บทที่ 30 หนึ่งพันตำลึงทองคำ
"ครั้งก่อน ท่านลุงรองขายพี่สาวของข้าไปในราคาห้าร้อยตำลึงเงิน โดยอ้างว่าเป็การยกให้แต่งงานกับผู้อื่น"
คำพูดของซูซีหัว ราวกับค้อนหนักที่ทุบใส่ ทำเอาทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นตะลึงงันไปตาม ๆ กัน
ซูชิ่งไห่ะโด้วยเสียงดัง "อะไรนะ! เื่มันเป็ยังไงกัน?"
ก่อนหน้านี้เขากำลังรักษาาแ นอกจากเื่ของของขวัญงานหมั้นที่ถูกส่งคืนแล้ว เขาไม่รู้เื่อะไรอีกเลย ครั้นเห็นดวงตาของซูชิ่งเฉิงก็โกรธจนแทบะเิ
"ท่านพี่ ซูเยว่เป็บุตรีของท่าน ท่านถึงกับขายนางไปในราคาห้าร้อยตำลึงเงินเองหรือ?"
ซูชิ่งไห่ยอมรับว่าตนเองไร้ความสามารถ แต่ใจของเขาไม่เคยคิดทำร้ายคนในครอบครัว ยิ่งไปกว่านั้น หลานสาวของเขากำลังจะแต่งงานเข้าสกุลใหญ่ กำลังจะนำโชคชะตามาสู่ตระกูลซู แล้วจะให้ทำอะไรผิดพลาดได้อย่างไร
ซูชิ่งฮุยก็ไม่พอใจเช่นกัน "ท่านพี่ ซูเยว่เป็บุตรีคนโตของสกุลซูนะ!"
ตระกูลใหญ่ให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์มากที่สุด บุตรีคนโตจะต้องแต่งงานเข้าสกุลที่ดี เพราะเช่นนั้นน้องสาวคนต่อ ๆ ไปจึงจะได้แต่งเข้าสกุลที่ดีบ้าง
หากบุตรีคนโตของสกุลซูถูกขายไป แล้วคนที่เหลือจะแต่งงานได้อย่างไร?
ซูชิ่งไห่และซูชิ่งฮุยต่างพูดทีละประโยค ผลประโยชน์ทางตรงและทางอ้อมทำให้ทั้งสองเป็พวกเดียวกันต่อต้านศัตรู
ซูชิ่งเฉิงก้มหน้าต่ำ มือทั้งสองข้างที่ห้อยอยู่ข้างลำตัวกำแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
ซูซีหัวเฝ้ามองอย่างเ็า ในเมื่อมีคนเอ่ยปากแล้ว นางก็ไม่จำเป็ต้องออกหน้าเอง เพียงแค่รอเงียบ ๆ ก็พอ
ที่จริงแล้ว ข่าวที่ซูชิ่งเฉิงไปพนันนั้น เป็ลูกค้าที่แผงขายของบอกกับซูซีหัวเมื่อสองวันก่อน
ตอนนั้นนางฟังแล้วยังคิดว่าไม่น่าเป็ไปได้ แต่ก็นึกอีกทีว่าคงไม่มีใครมาพูดเล่น ๆ โดยไม่มีสาเหตุ จึงได้ให้คนรับใช้ไปสำรวจตามบ่อนการพนันสองสามแห่ง
ไม่คิดว่าเด็กรับใช้คนนั้นจะไปเห็นซูชิ่งเฉิงในโรงพนันที่อยู่ไกลจากเมืองตะวันตกที่สุด แถมยังอยู่ในสภาพที่ตาแดงกล่ำเพราะการพนันอีกด้วย
ซูซีหัวได้ฟังเื่ราวทั้งหมดแล้ว รู้สึกโกรธแค้นในใจยิ่งนัก จึงถือโอกาสวันนี้ที่มีเื่เดินเล่นชมธรรมชาติ เลยพูดออกมาตรง ๆ
"พอได้แล้ว!"
ซูชิ่งเฉิงะโเสียงดัง ตาแดงก่ำจ้องมองไปที่ ซูชิ่งฮุยและซูชิ่งไห่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความดุร้าย
"ลูกสาวข้าจะแต่งงานกับใครก็เื่ของนาง ไม่เกี่ยวอะไรกับเ้าเลยสักนิด ซูชิ่งฮุย!"
"แล้วก็เ้า ซูชิ่งไห่ นึกว่าข้าไม่รู้ความคิดของเ้ารึไง? ก็แค่อยากใช้ลูกสาวตระกูลซูแต่งงานให้สูงส่ง เพื่อดึงตระกูลซูขึ้นไป แล้วเ้าจะได้สุขสบายใช่มั้ย?"
ซูชิ่งเฉิงราวกับคนเสียสติ ชี้นิ้วด่าทอไปทีละคน เปิดโปงความคิดที่ซ่อนอยู่ออกมาจนหมด
ฮูหยินใหญ่มองเขาด้วยความใ ยังไม่ทันได้เอ่ยปากพูด ก็มีเสียงดัง ‘ปัง!’ ขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ทุกคนมองตามเสียงไป ก็เห็นผู้าุโแห่งตระกูลซูกุมหน้าอกล้มลงกับพื้น ใบหน้าซีดเผือดยิ่งนัก
"ท่านผู้าุโ!"
