Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    บทที่ 97 ตอนเสาหินโบราณ

                  ดอกแก่นแท้วารีในมือของถังเฟยหู่เป็นดอกไม้ขนาดเพียงหนึ่งฝ่ามือตัวดอกเปล่งแสงสีฟ้านวลที่ทำให้รู้สึกสงบ พลังวิญญาณธาตุน้ำโดยรอบดอกไม้นี้ถูกทำให้สงบนิ่งและไหลอย่างเอื่อยเฉื่อยราวกับสายน้ำกลางทิวเขาที่นิ่งสงบ


                  ถังเฟยหู่และอสรพิษวารีต่างก็กลืนกินดอกแก่นแท้วารีเข้าไปในทันทีในตอนนั้นเองที่ภายในจิตใจของทั้งสองราวกับได้รับการชำระล้างจิตใจได้รับความสงบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนความรู้ภายใต้สภาวะเช่นนี้ราวกับพวกเขาได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นสายน้ำที่ไหลไปมาอย่างไร้รูปร่าง


                  ในตอนนั้นเองที่เคล็ดหัวใจพิณได้ส่งผลออกมาอย่างเต็มที่วิชานี้คือเคล็ดฝึกจิตประเภทหนึ่งที่ทำให้จิตใจสงบลงราวกับเสียงพิณอันแผ่วเบาและนิ่งสงบซึ่งจิตใจดั่งนั้นตรงเข้ากับใจความสำคัญของศาสตร์แห่งวารีความเข้าใจในพลังวารีของเขากำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยผลที่ผสานกันระหว่างเคล็ดหัวใจพิณและดอกแก่นแท้วารี


                  ความเข้าใจในศาสตร์วารีที่เพิ่มพูนขึ้นของเขากลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนล้ำหน้าอสรพิษวารีที่เป็นสัตว์อสูรทะเลที่ใกล้ชิดกับธาตุน้ำตั้งแต่เกิดเสียอีกซึ่งระหว่างที่เขาทำความเข้าใจพลังธาตุวารีอยู่นั่นเองเขาก็ได้ใช้ฝ่ามือจันทรารวมศูนย์เพื่อดึงดูดพลังวิญญาณธาตุวารีโดยรอบเข้ามาในร่างกายจำนวนมากเพื่อที่เขาจะได้ทำความเข้าใจได้ดีกว่าเดิม


                  แต่การรับพลังวิญญาณเข้ามารวดเร็วจนเกินไปเช่นนี้ทำให้พลังภายในร่างของเขาไม่บริสุทธิ์เมื่อเขาทำความเข้าใจพลังธาตุน้ำเหล่านั้นจนถึงขีดสุดแล้วก็เร่งรีบขับพลังวิญญาณวารีพวกนั้นออกไปในทันทีเขาได้ทำเช่นนั้นวนไปมาจนความเข้าใจธาตุวารีของเขานั้นเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ


                  กระบวนการทั้งหมดได้ดำเนินไปเรื่อยๆกว่าสามวันในที่สุดภายในห้วงวิญญาณของถังเฟยหู่ก็ได้บังเกิดห้วงน้ำที่หมุนวนอยู่ที่จุดบริเวณหนึ่งในนั้นจุดแสงสีฟ้าขนาดเล็กได้ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆด้วยการดูดกลืนห้วงน้ำภายในห้วงวิญญาณ ห้วงน้ำเหล่านั้นได้ก่อเกิดขึ้นจากความเข้าใจและความลึกซึ้งในศาสตร์วารี


                  ห้วงน้ำสีฟ้าในห้วงวิญญาณได้ควบรวมกันอยู่ภายในนั้นจนได้ก่อเกิดมังกรวารีสีฟ้าขึ้นภายในนั้นมังกรวารีตนนั้นได้ขยับเคลื่อนไหวและม้วนตัวเข้าจนกลายเป็นตราสีฟ้ากระจ่างใสอยู่ภายในห้วงวิญญาณตรามังกรวารีนี้ก็คือญาณแห่งวารี


                  ถังเฟยหู่บรรลุซึ่งญาณแห่งวารีแล้ว!


