากฏขึ้นที่ระดับเอวของผู้พิทักษ์ทั้งเก้าคน จากนั้น ร่างท่อนบนและท่อนล่างของพวกมันก็ค่อยๆ เลื่อนสไลด์แยกออกจากกัน!
ฉัวะ!!!
รอยตัดนั้นเรียบเนียนจนน่าขนลุก! ทว่าสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า คือไม่มีเืแม้แต่หยดเดียวไหลออกมา! เพราะบริเวณรอยตัดนั้น ถูกแผดเผาด้วยความร้อนของเพลิงสุริยันและถูกแช่แข็งด้วยเพลิงปรโลกไปพร้อมๆ กัน! ิญญาของพวกมันในจุดตันเถียน ถูกสัจธรรมแห่งการทำลายล้างบดขยี้จนแหลกสลาย ดับสูญไปในพริบตา!
ตึง! ตึง! ตึง!
ซากศพครึ่งท่อนของยอดฝีมือิญญาก่อกำเนิดเก้าคน ร่วงหล่นลงกระแทกพื้นพร้อมกัน ดุจหุ่นกระบอกที่ถูกตัดสาย!
เพียงหนึ่งดัชนี... สังหารเก้าิญญาก่อกำเนิด! ไร้ซึ่งความลังเล ไร้ซึ่งการต่อต้าน!
ความเงียบที่หนักหน่วงประดุจขุนเขากดทับลงมาบนหัวใจของผู้คนนับหมื่น ไม่มีผู้ใดกล้าหายใจแรง แม้แต่ทหารยามบนกำแพงเมืองยังต้องเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งกับพื้น!
อู๋เทียน... นายน้อยผู้เย่อหยิ่งแห่งตระกูลอู๋ บัดนี้ยืนเบิกตากว้าง ปากอ้าค้าง ร่างกายของมันสั่นสะท้านอย่างรุนแรงประดุจจับไข้! ความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยััมาก่อนในชีวิต พุ่งทะลวงเข้าเกาะกินจิติญญา! ผู้คุ้มกันระดับสูงสุดของมัน ถูกเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกัน ใช้นิ้วเพียงนิ้วเดียวสังหารหมู่!
"กะ... แก... แกเป็ใครกันแน่!" อู๋เทียนเค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก มันก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ มือสั่นเทิ้มล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หมายจะควักเอา 'ยันต์หลบหนีข้ามมิติ' ระดับาที่บิดามอบให้ออกมาใช้!
ซูหลงอวิ๋นมองทะลุความตั้งใจของมัน เขายกยิ้มมุมปากที่ดูอำมหิตประดุจมัจจุราช "คิดจะหนีรึ? ต่อหน้าข้า แม้แต่พระเ้าก็ยังต้องขออนุญาตก่อนจะก้าวเท้าหนี!"
ซูหลงอวิ๋นชี้นิ้วไปยังอู๋เทียน อำนาจแห่งมิติที่ถูกหล่อหลอมในคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ถูกกระตุ้น!
เพล้ง!
ยันต์หลบหนีสีทองในมือของอู๋เทียน ที่ยังไม่ทันได้ถ่ายทอดลมปราณเข้าไป พลันะเิแตกกระจายเป็เศษกระดาษในทันที! พื้นที่มิติรอบตัวของนายน้อยตระกูลอู๋ถูกปิดผนึกอย่างสมบูรณ์แบบ มันไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่ปลายนิ้ว!
"มะ... ไม่! อย่าฆ่าข้า! ข้าคืออู๋เทียน นายน้อยแห่งตระกูลอู๋า! หากเ้าสังหารข้า บิดาของข้าและเหล่าบรรพชนจะไม่ปล่อยเ้าไว้! พวกเขาจะตามล่าเ้าไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว!" อู๋เทียนกรีดร้องด้วยความสิ้นหวัง อาศัยชื่อเสียงของตระกูลเป็เกราะคุ้มภัยเฮือกสุดท้าย
ซูหลงอวิ๋นก้าวลงจากหลังของจินหลิน เดินเข้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าอู๋เทียนที่ถูกกักขัง เขามองลงมาจากเบื้องบนด้วยสายตาที่เยือกเย็น
"ตระกูลอู๋า? ช่างยิ่งใหญ่นัก..."
เพียะ!!!
ฝ่ามือของซูหลงอวิ๋นตบฉาดเข้าที่ใบหน้าของอู๋เทียนอย่างแรง! แรงตบนั้นมหาศาลจนทำให้กระดูกกรามของนายน้อยผู้สูงศักดิ์แหลกละเอียด ฟันทุกซี่หลุดร่วง เืสาดกระเซ็นเต็มพื้น! ร่างของมันล้มกลิ้งลงไปกองแทบเท้าของัหนุ่ม!