เสียงะโของฮูหยินใหญ่ดังขึ้น หมอที่เพิ่งจากไปไม่นานก็ถูกเชิญกลับมาอีกครั้ง
ฮูหยินใหญ่ที่ถูกความโกรธครอบงำจิตใจ สั่งให้คนลากตัวซูชิ่งเฉิงไปขังในห้องเก็บฟืน "ข้าบอกอะไรให้เ้าตระหนักได้เสียหน่อยนะ ตอนนี้ข้าเป็ใหญ่ในจวนหลังนี้ เ้าอยากจะดิ้นรนอะไรล่ะ? ดี งั้นเดี๋ยวเราค่อย ๆ ชำระบัญชีกัน!"
งานเดินเล่นชมธรรมชาติที่ประกาศเรียกประชุมในครั้งนี้ กลับวุ่นวายยับเยินไปหมดเพราะเื่ของซูชิ่งเฉิง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดทำให้ ซูซีหัวตะลึงงัน นางมองดูสถานการณ์อันยุ่งเหยิง นานแล้วยังไม่สามารถตั้งสติได้
พูดผิดไปหรือเปล่านะ?
นางพูดผิดไปหรือไม่?
ผู้คนจำนวนมากพากันออกจากห้องโถง ทิ้งให้ซูซีหัวยืนอยู่ที่เดิมเพียงลำพัง ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด นางก็ล้มลงนั่งกับพื้นดังปุบปับ ใบหน้าฉายแววเสียใจ
ไม่ควรพูด ไม่ควรพูดเลย!
นางไม่ควรพูดตอนที่ทุกคนกำลังวางแผนจะไปเที่ยวชมธรรมชาติ
"คุณหนู"
เสียงกังวลของอิงเถาดังมาจากนอกประตู ซูซีหัวค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น อ้าปากแต่ไม่มีเสียง
สามวันต่อมา ความเงียบเข้าปกคลุมคฤหาสน์ใหญ่ของตระกูลซู แม้แต่เื่การไปเที่ยวชมธรรมชาติก็ถูกละเลย ไม่มีใครกล้าพูดถึง
วันที่สี่คนจากบ่อนพนันมาทวงหนี้ถึงบ้าน
ตอนนั้น ซูซีหัววิ่งไปที่ถนนทางเหนือเพื่อไปหาเครื่องปรุง พอนางกลับมา ห้องโถงของตระกูลซูก็ถูกทำลายจนแหลกละเอียด ฮูหยินใหญ่ยืนอยู่ตรงกลางด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
"ฮูหยินใหญ่…" ซูซีหัวร้องเรียก ยืนลังเลอยู่ที่ประตู
"เ้ากลับมาแล้วสินะ" ฮูหยินใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง สักพักก็หัวเราะขื่น ๆ "ลุงรองของเ้าก่อหนี้อีกแล้ว"
"ก่อหนี้ไปเท่าไหร่หรือเ้าคะ?"
ฮูหยินใหญ่บิดผ้าเช็ดหน้า "หนึ่งพันตำลึงทองคำ"
เพียงไม่กี่คำสั้น ๆ ฮูหยินใหญ่ยังพูดออกมาอย่างยากลำบาก
ซูซีหัวอ้าปากจะปลอบใจฮูหยินใหญ่ว่าไม่เป็ไร แต่ทุกคำพูดกลับกลายเป็สีขาวซีดจางก่อนจะออกจากปาก
หนึ่งพันตำลึงทองคำ!
แม้แต่ในยามที่ตระกูลซูเจริญรุ่งเรืองที่สุด ก็ยังหาเงินจำนวนนี้ไม่ได้ ซูชิ่งเฉิงกล้าได้อย่างไร? เขากล้าได้อย่างไร!
"เื่นี้..." ซูซีหัวกัดริมฝีปาก "ท่านอย่าให้ผู้าุโรู้เลย ข้าจะหาทางแก้ไข"
ผู้าุโตระกูลซูเพิ่งจะฟื้นขึ้นมาหนหนึ่ง คงทนต่อการกระทบกระเทือนไม่ไหวแล้ว
ฮูหยินใหญ่หลับตา "เ้าจะแก้ไขอย่างไร?"
นั่นคือหนึ่งพันตำลึงทองคำ ไม่ใช่หนึ่งพันตำลึงเงิน
"ท่านอย่าได้กังวล ข้าจะจัดการเอง"
ซูซีหัวทิ้งคำพูดไว้ก่อนจะหันหลังพาลี่จือออกจากคฤหาสน์ตระกูลซู นางจะไปขอให้เซียวฝานช่วยติดต่อให้
ณ กรมอาญา เหล่ายามเฝ้าประตูเห็นซูซีหัว ก็หัวเราะออกมาทันที ่นี้เซียวฝานมักจะมาเดินเล่นแถวถนนตะวันตกบ่อย ๆ มันเลยทำให้พวกเขารู้จักซูซีหัวด้วย
ครั้งนี้ที่ได้เห็นตัวจริง จึงยิ้มถามขึ้นมาทันที "มาหาท่านแม่ทัพงั้นหรือ?"