                  ชายหนุ่มได้ลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเข้าใจอันลึกซึ้งในศาสตร์แห่งวารีเขาได้ทดลองขยับฝ่ามือด้วนกระบวนท่าจันทรารวมศูนย์ พลังธาตุวารีที่เขาดูดกลืนได้จากห้วงน้ำของแดนลับทะเลปีศาจเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนหลายส่วนความเข้ากันได้กับพลังธาตุวารีก็เพิ่มขึ้นอีกทั้งหากเขากระตุ้นญาณแห่งวารีขึ้นมาก็จะทำให้กระบวนท่าโจมตีในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกันเข้มแข็งขึ้น


                  เดิมทีนั้นการบรรลุซึ่งญาณชนิดต่างๆต้องมีคุณสมบัติพื้นฐานอย่างเช่นการอยู่ในขอบเขตก่อเกิดเท่านั้นแต่ถังเฟยหู่เคยทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เช่นนี้มาแล้วครั้งหนึ่งอาจจะเป็นเพราะสภาพร่างกายของเขาที่ฝึกฝนกายามาอย่างต่อเนื่องจนเทียบเท่าได้กับคนที่อยู่ในขอบเขตก่อเกิดก็เป็นได้


                  ซึ่งหลังจากถังเฟยหู่บรรลุซึ่งญาณแห่งวารีแล้วก็ได้หันกลับไปสำรวจอสรพิษวารีที่กำลังสะสมพลังและความเข้าใจในศาสตร์ของวารีเพื่อก่อร่างญาณแห่งวารีเขาได้ถ่ายทอดความเข้าใจกว่าหลายส่วนในศาสตร์แห่งวารีให้แก่มันผ่านทางสายสัมพันธ์ของเจ้านายและทาสอสูรแม้สัตว์อสูรระดับต่ำจะมีสติปัญญาที่น้อยแต่ถังเฟยหู่ก็พยายามจะสอนมันให้เข้าใจในศาสตร์แห่งวารีให้ได้แม้เขาจะสั่งสอนมันไปมากมายแต่ดูเหมือนว่ามันจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องที่เขาสอนได้เพียงเล็กน้อย


                  ถังเฟยหู่ได้นั่งสมาธิอยู่เบื้องหน้าของอสรพิษวารีและเริ่มทำการแสดงพลังในศาสตร์วารีให้แก่มันได้ดูเขาได้ขับเคลื่อนและควบคุมพลังวิญญาณวารีออกมาใช้การควบคุมที่เล็กและละเอียดอ่อนอีกทั้งฝ่ามือที่ขยับเคลื่อนไหวอย่างพริ้วไหวและไหลลื่นราวกับสายน้ำออกมาซึ่งฝ่ามือของเขาแฝงไว้ด้วยพลังในศาสตร์วารีนั่นเอง


                  อสรพิษวารีจับจ้องฝ่ามือทั้งสองข้างของถังเฟยหู่อย่างไม่วางตาแม้มันจะไม่เข้าใจมากนักแต่มันก็พยายามที่จะจดจำและทดลองทำตามฝ่ามือที่พริ้วไหวดั่งสายน้ำทั้งสองนั่นดูบ้างมันพยายามควบคุมห้วงน้ำโดยรอบและขยับตามฝ่ามือของถังเฟยหู่


                  ผ่านไปกว่าเจ็ดวันในที่สุดภายในวิญญาณของอสรพิษวารีก็ได้ก่อเกิดตรามังกรวารีที่เป็นสัญลักษณ์ของญาณแห่งวารีขึ้นจากความช่วยเหลือจากดอกแก่นแท้วารีที่เหลืออยู่อีกหนึ่งดอกสุดท้ายสำหรับสัตว์อสูรแล้วก็สามารถก่อร่างสร้างญาณได้เช่นเดียวกับมนุษย์แต่ก็จำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติพื้นฐานอย่างเช่นการเป็นสัตว์อสูรระดับสองและสติปัญญาพอที่จะบรรลุความเข้าใจอันลึกซึ้งในพลังวิญญาณธาตุ


                  เดิมทีอสรพิษวารีเป็นสัตว์อสูรระดับสองอยู่แล้วแต่เพราะได้รับการกลืนกินผลึกอสูรอย่างต่อเนื่องเพื่อเร่งเร้าให้พัฒนาสู่ระดับสามแต่การทำเช่นนี้ก็ทำให้พลังของสัตว์อสูรไม่บริสุทธิ์และไม่มั่นคงเหมือนกับมนุษย์ที่รีบเร่งฝึกฝนจนก้าวเข้าสู่ขอบเขตถัดไปโดยไม่สนใจพื้นฐาน…ไม่ต่างกันแม้แต่น้อย


                  แต่เพราะสถานการณ์ที่บีบเช่นนี้จึงทำให้เขาต้องเร่งรีบพัฒนาความสามารถของอสรพิษวารีให้รวดเร็วที่สุดส่วนพื้นฐานต่างๆของอสรพิษวารีอาจยังพอแก้ไขทันหากยังไม่ได้ข้ามสู่ขอบเขตสัตว์อสูรระดับสี่ในชั้นพิภพหากกดดันไม่ให้มันพัฒนาสู่ระดับถัดไปและพยายามปูรากฐานพลังและร่างกายเสียใหม่อาจจะเป็นประโยชน์กับมันมากนัก