"นี่สำหรับการที่เ้าใช้ปากสกปรกเห่าหอนใส่ข้า"
ซูหลงอวิ๋นเหยียบฝ่าเท้าลงบนหน้าอกของอู๋เทียน กดน้ำหนักลงไปจนซี่โครงของมันหักกรอบแกรบ อู๋เทียนกระอักเื ร้องโหยหวนด้วยความเ็ปแสนสาหัส ทว่าไม่อาจดิ้นรนหลุดพ้นจากฝ่าเท้าที่หนักประดุจขุนเขาได้
"ข้าจะไว้ชีวิตสุนัขของเ้าในวันนี้ มิใช่เพราะข้าหวาดกลัวตระกูลสวะของเ้า... ทว่า ข้ามีเื่จะถามเ้า หากเ้าตอบได้ถูกใจ ข้าอาจจะเมตตาให้เ้าคลานกลับไปฟ้องบิดาของเ้าได้"
"ถะ... ถามมาเลย... ข้ายินดีตอบทุกอย่าง... ได้โปรดอย่าฆ่าข้า..." อู๋เทียนร่ำไห้น้ำตาอาบหน้า ความหยิ่งยโสป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี
"ในเมืองดาราจักราแห่งนี้ สถานที่ใดที่เป็ศูนย์รวมข่าวสารและข้อมูลที่ยิ่งใหญ่และแม่นยำที่สุด?" ซูหลงอวิ๋นเอ่ยถามเสียงเรียบ
"หะ... หอสดับฟ้า! ขอรับ! ตั้งอยู่ใจกลางเมือง... เป็หอการค้าข่าวสารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในมหาทวีปศูนย์กลาง... ไม่มีเื่ใดในใต้หล้าที่หอสดับฟ้าไม่ล่วงรู้ขอรับ!" อู๋เทียนรีบตอบอย่างรวดเร็ว หวังเพียงจะรักษาชีวิตรอด
"หอสดับฟ้า... ดี"
ซูหลงอวิ๋นพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เขาก้มลงกระชาก 'แหวนมิติ' หรูหราออกจากนิ้วของอู๋เทียนอย่างหน้าตาเฉย "ถือเสียว่านี่คือค่าไถ่ชีวิตของเ้า จงไสหัวกลับไปบอกบิดาของเ้าเสีย ว่าหากตระกูลอู๋คิดจะล้างแค้น ก็จงเตรียมโลงศพมาให้ครบทุกคน เพราะข้า ซูหลงอวิ๋น มิเคยรังเกียจที่จะลบชื่อตระกูลใดออกจากมหาทวีปแห่งนี้"
ตู้ม!
ซูหลงอวิ๋นเตะร่างของอู๋เทียนกระเด็นลอยละลิ่วเข้าไปในประตูเมืองตกลงไปในกองขยะอย่างน่าสมเพช ก่อนที่เขาจะหมุนตัว ก้าวขึ้นหลังของจินหลิน และขี่ราชสีห์เพลิงเดินผ่านประตูเมืองดาราจักราเข้าไปอย่างสง่าผ่าเผย
ฝูงชนและผู้พิทักษ์ประตูเมืองต่างก้มหน้าหลบสายตา ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากขัดขวางหรือตรวจสอบป้ายผ่านทางของมัจจุราชผู้นี้แม้แต่คนเดียว!
...
ภายในเมืองดาราจักรา ความเจริญรุ่งเรืองนั้นเหนือกว่าเมืองสุริยันจันทราหลายเท่านัก ทว่าซูหลงอวิ๋นมิได้สนใจทัศนียภาพรอบด้าน เขามุ่งหน้าตรงไปยังใจกลางเมือง ตามทิศทางที่อู๋เทียนบอกไว้
ไม่นานนัก เขาก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าอาคารหอคอยศิลาสีขาวบริสุทธิ์ที่สูงเสียดฟ้า บริเวณโดยรอบหอคอยนี้เงียบสงบและปราศจากร้านค้าแผงลอยใดๆ มีเพียงกลิ่นอายแห่งความลี้ลับและทรงปัญญาแผ่ซ่านออกมา ที่หน้าประตูทางเข้า มีป้ายไม้สลักตัวอักษรงดงามว่า 'หอสดับฟ้า'
ซูหลงอวิ๋นลงจากหลังจินหลิน สั่งให้มันรออยู่ด้านนอก ก่อนที่เขาจะผลักประตูไม้ก้าวเข้าไปภายใน
ภายในโถงชั้นแรกของหอสดับฟ้า ตกแต่งอย่างเรียบง่ายทว่าแฝงไปด้วยมนต์ขลัง ผนังเต็มไปด้วยลิ้นชักเล็กๆ นับหมื่นนับแสนช่อง มีชายชราสวมชุดคลุมสีเทากำลังนั่งอ่านตำราอยู่หลังโต๊ะไม้
เมื่อเห็นผู้มาเยือน ชายชราก็เงยหน้าขึ้น ั์ตาที่ดูฝ้าฟางกลับทอประกายแหลมคมประดุจเหยี่ยวที่มองทะลุทุกสรรพสิ่ง
"ยินดีต้อนรับสู่หอสดับฟ้า คุณชาย... ท่าน้า 'ขาย' ข่าวสาร หรือ 'ซื้อ' ข่าวสารเล่า?" ชายชราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ทว่าแฝงไปด้วยพลังิญญาที่ไม่อาจหยั่งถึง
ซูหลงอวิ๋นเดินตรงไปที่หน้าโต๊ะ เขามิได้พูดพร่ำทำเพลง ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ และนำขวดหยกสีขาวบริสุทธิ์ขวดหนึ่งออกมาวางกระแทกลงบนโต๊ะไม้!
"ข้ามาเพื่อซื้อข่าวสาร และข้า้าข้อมูลระดับ 'ความลับ์' ที่แม่นยำที่สุด"
ซูหลงอวิ๋นดึงจุกขวดหยกออก กลิ่นอายแห่งชีวิตอันไร้ที่สิ้นสุดและลำแสงสีเขียวมรกตที่แฝงลวดลายเมฆาห้าเส้น พวยพุ่งออกมาทันที!
"โอสถต่ออายุขัย์ ระดับสมบูรณ์แบบ... นี่คือค่าตอบแทนของข้า เรียกเ้าหอของพวกท่านออกมาเจรจากับข้าเดี๋ยวนี้!"
(จบบทที่ 27)