ซูซีหัวฝืนยิ้ม "ใช่เ้าค่ะ ข้ามาหาท่านแม่ทัพของพวกท่าน รบกวนช่วยแจ้งให้ทราบที"
"อา ไม่โชคดีเสียแล้ว ท่านแม่ทัพเพิ่งจะออกไปเมื่อครู่นี้เอง"
"อะไรนะ?"
เด็กสาวตกตะลึง พอดิบพอดีขนาดนั้นเชียว? แม้แต่์ก็ไม่ช่วยนางเลยหรือ?
"มีคดีหนึ่งที่แม่ทัพต้องไปสืบมา"
"จริงหรือ? ขอบคุณมากเ้าค่ะ"
หลังจากออกจากกรมอาญา ซูซีหัวเดินอยู่บนถนน ในเมื่อนางไม่พบเซียวฝาน นางจะไปที่ไหนได้อีก?
ลี่จือตามมาข้างหลัง ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล "คุณหนู ท่านไม่เป็ไรใช่ไหมเ้าคะ?"
ซูซีหัวหันหลังกลับ "ข้าจะเป็อะไรไปได้? ไปกันเถอะ ตามข้าไปสืบข่าวหน่อย"
"ท่านจะไปสืบข่าวที่ไหนหรือ?"
ลี่จือรู้สึกอึดอัด นางได้ยินฮูหยินใหญ่พูดแล้ว หนึ่งพันตำลึงทองไม่ใช่เื่ธรรมดา การจะใช้หนี้นั้นยากมาก
"แน่นอนว่าต้องตามหาคนที่มีทรัพย์ถึงหนึ่งพันตำลึงทองสิ"
ซูซีหัวมองไปข้างหน้า หรี่ตาเล็กน้อย
"แต่คุณหนู คนอื่นมีเงินทอง พวกเราจะเอาอะไรไปแลกล่ะเ้าคะ?"
"เ้าจะถามให้ครบหมื่นคำถามหรือไร?" ซูซีหัวหันไปจ้องมองลี่จือ พูดอย่างไม่อดทน "ทำไมถึงมีคำถามมากมายขนาดนี้?"
สาวใช้ผู้ติดตามหดคอลงเล็กน้อย "เื่นี้ยากเกินไป"
"ต่อหน้าคุณหนูของเ้า ไม่มีเื่ยากหรอก"
ในฐานะอดีตหมอนิติเวช นอกจากนางจะชอบสืบคดีเป็ชีวิตจิตใจแล้ว สิ่งที่ชอบที่สุดคือการอ่านหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการผลิต ซึ่งรวมถึงสิ่งของที่พบเห็นได้ทั่วไปในยุคปัจจุบัน แต่กลับมีค่ามากในสมัยโบราณ
อย่างเช่น หยกมณี
ซูซีหัวมีความทรงจำของเ้าของร่างเดิม รู้ว่าในเมืองหลวงแห่งนี้นั้นชื่นชอบหยกมณีมากที่สุด การผลิตเร่งด่วนนั้นไม่ทันแน่ แต่นางสามารถขายวิธีการผลิตได้นะ
ไม่ต้องพูดถึงเื่อื่น วิธีการผลิตนี้มีค่าเท่ากับหนึ่งพันตำลึงทองเลยทีเดียว
พาลี่จือวิ่งไปที่ร้านน้ำชา ซูซีหัวได้ยินข่าวซุบซิบมากมาย แต่ก็ได้รู้จักสองตระกูลใหญ่ นั่นคือตระกูลเฉิน และตระกูลมู่หรง
ตระกูลเฉินเริ่มต้นจากการขายสินค้าฟุ่มเฟือย ทั้งเครื่องแก้ว เครื่องหอม และผ้าผืน ส่วนตระกูลมู่หรงนั้นเน้นขายเกลือเป็หลัก และได้รับพระราชทานให้เป็พ่อค้าหลวงโดยเฉพาะ
เฉิน เฉิน...
ซูซีหัวหรี่ตาคิด รู้สึกว่านามสกุลนี้คุ้นหูมาก นางเคยได้ยินจากที่ไหนนะ?
หลังจากครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ซูซีหัวก็ตบต้นขาตัวเองฉาด
"นึกออกแล้ว!"
ท่าทางที่ฉับพลันนั้นทำให้ลี่จือเหลือบมอง "คุณหนู ท่านนึกอะไรออกหรือเ้าคะ?"
ซูซีหัวลุกขึ้น ไม่ตอบ แต่กลับะโเรียก "เสี่ยวเอ้อ เก็บเงิน!"
"มาแล้วขอรับ"
เมื่อบริกรหนุ่มวิ่งมา ซูซีหัวก็กระซิบชื่อคน ๆ หนึ่งที่ข้างหูลี่จือ
"เฉินจิ่งเจ๋อ"