                  ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้ทำลายหินที่เขาปกปิดทางเข้าถ้ำไว้และเริ่มออกเดินทางไปพร้อมกับอสรพิษวารีอีกครั้งอสรพิษวารีที่บรรลุญาณแห่งวารีสามารถควบคุมห้วงทะเลรอบร่างกายของมันได้มากขึ้นและยังสามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นมันสามารถควบคุมห้วงน้ำเพื่อช่วยเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ได้อีกด้วย


                  ความรวดเร็วของอสรพิษวารีน่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมสองถึงสามเท่าได้อีกทั้งเมื่อเจอสัตว์อสูรทะเลระหว่างทางถังเฟยหู่ก็จะให้อสรพิษวารีเป็นผู้ลงมือเองเสียส่วนใหญ่เพื่อให้มันคุ้นชินกับทักษะใหม่อย่างการควบคุมน้ำหรือแม้แต่ญาณแห่งวารีที่มันพึ่งบรรลุเบื้องหน้าของทั้งสองคือฝูงสัตว์อสูรระดับสองนามปลากระดูกปีศาจ


                  ร่างของปลากระดูกปีศาจเป็นสีขาวโพลนและเต็มไปด้วยชิ้นส่วนกระดูกที่แทงทะลุผิวหนังออกมาดวงตาของมันเปล่งแสงสีแดงฉานราวกับดวงไฟวิญญาณ ร่องดวงตาของมันลึกบุ๋มลงไปจนทำให้ดวงตาของมันน่าหวาดกลัวมากยิ่งขึ้นราวกับหัวกะโหลกปลายคลีบของมันเต็มไปด้วยกระดูกที่ยื่นยาวออกมาราวกับกรงเล็บบนแผ่นหลังของมันก็มีคลีบที่ยื่นยาวออกไปและปลายหางของมันเต็มไปด้วยกระดูกอันแหลมคมคมเขี้ยวของมันแหลมคมและยื่นยาวออกไปจนเลยความสูงของตัวมันเสียอีก


                  ปลากระดูกปีศาจสิบกว่าตัวว่ายวนล้อมรอบร่างกายของถังเฟยหู่และอสรพิษวารีพวกมันแต่ละตัวต่างก็พุ่งร่างเข้าใส่ทั้งสองและใช้กระดูกอันแหลมคมทิ่มแทงเพื่อโจมตีแต่ถังเฟยหู่สามารถหลบรอดจากการพุ่งตัวของปลากระดูกปีศาจเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย แต่ทางด้านอสรพิษวารีเองก็สามารถหลบการโจมตีเหล่านั้นได้ยากลำบากอยู่บ้าง


                  ถังเฟยหู่ว่ายขึ้นไปเหนือร่างของเจ้าอสรพิษและยืนอยู่บนหัวของมันพร้อมกับโคจรสายเลือดดวงตาและใช้ออกด้วยวิชาตาเหยี่ยวพันลี้ดวงตาสีม่วงของเขาตวัดตามการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของปลากระดูกปีศาจ “อสรพิษวารีใช้หอกน้ำโจมตี!” ถังเฟยหู่ออกคำสั่งบงการให้ทาสอสูรของตนเองโจมตีในทันที!


                  ห้วงน้ำบริเวณด้านข้างร่างกายของอสรพิษวารีได้ถูกมันควบคุมไว้โดยสมบูรณ์แบบห้วงน้ำที่ถูกควบคุมได้ถูกบังคับและบิดผันให้แหลมคมและยืดยาวจนกลายเป็นหอกที่สร้างขึ้นจากน้ำนี่คือกระบวนท่าที่ถังเฟยหู่คิดขึ้นเพื่อให้อสรพิษวารีสามารถโจมตีศัตรูในระยะไกลได้อย่างรวดเร็วหอกสายน้ำได้พุ่งออกไปยังทิศทางที่ถังเฟยหู่สั่งและในจังหวะเดียวกันนั้นเองที่ร่างของปลากระดูกปีศาจได้พุ่งตัวมาอย่างรวดเร็ว!


                  ฉึก!!


                  เสียงของหอกน้ำที่แทงผ่านเลือดเนื้อของปลากระดูกปีศาจดังขึ้นอย่างถนัดถนี่ชายหนุ่มได้ใช้สายเลือดดวงตาเพื่อคาดเดาทิศทางการจู่โจมของสัตว์อสูรทะเลเหล่านี้และสั่งการให้อสรพิษวารีจู่โจมเพื่อดักทางพวกมันเสีย


                  “ดีมาก!”ถังเฟยหู่เอ่ยชมอสรพิษวารีออกมา แต่เขายังคิดว่าการโจมตีของมันสามารถรวดเร็วได้มากกว่านี้จึงได้สั่งให้มันจู่โจมออกไปอีกหลายครั้งหลังจากอสรพิษวารีกำจัดปลากระดูกปีศาจไปได้อีกสามตัวเขาจึงเริ่มพอใจที่หอกวารีของเจ้าอสรพิษสามารรถรวดเร็วกว่าเดิมและเรียกใช้งานได้คล่องกว่าสองในสิบส่วน


                  “ถึงเวลาปิดฉากแล้ว!กระตุ้นญาณแห่งวารีเสีย!” ถังเฟยหู่ตะโกนสั่งออกไปเขาได้กระโดดขึ้นและลอยตัวอย่างกลางห้วงน้ำ อสรพิษวารีเองก็ตอบรับคำสั่งและว่ายวนไปมาล้อมรอบร่างกายของถังเฟยหู่ร่างของมันเปล่งแสงสีฟ้าและดึงดูดพลังวิญญาณแห่งวารีจากห้วงทะเลเข้ามาฝ่ามือทั้งสองของถังเฟยหู่ก็ใช้ออกด้วยจันทรารวมศูนย์เพื่อช่วยรวบรวมพลังธาตุวารีให้แก่ทาสอสูรของตน


                  ญาณแห่งวารีจันทรารวมศูนย์!


                  ภายในห้วงวิญญาณของถังเฟยหู่และภายในวิญญาณของอสรพิษวารีที่มีญาณแห่งวารีสีฟ้าอยู่ได้ส่งเสียงเรียกหาและสอดประสารกันในตอนนั้นเองที่พลังวิญญาณวารีถูกญาณแห่งวารีเร่งเร้าขึ้นราวกับคลื่นลมที่โหมกระหน่ำห้วงน้ำโดยรอบถูกทั้งสองคนดึงดูดเข้าหาราวกับเกิดภัยพิบัติขนาดย่อมขึ้นมา!


                  คลื่นนนนน


                  ห้วงน้ำใต้ทะเลถูกเหวี่ยงและหมุนวนไปตามการคลื่นไหวของอสรพิษวารีและในตอนนั้นเองที่หอกวารีได้ถูกสร้างขึ้นระหว่างที่มันได้ว่ายวนรอบร่างกายของถังเฟยหู่หอกจำนวนมากได้พุ่งออกไปจากห้วงน้ำที่ถูกดึงดูดจนกลายเป็นทรงกลมด้วยการว่ายน้ำที่รวดเร็วของอสรพิษวารีหอกน้ำที่พุ่งออกไปนั้นมีความรวดเร็วและรุนแรงมากกว่าเดิมหลายเท่าด้วยการหนุนเสริมจากญาณแห่งวารีสองอัน!


                  ฉึก! ฉึก!! ฉึก!!!


                  หอกวารีนับพันนับหมื่นพุ่งออกไปรอบทิศทางราวกับห่าฝน! ปลากระดูกปีศาจแทบทั้งหมดต่างก็ว่ายน้ำหลบหนีกันเป็นจ้าละหวั่น มีพวกมันหลายสิบตัวถูกหอกน้ำพุ่งเสียบร่างจนตกตายไปแต่ก็มีอีกหลายตัวที่บาดเจ็บหนักแต่ก็ยังไม่ตาย


                  เมื่อใช้กระบวนท่าทั้งหมดออกไปอสรพิษวารีก็ได้หยุดว่ายและขยับกายไปอยู่ด้านข้างถังเฟยหู่ด้วยใบหน้าที่อ่อนล้า กระบวนท่านี้ใช้พลังของมันออกไปแทบจะหมดสิ้นทั้งการใช้พลังควบคุมห้วงน้ำและใช้ญาณแห่งวารีออกมาในตอนนั้นเองที่ร่างของมันได้เปล่งแสงสีฟ้าและแตกกระจายออกกลายเป็นละอองปราณกลับคืนสู่ห้วงวิญญาณ


                  ถังเฟยหู่กวาดสายตาออกไปสำรวจปลากระดูกปีศาจที่เหลืออยู่ทั้งหมดสามตนสองตนนั้นถูกหอกวารีแทงทะลุร่างและบาดเจ็บที่หัวอย่างหนักจนมีสภาพใกล้ตายเต็มทีส่วนอีกหนึ่งตัวที่เหลือถูกหอกวารีแทงที่กลางลำตัวและส่วนหางอีกสองแผล


                  ฝ่ามือธุลีจันทราแสงจันทราทะยานฟ้า!


                  ฟิ้ววววว!!


                  ปราณดาบจันทร์เสี้ยวสองเล่มพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วและฆ่าปลากระดูกปีศาจที่บาดเจ็บหนักที่สุดสองตัวให้ตายลงในทันทีจากนั้นถังเฟยหู่จึงได้แตะลงไปบนกำไลมิติของตนและเรียกยันต์อาคมผนึกอสูรออกมาไว้ในมือเขาได้โคจรปราณใส่ยันต์อาคมผนึกอสูรในมือเพื่อกระตุ้นอาคมให้ทำงานและขว้างซัดแผ่นยันต์ออกไป


                  ฟิ้วววว


                  แผ่นยันต์ได้ประทับอยู่บนร่างของปลากระดูกปีศาจที่เหลืออยู่ตนสุดท้ายอาคมผนึกได้ครอบคลุมร่างของมันอย่างรวดเร็วและเพียงในเวลาไม่นานปลากระดูกปีศาจก็ถูกจับไปและหายเข้าไปสู่ภายในห้วงวิญญาณของถังเฟยหู่อย่างไม่อาจขัดขืนอาการบาดเจ็บของมันทำให้มันไม่สามารถดิ้นรนภายในการจับของถังเฟยหู่ได้จากนั้นถังเฟยหู่จึงได้กระตุ้นปราณมรณะและใช้กายหยาบมารแห่งปลาปีศาจเพื่อว่ายน้ำออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อร่นเวลาในการเดินทาง


                  หลังจากนั้นอีกสามวันอสรพิษวารีก็ได้ฟื้นคืนพลังและถูกถังเฟยหู่เรียกออกมาเพื่อใช้ขับขี่เป็นพาหนะอีกครั้งหนึ่งพวกเขาเดินทางโดยไม่หยุดหย่อนเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนและในที่สุดพวกเขาก็ได้เดินทางมาถึงยังเสาหินโบราณขนาดใหญ่แล้ว


                  ความรวดเร็วของอสรพิษวารีในตอนนี้นับว่ารวดเร็วเป็นอย่างมากและเมื่อกระตุ้นญาณแห่งวารีออกมาจะทำให้สามารถเคลื่อนที่ในห้วงน้ำได้เร็วมากยิ่งขึ้นเพราะการควบคุมน้ำเพื่อใช้หนุนเสริมความเร็วได้ดีขึ้นถังเฟยหู่ได้ใช่วิธีการกระตุ้นญาณแห่งวารีของพาหนะตัวนี้เป็นครั้งคราวเพื่อเร่งความเร็วในการเดินทาง


                  ถังเฟยหู่เงยหน้าขึ้นมองเสาหินโบราณตรงหน้าความกว้างของมันใหญ่ยิ่งกว่าขนาดของเมืองฝูโจวซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลฟูเฉียนเสียอีก“เสาหินแห่งนี้….สูงราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ขนาดของมันใหญ่กว่าที่คิดเสียอีก” เขาถึงกับเอ่ยปากชมออกมาเมื่อเห็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่แบบนี้


                  วัตถุแบบนี้ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นฝีมือของมนุษย์แต่ไม่แน่ว่าบางทีแดนลับแห่งนี้อาจจะไม่ใช่เพียงแค่แดนลับที่ตกทอดจากยอดยุทธ์ในชั้นนภาแต่อาจถึงขั้นเป็นแดนลับที่ตกทอดจากเทพเจ้าโบราณในตำนานก็เป็นได้ถังเฟยหู่รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก หากเขาได้รับมรดกหรือสิ่งตกทอดจากเทพเจ้าเขาก็อาจจะมีพลังมากพอที่จะสามารถแก้แค้นสกุลเฟิงที่เป็นศัตรูคู่แค้นกับครอบครัวของเขาได้!


                  ญาณแห่งโลหิตตาเหยี่ยวพันลี้


                  ดวงตาของเขาได้เปล่งแสงลี้ลับสีม่วงดำออกมาจากนั้นภาพเบื้องหน้าในครรลองสายตาของเขากลับชัดเจนขึ้นมาอีกครั้ง ถังเฟยหู่ตวัดสายตาของตนออกไปเพื่อสำรวจสถานที่แห่งนี้และเขาก็ได้พบเข้ากับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนหลากหลายจุดส่วนมากนั้นเป็นศิษย์ของสำนักเสียงสวรรค์และสำนักแปดดารา


                  ดูเหมือนว่าพวกเขาจะกระจายกำลังออกไปเพื่อสำรวจเสาหินโบราณอันใหญ่ยักษ์เบื้องหน้าพื้นที่โดยรอบของเสาหินโบราณเป็นแอ่งหินขนาดใหญ่ที่ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตและพืชพันธุ์ใดๆความรู้สึกโดยรอบนั้นเต็มไปด้วยความหนาวเย็นที่เสียดแทงไปถึงกระดูกเต็มไปด้วยความรู้สึกที่บ่งบอกถึงอันตรายอยู่ทุกชั่วขณะ


                  ในตอนนั้นเองที่สายตาของถังเฟยหู่สังเกตถึงบุคคลผู้หนึ่งที่คุ้นเคยนั่นก็คือศิษย์พี่หยางถิง นางกำลังนำคนกลุ่มหนึ่งของสำนักออกสำรวจแต่ก็ดูเหมือนว่าพวกนางจะไม่ค้นพบสิ่งใดเลยแต่หยางถิงและกลุ่มก็ยังไม่ละทิ้งความพยายามและออกตามหาต่อไป


                  ถังเฟยหู่ได้กวาดสายตาของตนต่อไปเพื่อลอบสำรวจกลุ่มคนต่างๆที่ได้มาถึงยังเสาหินโบราณแห่งนี้แล้วอีกกลุ่มที่เขาพบเห็นก็คือกลุ่มของสำนักแปดดาราที่นำโดยมู่หยงหลินซึ่งเป็นยอดฝีมือในขั้นก่อเกิดของฝ่ายสำนักแปดดารา


                  ก่อนหน้านี้มู่หยงหลินมีฝีมือค่อนไปทางเหนือกว่าต๊กโกวฉิวหลงแต่เพราะสำนักเสียงสวรรค์ที่เข้าร่วมการสำรวจแดนลับทะเลปีศาจมีหยางถิงที่อยู่ในขอบเขตก่อเกิดเช่นกันทำให้อาจดูเหนือกว่าแต่หยางถิงถนัดวรยุทธ์ในศาสตร์ดนตรีที่เน้นการโจมตีเป็นวงกว้างและสนับสนุนเสียมากกว่าอีกทั้งไม่อาจต่อสู้ยืดเยื้อได้มากนักนั่นจึงทำให้สองสำนักที่เข้าร่วมภารกิจในครั้งนี้คานอำนาจกันไว้


                  แต่เพราะการตายของต๊กโกวฉิวหลงจึงทำให้สมดุลนั้นพังทลายลง! สำนักแปดดาราที่รวมกลุ่มกันดูจะเป็นขุมพลังที่มากที่สุดในแดนลับแห่งนี้พวกเขาได้รวมกลุ่มกันที่บริเวณหนึ่งพื้นผิวเสาหิวโบราณลักษณธของพวกเขาดูเหนือล้าเป็นอย่างมากซึ่งถังเฟยหู่ที่พึ่งมาถึงยังไม่ทราบถึงเรื่องราวต่างๆจึงไม่อาจทำความเข้าใจได้ว่าทำไมกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนี้กลับตกอยู่นสภาพเช่นนี้


                  จากนั้นเขาจึงได้ลอบสำรวจต่อไปเขาได้ค้นพบศิษย์สำนักของตนที่แยกกลุ่มออกมาจากกลุ่มของหยางถิงกำลังเดินไปรอบๆเสาหินนั้นด้วยใบหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีนักพวกเขามีสีหน้าที่เคร่งเครียดเป็นอย่างมากพร้อมกับมองขึ้นไปด้านบนเป็นครั้งคราว


                  ถังเฟยหู่ที่กำลังทำสีหน้างุนงงเองก็ได้เงยหน้าขึ้นสู่เบื้องบนเพื่อสำรวจเสาหินโบราณนั้นเช่นกันในตอนนั้นเองที่เขาได้สังเกตเงาดำที่เกาะอยู่บนพื้นผิวของเสาหินโบราณเงาทั้งเก้านั้นคือร่างเงาของมนุษย์ กำลังมีคนพยายามปีนเสาหินนี้ขึ้นไปสู่เบื้องบน!


                  “ดูท่าเสาหินต้นนี้คงจะไม่ธรรมดาเป็นแน่ ไม่ทราบว่าสายตาของพวกเขาทำไมจึงดูหวาดกลัวเสาหินต้นนี้นัก”ถังเฟยหู่พยายามประเมิณสิ่งที่พบเห็นอยู่ตรงหน้าพร้อมกับจับจ้องไปยังเงาดำทั้งเก้าเบื้องบน“...คนพวกนั้น เป็นมิตรหรือศัตรูก็ไม่ทราบพวกนั้นอาจจะมิใช่คนของทั้งสองสำนัก บางที่อาจจะเป็นคนนอกหรือว่าเป็นอุปสรรคที่เจ้าของแดนลับทะเลปีศาจแห่งนี้จัดสร้างไว้”


                  ถังเฟยหู่เก็บงำวิชาสายเลือดดวงตาของตนเองกลับมาและหาสถานที่ไม่ไกลจากบริเวณนั้นนักเพื่อนั่งโคจรลมปราณเพื่อฟื้นพลังต่างๆภายในร่างเขาได้เลือกซอกหินบริเวณหนึ่งซึ่งห่างออกมาจากแอ่งหลุ่มบริเวณเสาหินโบรา


                  หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยามพลังภายกายของถังเฟยหู่เต็มเปี่ยมอย่างถึงที่สุดชายหนุ่มที่สวมใส่หน้ากากจิตวิญญาณอยู่ได้ออกจากที่พักของตนและลอบเข้าใกล้บริเวณเสาหินโบราณโดยที่ไม่มีใครทราบ


                  แม้การเดินทางเป็นกลุ่มกับสำนักของตนอาจจะปลอดภัยกว่าแต่การปกปิดตัวตนและลอบเดินทางแต่เพียงผู้เดียวก็ได้มอบโอกาสที่จะพบเจอทรัพยากรที่ทรงคุณค่ามากกว่านักเขาสามารถเก็บพวกมันไว้กับตัวโดยไม่จำเป็นต้องแบ่งปันให้แก่ใคร


                  ถังเฟยหู่ได้เดินทางจนมาถึงเสาหินโบราณในที่สุดเขาได้เอื้อมมือของตนออกไปสัมผัสกับเสาหินโบราณตรงหน้า พื้นผิวของมันขรุขระและแผ่ความเย็นเยียบราวกับโลหะออกมาเมื่อสัมผัสกับเสาหินต้นนี้มันกลับทำให้เขาสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอันแปลกประหลาดชนิดหนึ่ง


                  มันเป็นความรู้สึกที่ผสมปนเปสับสนและไม่อาจทราบว่าคือความรู้สึกใดกันแน่ เขาได้เงยหน้าขึ้นและมองขึ้นสู่ด้านบนเขาได้ออกแรงถีบใส่พื้นเพื่อส่งร่างของตนเองให้พุ่งสูงขึ้นไปด้านบนเพื่อไปถึงยอดด้านบนให้รวดเร็วที่สุดแต่ร่างของเขาลอยขึ้นไปได้ไม่กี่จั้งก็กลับมีแรงดึงอันแปลกประหลาดราวกับมีมือลึกลับที่มองไม่เห็นได้ดึงร่างของเขาให้ร่วงหล่นลงสู่พื้นเบื้องล่างร่างของเขาพลิกกลับและหลังของเขาก็กระแทกเข้ากับพื้นหินแข็งเบื้องล่างจนพื้นนั้นสั่นสะเทือนเล็กน้อย


                  หากเป็นคนอื่นอาจจะรู้สึกเจ็บปวดมากมายนักแต่ร่างกายของถังเฟยหู่ผ่านการฝึกฝนกายาหลากหลายแบบจึงทำให้คงทนมากกว่าคนในขอบเขตเดียวกันนักเขาจึงแทบไม่รู้สึกเจ็บปวดมากมายเท่าไหร เขาได้ทำการลองเรียกอสรพิษวารีออกมาเพื่อลองให้มันพาร่างของเขาว่ายขึ้นสู่ด้านบนแต่ผลก็เป็นเหมือนเดิม


                  เขาได้เงยหน้าขึ้นไปมองเงาของกลุ่มคนทั้งเก้าที่อยู่ด้านบน“ดูเหมือนว่าการปีนป่ายขึ้นไปจะเป็นหนทางเดียวเท่านั้นไม่อาจใช้กลโกงใดๆได้โดยง่าย”ถังเฟยหู่เข้าใจเงื่อนไขเหล่านั้นด้วยร่างกายของตนโดยง่ายเขาเอื้อมมือทั้งสองออกไปและโคจรวิชาดัชนีเหล็กเพื่อช่วยเพิ่มแรงในการยึดเกาะขึ้น


                  นิ้วทั้งห้าของถังเฟยหู่ราวกับเป็นคีมเหล็กที่ยึดเกาะเข้ากับเสาหินโบราณเบื้องหน้าเขาได้สลับมืออีกข้างหนึ่งเอื้อมไปด้านหน้าและยึดเกาะเข้ากับพื้นผิวด้านบนขาทั้งสองได้ช่วยออกแรงถีบดันร่างของตนไปทางพื้นผิวเบื้องหน้าเพื่อส่งร่างของตนเองให้สูงขึ้นจากนั้นเขาจึงได้ปล่อยมือเบื้องล่างและเอื้อมขึ้นไปเกาะด้านบนที่สูงขึ้น


                  “ดูเหมือนว่าข้าจะเข้าใจถูกต้องไม่มีพลังงานประหลาดมาดึงร่างให้ร่วงหล่นลงสู่พื้นเบื้องล่างอีกแล้ว” ถังเฟยหู่ยิ้มออกมาอย่างพอใจและออกแรงเพื่อปีนป่ายต่อไปแต่เขาเองก็ยังไม่วางใจโดยง่ายนั่นเพราะหากอุปสวรรคมีเพียงเท่านี้คงไม่อาจทำให้ศิษย์ของสองสำนักทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอีกทั้งยังหวาดกลัวอยู่เล็กน้อยเช่นนั้นได้


                  ถังเฟยหู่ยังคงออกแรงปืนป่ายขึ้นไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเลยแม้แต่น้อยในระหว่างที่เขาปีนขึ้นไปนั้นเขาก็ได้ขยับเคลื่อนร่างของตนเพื่อหลบออกไปทางด้านข้างเพื่อจะได้ไม่เจอกลุ่มคนทั้งเก้าที่ปีนขึ้นไปก่อน


                  เขายังไม่ทราบว่ากลุ่มคนทั้งเก้าคือใครอีกทั้งการต่อสู้ระหว่างปีนป่ายขึ้นไปด้านบนเช่นนี้นับว่าอันตรายนักหากเขาพลาดหลุดร่วงลงไปอาจถูกแรงดึงดูดอันพิสดารในพื้นที่แห่งนี้ดึงรั้งร่างกายของตนให้ร่วงลงไปอย่างแรงจนถึงแก่ความตายไม่แน่ว่าอาจจะเป็นการตายที่สยดสยองจนไม่หลงเหลือร่างกายไว้เลยก็ได้ด้วยความสูงที่มากขึ้นเรื่อยการถูกดึงร่างลงมาด้วยแรงมหาศาลจะทำให้ร่างกายแหลกเละไร้ที่กลบฝั่ง


                  และยิ่งถังเฟยหู่ปีนป่ายขึ้นไปสูงเท่าไหรเขาก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงอุปสรรคอันใหญ่หลวงยิ่งเขาปีนป่ายขึ้นไปเรื่อยๆก็เหมือนกับมีพลังงานอันมหาศาลกดมายังร่างของเขาจนทำให้ทุกครั้งที่ออกแรงขยับร่างกายราวกับทุกส่วนของกายเขาหนักขึ้นเรื่อยๆ


                  ในตอนนี้ถังเฟยหู่ได้รับรู้แล้วว่าทำไมสำนักแปดดาราถึงยังไม่ปีนป่ายขึ้นมาทำไมสำนักเสียงสวรรค์ของเขาถึงออกสำรวจโดยรอบเสาหินโบราณเพื่อหาหนทางอื่นรับรู้แล้วว่าทำไมถึงมีหลากหลายผู้คนทำสีหน้าหวาดกลัวเมื่อมองขึ้นไปสู่ด้านบน


                  นั่นเพราะพวกเขารู้สึกราวกับเหมือนหนูติดจั่นพวกเขาติดอยู่ในแดนลับทะเลปีศาจแห่งนี้ถึงเกือบครึ่งปีการเดินทางที่ยาวนานโดยไม่รู้ถึงจุดหมายและไม่อาจมองเห็นถึงปลายทางของการเดินทางนี้พวกเขาไม่รับรู้ถึงเส้นทางที่จะออกไปเสียด้วยซ้ำและทางเดียวที่ดูจะเป็นไปได้ก็คือยอดของเสาหินโบราณที่สูงเสียดฟ้านั่น...


                  ความกดดันทั้งหลายได้เข้าทำลายจิตใจของผู้มีจิตอ่อนแอจนหวาดกลัวกลัวที่จะปีนป่ายเสาหินนี้ขึ้นไปและเจอเข้ากับพลังดึงรั้งอันพิสดารนั่นหากพวกเขาพลาดก็มีแต่หนทางตาย แต่หากไม่ขึ้นไปพวกเขาก็อาจจะติดอยู่ที่นี่จนตาย


                  แต่ความกดดันเหล่านั้นไม่อาจทำลายจิตใจของถังเฟยหู่ได้! สายตาของเขาจดจ้องไปยังเบื้องบนมีเพียงแต่ก้าวไปข้างหน้าเท่านั้น! เขาเคยเฉียดความตายรวมถึงเคยตายไปจริงๆแล้วด้วยซ้ำไปความตายนั้นหนักแน่นดั่งขุนเขา บางเบาดั่งปุยนุ่น! มีอะไรน่ากลัวกันเล่า!เขาได้เผยรอยยิ้มออกมาอย่างมั่นใจและไร้ซึ่งความหวาดกลัว...


    ===============================================
    มาแล้วววว ช่วงนี้ที่ทำงานมีจัดแข่งกีฬาสี ไรท์ต้องไปแข่งกับเขาด้วยเลยหายไปหลายวันเลยย

    คล้ายกับเรื่องLegend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า ที่คุณอ่าน